เสน่ห์ที่ฆ่าไม่ตายของกล้องฟิล์ม

ด้วยยุคสมัยและความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนทำให้หลายคนเคยมองข้ามกล้องฟิล์ม แล้วหันมาใช้กล้องดิจิตอลแทน กล้องฟิล์มจึงไม่ได้เป็นที่นิยมและแทบจะหายไปจากยุคนี้ แต่ปัจจุบันกล้องฟิล์มได้กลับมามีกระแสและเป็นที่นิยมอีกครั้ง เพราะเหตุใดกันนะคนส่วนใหญ่ถึงกลับมาเล่นกล้องฟิล์มกันอีกครั้ง 

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกล้องฟิล์มกันดีกว่า 

-ใช้ขนาดของกล้องฟิล์ม หรือ Format ในการแบ่งประเภท จะสามารถแบ่งกล้องฟิล์มได้ 3 ประเภท

  1. Small Format คือ กล้องฟิล์มที่คนนิยมใช้กันทั่วไป ฟิล์มที่ใช้จะเป็นแบบ 35mm
  2. Medium Format คือ กล้องที่ใช้ฟิล์มขนาดใหญ่ขึ้นมาจากแบบทั่วไป คือ Format 120 (ขนาด 6″x6″ หรือ 6″x9″)
  3. Large Format คือ กล้องฟิล์มที่มีขนาดใหญ่ หาไม่ได้ทั่วไป ใช้ฟิล์มขนาด 4×5 นิ้ว หรือ ใหญ่กว่านั้น ด้วยความที่ตัวกล้องมีขนาดใหญ่จึงอาจทำให้ยากต่อการใช้งาน 

-ใช้ลักษณะการโฟกัสในการแบ่งประเภท จะสามารถแบ่งกล้องฟิล์มได้ 2 ประเภท

1.กล้องฟิล์ม RF (Rang Finder) คือ กล้องฟิล์มที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก มีการโฟกัสภาพโดยการมองผ่านช่องมองภาพ ซึ่งเป็นช่องมองภาพจะเป็นคนละช่องกับเลนส์รับภาพ ในการโฟกัสภาพจะใช้การปรับวงแหวนโฟกัสของเลนส์ควบคู่ไปกับตัววัดระยะของกล้อง จะต้องใช้การกะระยะจากเฟรมในช่องมองภาพ การโฟกัสภาพแบบดังกล่าว เรียกว่า Parallax Focus หรือ แบบภาพซ้อน อันเป็นการโฟกัสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กล้องฟิล์ม RF ไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์กล้องได้จึงมีความยืดหยุ่นในการใช้งานน้อย 

  1. กล้องฟิล์ม SLR (Single Lens Reflex) คือ กล้องฟิล์มที่ใช้ช่องมองภาพ (View Finder) ในการโฟกัสภาพผ่านเลนส์ กล่าวคือเมื่อเรามองเห็นภาพยังไง ภาพฟิล์มที่ได้ก็จะออกมาแบบนั้น กล้องฟิล์ม SLR ได้พัฒนามาจากกล้องฟิล์ม RF จึงทำให้สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ มีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า แต่กล้องฟิล์ม SLR จะขนาดที่ใหญ่ขึ้น พกพาลำบากกว่ากล้องฟิล์ม RF

-ใช้ลักษณะการทำงานของกล้องในการแบ่งประเภท จะสามารถแบ่งกล้องฟิล์ม ได้ 2 ประเภท

1.กล้องกลไกล หรือที่เรียกว่ากล้องแมคคานิค (Mechanic) คือ กล้องที่ขับเคลื่อนการทำงานม่านชัตเตอร์ด้วยตัวกลไกเฟือง แม้ไม่มีแบตเตอรี่ก็สามารถทำงานได้ ถ่ายภาพได้ จึงค่อนข้างมีความทนทาน

2.กล้องไฟฟ้า คือ กล้องที่ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบมอเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า ต้องใช้ต้องแบตเตอรี่ในการทำงาน ถ้าไม่มีแบตเตอรี่หรือแบตเตอรี่หมดจะไม่สามารถกดชัตเตอร์ได้ ไม่สามารถขึ้นไกฟิล์มได้ ไม่สามารถถ่ายรูปภาพได้เลย อายุการใช้งานจึงมีขีดจำกัด แต่กล้องไฟฟ้าจะมีความสะดวกในการพกพา ใช้งานได้คล่องตัวกว่ากล้องกลไก

-ใช้ฟังก์ชั่นของกล้องมาเป็นตัวแบ่งประเภท จะสามารถแบ่งกล้องฟิล์ม ได้ 3 ประเภท

1.กล้องออโต้ (Auto) คือ กล้องฟิล์มที่ไม่ต้องปรับค่าของกล้องในการใช้งาน เช่น การปรับสปีดชัตเตอร์ การปรับรูรับแสงเพียงแค่เล็ง และโฟกัสก็สามารถกดชัตเตอร์ถ่ายภาพได้เลย

2.กล้องกึ่งออโต้ คือ กล้องฟิล์มที่มีการปรับแค่รูรับแสง ส่วนการปรับสปีดชัตเตอร์ ระบบกล้องจะคำนวนค่าแสงและเลือก Speed Shutter ที่เหมาะสมให้เองโดยที่เราไม่ต้องปรับ เรียกระบบนี้ว่า Aperture Priority 

3.กล้องแมนนวล (Manual) คือ กล้องที่ต้องปรับรูรับแสงแสะสปีดชัตเตอร์เองทั้งหมด ตัวกล้องจะมีระบบวัดแสง ที่สามารถแสดงการประมาณแสงที่เข้ามาในกล้องได้ โดยแสดงผลเป็นแบบเข็มหรือแบบไฟ LED 

แม้ในปัจจุบันจะมีกล้องดิจิตอล หรือกล้องบนโทรศัพท์มือถือที่มีคุณภาพดีแค่ไหน แต่การใช้กล้องฟิล์มก็ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ชวนน่าหลงใหลอยู่เสมอ ต่อให้มีการทำแอพพลิเคชั่นกล้องฟิล์มขึ้นมาก็ไม่อาจแทนที่กล้องฟิล์มจริงๆได้  และที่เหมือนจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กล้องฟิล์มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งน่าจะมาจากการที่ผู้มีชื่อเสียง อย่าง ดารา นักร้อง ไอดอล ได้นำกล้องฟิล์มออกมาใช้ จึงทำให้เกิดเป็นกระแสกล้องฟิล์ม ถึงขนาดที่มีช่างภาพ ผู้ที่สนใจหลายคนหันมาสนใจเล่นและสะสมกล้องฟิล์มกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจขายกล้องฟิล์มและฟิล์มถ่ายรูปกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เรียกได้ว่าเสน่ห์ของกล้องฟิล์มเป็นอะไรที่ฆ่าไม่ตายจริงๆ  

 

สนับสนุนโดย   สมัคร Gclub

โมนาลิซ่า

ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานปรากฎอย่างแน่ชัดว่าโมนาลิซ่านั้นเป็นใคร แต่ในชวงราวศรรตวรรษที่16นั้นได้มีการปรากฎขึ้นของภาพโมนาลิซ่าที่เป็นภาพวาดเปลือยกาย ทำให้ภาพวาดของสาวเปลือยกลายนี้นั้นได้มีการพูดถึงและเป็นที่โด่งดังอย่างมาก และด้วยตัวผู้วาดอย่าง Leonardo de vinci นั้นมีการกล่าวขานว่าตัวเขานั้นมีการรักร่วมเพศ และมีการสันนิษฐานไปว่า โมนาลิซ่านั้น

ไม่ใช่ผู้หญิงที่เป็นการวาดภาพเหมือนเพื่อจำแลงเพศของเด็กหนุ่มรูปงามคนหนึ่งซึ่งเป็นศิลปินที่มักจะมีการติดรูปเหล่านี้ไว่ตามสตูดิโอหรือสถานที่ที่เกี่ยวกับงานศิลปะ จึงมีการสันนิษฐานว่าเด็กหนุ่มคนนี้นั้นคือคนที่ Leonardo นั้นเลี้ยงไว้นั่นเอง

มีการนำภาพเหมือนของ Leonardo de vinci นั้นมาเปรียบเทียบกับภาพของโมนาลิซ่าและก็มีการสรุปตามข้อสันนิษฐานข้างต้นนั้นว่าโมนาลิซ่านั้นคือภาพวาดที่เป็นการภาพแฝงในการสร้างสรรค์ในตัวตนของ Leonardo de vinci นั่นเองแต่มีการจิตนาการและสร้างสรรค์ภาพวาดออกมาใหเมีการแต่งกายในลักษณะที่เป็นสตรีเพศ

โดยข้อสันนิษฐานนี้นั้นมีผู้ที่ได้ให้การสนับสนุนและมีการกล่าวเสริมว่าลายปักขดเชือกรอบคอเสื้อของโมนาลิซ่านั้นเป็นลายเซ็นลับของ Leonardo de vinci นั่นเองเพราะในภาษาอิตาเลียนความหมายของคำว่าขดเชือกนั้นตรงกับคำว่า Vinciley หรือคำเป็นชื่อย่อของ Leonardo de vinci นั่นเอง

แม้ว่าบุคคลในภาพวาดโมนาลิซ่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่มีการถกเถียงกันอย่างไม่จบสิ้นว่าความแท้จริงแล้วนั้นบุคคลในภาพวาดเป็นใครกันแน่ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ได้ครอบครองภาพวาดนี้นั้นยังพอจะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้อยู่บ้าง โดยผู้ที่ได้ครอบครองภาพวาดโมยาลอซ่าคนแรกนั้นก็คือกษัตริย์ฝรั่งเศสซึ่งมีการโปรดให้นำภาพโมนาลิซ่านั้นไปประดับที่ห้องโถงในพระราชวังและหลังจากมีการเปลี่ยนกษัตริย์ ภาพวาดโมนาลอซ่านั้นก็ได้ถูกย้ายไปยังห้องบรรทมและมีการเรียกชื่อภาพวาดนั้นอย่างสนิทสนมว่ามาดามลิซ่าด้วย

โดยภาพวาดโมนาลิซ่านั้นทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพียงสิ่งที่มีการกล่าวสันนิษฐานเท่านั้น เพราะว่ายังไม่ได้มีหลักฐานชิ้นไหนที่จะแสดงได้อย่างแน่ชัดว่าความจริงแล้วนั้นโมนาลิซ่าเป็นใคร ก็ยังคงมีการตีความกันไปและยังคงเป็นสิ่งที่ผู้สนใจยังคงค้นหาคำตอบ และถึงแม้จะไม่ได้คำตอบอบ่างแน่ชัดว่าโมนาลิซ่านั้นเป็นมครอย่างน้อยเราก็ได้รับความรู้ใหม่ๆและได้เรียนรู้ถึงข้อสันนิษฐานต่างๆของโมนาลิซ่า

และโมนาลิซ่านั้นก็ยังคงเป็นภาพวาดที่ได้รับความนิยมอย่างมากมาจนถึงปัจจุบันถึงแม้ว่าเรานั้นจะไม่ทราบว่าโมนาลิซ่านั้นเป็นใครแต่เมื่อมองภาพวาดแล้วนั้นเราก็เห็นได้ถึงความสวยงามและรอยยิ้มอันมีความสุขที่โมนาลิซ่านั้นได้มอบไว้ให้แก่ผู้ชมภาพศิละที่ชื่อว่าภาพวาดโมนาลิซ่านั่นเอง

.

 

สนับสนุนโดย   สล็อต ยิงปลา ฝากขั้น ต่ํา 100

การสร้างสรรค์ผลงานโทรทัศน์ร์ด้วยงานศิลปะ

ผลงานโทรทัศน์ใปัจจุบันนี้นั้นหรือที่หลายๆคนอาจจะคุ้นชินกันว่าผลงานทางด้านละคร ซี่รี่ส์ เป็นต้นถือว่ามีการพัฒนาและมีการนำความเป็นศิลปะเข้ามาสอดแทรกในการสร้างสรรค์ค่อนข้างมากเลยทีเดียว เพราะในอดีตนั้นการสร้างสรรค์ผลงานทางโทรทัศน์โดยส่วนใหญ่ก็จะเน้นเป็นการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆที่แสดงและถ่ายทอดออกมาส่วนใหญ่เป็นในเรื่องของอารมณ์

แต่ในปัจจุบันนี้นั้นมีการนำเรื่องความเป็นศิลปะเข้ามาสอดแทรกในบทค่อนข้างมากเลยทีเดียว เพราะการสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ของวงการโทรทัศน์จึงทำให้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีความน่าสนใจและทำให้เกิดความน่าติดตามตามาด้วยนั่นเอง

ศิลปะนั้นก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปะด้านการวาดภาพ ศิลปะด้านการระบายสี รวมทั้งศิลปะด้านการเล่าเรื่องด้วยนั่นเอง ผลงานที่ถูกาสร้างสรรค์ให้มีการออกอากาศหรือถ่ายทอดทางโทรทัศน์ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ล้วนมีการนำศิลปะไปช่วยในการผสมผสานให้เกิดผลงานทั้งสิ้น และมีผลงานทางโทรทัศน์ของเกาหลีใต้อยู่เรื่องหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ในช่วงกลางปี 2020

อย่างเรื่อง It’s okay o not be okay นั่นเอง ซึ่งเป็นผลงานที่มีการถ่ายทอดเรื่องราวที่ดีอย่างมากและมีการนำศิลปะมาใช้ในการถ่ายทอดความรู้สึกนอกจากอารมณ์และความรู้สึกของนักแสดงแล้ว ทำผลงานทางโทรทัศน์เรื่องนี้นั้น ได้รับความนิยมในการชมอย่างมากเพราะถือว่าเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความน่าสนใจ

โดยส่วนใหญ่แล้วนั้นการเล่าเรื่องจะเป็นเรื่องราวที่มีการคาบเกี่ยวระหว่างความรู้สึกที่แท้จริงขิงตัวละครและความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากจินตนาการ หนังสือนิทานโดยการเล่าเรื่องในหนังสือนิทานนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องก็ว่าได้ โดยมีการสร้างสรรค์ผลงสยทางด้านศิลปะด้วยการวาดภาพเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ่นในนิทาน ทำให้การชมนั้นมีอีถรสและความสนุกสนานมากขึ้น 

ถึงแม้ว่าผลงานทางโทรทัศน์ชิ้นนี้นั้นจะไม่ได้เป็นการสร้างสรรค์ด้านการวาดรูปที่สวยงามมากนัก แต่เมื่อนำมาผสมผสานกับการเล่าเรื่องผ่านอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแล้วนั้นก็ถือว่ามีความสวยงามในรูปแบบศิลปะอย่างมาก และถือว่าการสร้างสรรค์ในลักษระนี้นั้นถึงแม้ความเป็นผลงานโทรทัศน์ที่อาจจะต้องมการจำกัดในช่วงอายุในการรับชม

แต่ถ้าหากมองในเรื่องรับชมเพื่อความบันเทิง สำหรับเด็กก็สามารถที่จะรับชมได้ ในฉากที่เป็นการเล่าเรื่องจากนิทานนั่นเอง เพราะอาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เกิดการพัฒนาในเรื่องศิลปะในเด็กได้อย่างดีด้วยนั่นเอง ถึงแม้อาจจะมีผลงานทางด้านโทรทัศน์ในเรื่องอื่นๆเคยสร้างสรรค์ผลงานในลักษณะนี้แล้วก็ตาม แต่เรื่อง It’s okay o not be okay นั้นถือว่าเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดถ้าหากต้องการชมทั้งความบันเทิงและได้ซึมซับความเป็นศิลปะไปด้วยและที่สำคัญไม่เพียงเรื่องความน่าสนใจของศิลปะเท่านั้น ตัวพระเอกและนางเอกก็สามารถที่จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sa gaming สมัครยังไง

จิตรกรรมและประติมากรรมของไทย เป็นอย่างไรในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าศิลปะของไทยในด้านจิตรกรรมและประติมากรรม จะมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมากเพียงใด แต่ก็ยังโดดเด่นอยู่ในกรอบเดิมๆ และยังไม่ได้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างแท้จริง แล้วรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดที่กั้นขวางอยู่ วันนี้เรามี 2 ด้าน ที่ศิลปะไทยในด้านจิตรกรรมและประติมากรรมควรจะปรับปรุงมาฝากกัน 

ด้านที่หนึ่ง 

ศิลปะของไทยเรา ไม่เปิดกว้าง หรือยินยอมที่จะปรับให้สามารถเข้ากับสังคมแบบสมัยใหม่ได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะศิลปะของเรามีการตีกรอบ ตีเส้น มีข้อกำหนด หรือกฎเกณฑ์อยู่มากมาย ซึ่งจริงๆ แล้ว คำว่า ศิลปะ หรือสิ่งใดที่ได้ขึ้นชื่อว่าศิลปะ  ไม่สมควรมีข้อผูกพันธ์ด้วยข้อกำหนดอะไรก็ตามเลย การชื่นชมงานศิลปะในไทยยังคงอยู่ในวงที่แคบ ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ แล้วก็กลายเป็นค่าความนิยม ทั้งๆ ที่กฎเกณฑ์นั้นมาจากบุคคลเพียงไม่กี่คน หรือบางกลุ่ม 

โดยความเป็นจริงแล้ว ค่าของงานศิลปะไม่สมควรถูกตีค่าโดยนักแสดงศิลปะไทย หรือคนภายในแวดวงเพียงแค่นั้น เเต่คนธรรมดาทั่วไป ก็มีสิทธิ์ที่จะชื่นชอบและถูกใจงานศิลปะในแบบที่แตกต่างจากเดิมได้  มีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมสำหรับการตีค่างานศิลปะได้ด้วยเหมือนกัน

เมื่อศิลป์ไทยยังถูกตีกรอบตามเดิมอย่างที่เป็นค่านิยมตามกันมา การสร้างสรรค์งานศิลป์ที่หลากหลายก็เลยมีปัญหา แบบนี้หากจะพูดว่าเด็กเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสนใจงานศิลปะไทย หรือโทษเด็กๆ อย่างเดียวคงไม่ได้ ในเมื่อการเข้าถึงยังคงมีความสลับซับซ้อน และถูกบดบังโดยคนเฉพาะกลุ่มอยู่

 

ด้านที่สอง

ศิลปะไทยไม่ทันบริบทของโลก และเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

โลกใบนี้ได้หมุนไปทุกวัน การพัฒนาสิ่งต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมายเช่นกัน จนตอนนี้เราได้พัฒนามาจนถึงสังคมดิจิทัลแล้ว คนภายในแวดวงศิลปะไทยยังมีความรู้เดิมๆ และไม่ค่อยเปิดรับที่จะรู้เรื่องในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีอยู่มาก เมื่อขาดความเข้าใจด้านนี้ ศิลปะไทยจึงราวกับเป็นคนที่วิ่งย่ำอยู่ตำแหน่งเดิม ไม่เดินหน้า ไปซ้าย หรือขวา  ยิ่งกว่านั้นแล้ว ตัวนักแสดงศิลปะไทยบางคนยังไม่ยินยอมเปิดใจรับกับความรู้ใหม่ๆ ยังคงตีกรอบในแบบเก่าอยู่ นักแสดงรุ่นเก่า จึงจำต้องปรับปรุงตนเองใหม่ให้ไว และเรียนรู้ปรับปรุงตามการเปลี่ยนเเปลงของโลกให้ได้

 

หนทางใหม่ที่จะทำให้ศิลปะไทย เป็นที่รู้จักยอมรับไปทั่วโลก คือ การรับการเปลี่ยนแปลงของโลก เเล้วพร้อมที่จะก้าวไปกับมัน การเปิดเผยผลงาน ไม่หวงแหนวิชาความรู้ สร้างแรงผลักดัน โดยใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ามาช่วย เพื่อให้ผลงานนั้นไม่ล้าหลัง และพัฒนาอยู่เสมอเพื่ออยู่รอด และเฉิดฉาย

หากเราลองพัฒนาผลงานทางด้านศิลปะแล้วหลุดออกมาจากกรอบเดิมๆ ทุกท่านจะเห็นได้เลยว่า แท้จริงแล้ว ศิลปะไทยยังสามารถไปต่อได้อีก

 

 

สนับสนุนโดย  จีคลับคาสิโนออนไลน์

ตำนาน นายดั้นคนตาบอด

เมื่อนานมาแล้วสมัยที่คนยังห่มผ้านุ่งนุ่งโจงกระเบน ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเขานั้นชื่อว่าดั้น เท่านั้นเป็นคนที่ป่วยเป็นโรคตาบอดใสซึ่งเป็นอาการของคนที่ตาบอดแต่จะสามารถลืมตาได้และสามารถหลอกคนอื่นได้ว่าตัวเองไม่ได้ตาบอดเพราะว่าเดินทางของพวกเขานั้นเปรียบเสมือนกับว่าพวกเขานั้นไม่ได้ตาบอดแต่ยังคงลืมตาอยู่ในช่วงเวลานั้นเอง เขาเองนั้นได้ตกหลุมรักกับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่านางริงไร ใจเธอนั้นเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านเขาได้ยินชื่อสิ่งของเธอจึงตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจังเธอนั้น

เป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านเขาได้ยินชื่อสิ่งของเธอจึงตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจังโดย เขานั้นได้ขอให้ครอบครัวพาเขาไปสู่ขอนางริงไร โดยฝ่ายเธอเองซึ่งเป็นหญิงสาวนั้นไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยเป็นชายหนุ่มที่เป็นโรคตาบอดใสเธอจึงแต่งงานกับเขาไปอาศัยอยู่ด้วยกัน 1 อาทิตย์ช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงเวลาที่หญิงสาวได้ลงไปตากผ้าที่หลังบ้านและฝ่ายชายเองนั้นซึ่งก็คือนายดั้นได้หิวข้าวจึงเดินทางเข้าไปในห้องครัวของบ้านและพยายามจะยึดหม้อข้าว

แต่เนื่องจากเขาตาบอดมือของเขาจึงได้จัดโดยหม้อข้าวทำให้มันตกลงพื้นเข้ากระจัดกระจายเต็มไปหมดฝ่ายนางริงไร ไม่ได้ยินเสียงของตกเธอจึงรีบขึ้นมาและเห็นว่านาย ดั้นสามีของเธอ ได้ยินอยู่ตรงที่ข้าวนั้นกระจัดกระจายเธอจึงถามสามีของเธอว่าเทข้าวลงพื้นทำไมเขาจึงแก้ไขสถานการณ์โดยการหลอกภรรยาเขาไปว่าที่เขานั้น ทำข้าวตกลงไปเยอะแบบนี้ก็เพราะว่าเขานั้นต้องการที่จะให้ไก่ มากินข้าวและฝ่ายภรรยาเองก็เชื่อจึงได้เดินทางไปตากผ้าต่อที่หลังบ้านอีกวันหนึ่งชายหนุ่มก็ถูกภรรยาสั่งให้ไปนำวัวควายไว้ไถนา

ซึ่งเขานั้นก็ทำตามแต่เนื่องจากที่เขานั้นป่วยเป็นโรคตาบอดใสและมองอะไรไม่เห็นน่าจะทำให้เขานั้นไม่สามารถบังคับวัวได้เขาจึงตกลงไปในแม่น้ำแห่งนึงที่น้ำน้ำไหลไม่เชี่ยวมากแล้วจ้ามัวก็ได้หนีเข้าป่าไปช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงเวลาที่มีเสียงลมพัด ทำให้เขานั้นคิดว่าเสียงลมพัดที่กระทบกับใบไม้นั้นก็คือเสียงของเจ้าวัวหรือควายที่วิ่งเข้าไปในป่าเขาจึงพยายามสาดน้ำไปทางป่าภรรยาของ เขาก็เดินมาหาและถามว่าทำไมเขาก็บอกว่าทุ่งนาของพวกเขานั้นแห้งเหี่ยวเขาจะพยายามสาดน้ำใส่ด้วยความที่ภรรยาไม่รู้อะไรภรรยาจึงเชื่อและเดินทางกลับบ้านไปทำอาหารมีอยู่วันหนึ่งที่นายดั้น อยากกินหมาก

เขาจึงถามภรรยาว่าหมากอยู่ไหนฝ่ายภรรยาเองนั้นก็ตอบว่าอยู่ที่โต๊ะกินข้าวแต่เนื่องจากเขาเองนั้นมองไม่เห็นเขาจะไม่สามารถที่จะหาได้เจอเขาจึงคิดว่ามันไม่ได้มีหมากอยู่บนโต๊ะจริงๆ เขาจึงท้ากับภรรยาของตัวเองว่าหากภรรยาของเขา เดินมาที่โต๊ะกินข้าวและเห็นว่ามีหมากอยู่เขาก็ยอมที่จะให้ภรรยานั้นนำปูนมาถูที่ตาของเขาเลยด้วยความที่ ภรรยารีบเดินมาได้เห็นว่ามีหมากอยู่ที่โต๊ะด้วยความที่เธอโมโห

เธอจึงรีบ เอาปูน ไปถูหน้าของสามี ฝ่ายชายจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการบอกว่าที่ภรรยาทำแบบนี้จึงทำให้เขานั้นตาบอดภรรยาจึงได้จ้างหมอที่เก่งที่สุดในโลกมารักษาโดยสุดท้ายนั้นเขาก็สามารถรักษาตาของเขาได้ในที่สุดและเขาก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้

ในตำนานนี่นั้นเป็นตำนานที่คนเฒ่าคนแก่เล่ากันมาจะสอนให้กับลูกหลานตัวเองในตำนานนี้นั้นให้ข้อคิดว่าเมื่อมีปัญหาเราจะต้องสงบสติและคิดวิธีแก้ปัญหาให้ดีที่สุด

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   แทงบอลออนไลน์

ตํานานหมู่บ้านลัดดาแลนด์

        หมู่บ้านลัดดาแลนด์ก่อนที่จะกลายมาเป็นตำนานหมู่บ้านผีสิงนั้นเลยกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีคนอยู่อาศัยโดยมีเจ้าของที่ดินก็คือคุณนายรัชดา   พันธาภา  ซึ่งในสมัยปี 2520 นั้นเธอเป็นเจ้าของที่ดินและมีความร่ำรวยเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งโดยเธอมีความคิดว่าจะใช้พื้นที่ดินของเธอนี้สร้างหมู่บ้านขนาดใหญ่สำหรับรองรับคนที่เป็นไฮโซและมีเงินพอที่จะซื้อหมู่บ้านในราคาหลายร้อยล้านของเธอ

ดังนั้นเธอจึงได้มีการลงทุนจำนวนเงินมหาศาลสร้างหมู่บ้านนี้ขึ้นมาและแน่นอนว่าด้วยความสวยงามและความทันสมัยและเป็นหมู่บ้านแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่จึงทำให้มีผู้คนต่างสนใจมาซื้อหมู่บ้านนี้โดยประกาศขายแค่เพียงไม่นานก็สามารถขายได้หมดทุกหลังอย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการเข้าอยู่ของชาวบ้านที่มีการซื้อหมู่บ้านในโครงการของรัฐดาแลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุขเรื่อยมาจนอยู่มาวันหนึ่งได้มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นกับบ้านหลังหนึ่งซึ่งถูกโจรนั้นขึ้นขโมยทรัพย์สินและค่าเจ้าของบ้านตายทั้งหมด

ซึ่งเหตุการณ์ที่บ้านหลังดังกล่าวนั้นถูกโจรขึ้นขโมยทรัพย์สินไม่มีใครได้ยินเนื่องจากว่าในคืนนั้นมีฝนตกหนักและหลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็มักจะพบเจอกับเรื่องราวความน่ากลัวทุกค่ำคืนเมื่อบางคืนพวกเขาก็จะได้ยินเสียงคนหัวเราะออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวทั้งๆที่หลังจากที่มีคนตายแล้วก็ไม่มีใครเข้าไปอยู่อีกเธอหรือบางคืนก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้และกรีดร้องโหยหวนก็มีชาวบ้านที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามหรือว่าบ้านบริเวณใกล้เคียงต่างก็พากันหวาดกลัวเพราะบางวันนั้นก็เห็นว่าวิญญาณของคนที่ตายในบ้านหลังดังกล่าวออกมายืนรดน้ำต้นไม้รวมถึงมาคอยหลอกหลอนคนที่เดินผ่านไปมาในช่วงเวลาค่ำคืนและไม่เพียง

เฉพาะในซอยนั้นเท่านั้นวิญญาณของคนตายนั้นยังไปหลอกหลอนคนในซอยอื่นๆทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวจนในที่สุดชาวบ้านก็พากันย้ายออกจากหมู่บ้านหลังดังกล่าวจึงทำให้หมู่บ้านหลังดังกล่าวนั้นกลายเป็นหมู่บ้านร้างนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

      อย่างไรก็ตามความน่ากลัวของเรื่องเล่านี้ยังคงเป็นตำนานที่เล่าขานกันมาถึงแม้ว่าเวลานั้นจะผ่านมา 40 กว่าปีแล้วก็ตาม ปัจจุบันหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นถูกนำมาปรับปรุงใหม่และถูกนำมาขายใหม่จนปัจจุบันนี้มีคนย้ายเข้าไปอยู่หมู่บ้านลัดดาแลนด์ที่เคยมีประวัติน่ากลัวนี้กันเต็มในตอนนี้นั้นไม่มีความน่ากลัวหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

 

สนับสนุนโดย  เว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์

ตำนานมะเมียะ

           สำหรับตำนานความรักมะเมียะนี้เป็นเรื่องราวของความรักของเจ้านายชั้นสูงของประเทศไทยที่ปกครองเมืองเชียงใหม่ซึ่งพบรักกับสาวชาวพม่าซึ่งมีฐานะต่ำต้อยแต่ก็เช่นเดิมว่าทั้งคู่ไม่ได้สมหวัง ในความรักและก็ถูกความตายและฐานะมาแยกให้ทั้งคู่ออกจากกรรมสำหรับเรื่องราวความรักในครั้งนี้เป็นความรักที่หน้าเศร้าเป็นความรักต่างเชื้อชาติที่เกิดขึ้นและมีการเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน

โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่และประเทศพม่าซึ่งตำนานนี้เล่ากันว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้มีบุตรชายซึ่งชื่อว่าเจ้าน้อยศุขเกษมเมื่อยังทรงพระเยาว์นั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปร่ำเรียนวิชาที่ประเทศพม่าระหว่างที่เรียนอยู่นั้นก็ได้พบรักกับหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งเธอชื่อว่ามะเมียะซึ่งมะเมียะนี้เป็นหญิงสาวที่มีฐานะยากจนเธอเป็นเพียงแค่แม่ค้าขายของเท่านั้น

ซึ่งทำรักของคนทั้งคู่นั้นไม่สมหวังเนื่องจากว่าฝ่ายชายนั้นมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งในขณะที่ฝ่ายหญิงนั้นก็จนแทบจะไม่มีเงินใช้การที่มีความรักอย่างเดียวไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ในที่สุดเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมเรียนจบก็ถูกเจ้าเมืองเชียงใหม่เลขตัวกับประเทศไทยซึ่งก็น้อยเองก็จำเป็นต้องกลับมาเมืองไทยและได้ทิ้งหญิงคนรักเอาไว้ที่ประเทศพม่าในเมื่อกลับมาอยู่ประเทศไทยนั้น

ด้วยความคิดถึงหญิงคนรักอย่างมากทำให้เจ้านายสุขเกษมนั้นเราทนทุกข์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอนซึ่งเป็นโรคต่อมใจในที่สุดนั้นเจ้าน้อยศุขเกษมก็ได้เสียชีวิตลงจากการซ่อมใจเพราะคิดถึงหญิงสาวคนรักนั่นเองส่วนหญิงสาวที่ชื่อว่าเมียะนั้นเมื่อถูกเจ้าน้อยศุขเกษมทอดทิ้งให้อยู่ที่ประเทศพม่าและไม่เคยกลับมาหาอีกเลย

เธอจึงได้ตัดสินใจมีความเศร้าในจิตใจของตนเองด้วยการไปบวชเป็นแม่ชี หลังจากที่มะเมียะได้บวชเป็นแม่ชีแล้วจะได้รู้ว่าเจ้าน้อยศุขเกษมนั้นได้แต่งงานกับหญิงคนอื่นทำให้แม่ชีมะเมียะนั้นเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมาขอพบเจ้าน้อยศุขเกษมแต่อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วแม่ชีเมียะไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบเจ้าน้อยศุขเกษมได้

เธอจึงมั่นใจว่าเจ้าน้อยนั้นหมดรักในตัวเธอแล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแม่ชีมะเมียะก็บวชชีตลอดชีวิตเลยไม่เคยสึกออกมาอีกเลยจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตซึ่งแม่ชีมะเมียะเสียชีวิตตอนอายุได้ 75 ปีโดยเสียชีวิตในปีพศ 2505 และนี่ก็เป็นเรื่องราวความรักตำนานของคนสองคนที่รักกันแต่มียศฐาบรรดาศักดิ์มาขวางกั้นทำให้สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

 

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

ศิลปะสร้างโลก

ศิลปะถือวาเป็นสิ่งที่กำเนิดหลายๆสิ่งขึ้นมา ศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างหลายๆสิ่งหลายอย่างให้เกิดขึ้นมาได้และศิลปะนั้นยังคงเป็นสิ่งที่คนเรานั้นควรจะมีการศึกษาและทำความเข้าใจถึงแก่แท้ของศิลปะด้วย เพราะศิลปะนั้นไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะพียงเท่านั้นแต่ศิลปะสามารถที่จะเชื่อมต่อสิ่งต่างๆและทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ ดังนั้นแล้วการทำความเข้าใจ

และเรียนรู้ในศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก และศิลปะควรจะมีการปลูกฝังการเรียนรู้และการทำความเข้าใจตั้งแค่ช่วงวัยเด็กเพื่อเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กนั้นสามารถตระหนักได้อยู่เสมอว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สามารถสร้างโลกได้และไม่ได้เป็นการสร้างโลกไดเพียงใบเดียวแต่สามารถที่จะสร้างโลกอีกหลายๆใบขึ้นมาได้ และการสร้างโลกนั้นก็เกิดจากการจินตนาการผสมผสานกับการเรียนรู้ด้วยนั่นเอง

ทำให้เกิดการผสมผสานในหลายๆสิ่ง เพราะศอลปะนั้นไม่ได้เป็นเพียงการวาดรูปเท่านั้นแต่ศิลปะยังมีอะไรที่มากมายกว่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้โดยส่วนใหญ่นั้นก็มีสิ่งที่เป็นศิลปะผสมผสานอยู่ในสิ่งเหล่านั้นทั้งสิ้น ศิลปะจึงแนสิ่งที่ถือว่ามีความสำคัญในชีวิตของคนเราอย่างมากแต่ในบางครั้งเราอาจจะมองข้ามและไม่ได้ให้ความสำคัญในศิลปะเท่าที่ควรนั่นเอง

ทำให้คนมีจิตใจที่อ่อนโยนมากขึ้น เป็นสิ่งที่สำคัญและเห็นผลได้อย่างชัดเจนมาก เพราะสามารถสังเกตได้เลยว่าคนที่มีความเข้าใจในศิลปะนั้นมักจะเป็นคนที่มีจิตใจที่อ่อนโยน และการที่จะมีจอตใจที่อ่อนโยนจากศิลปะได้นั้นก็คือเกิดจากการเรียนรู้และเข้าใจ จึงกล่าวได้ว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สามารถขัดเกลาจิตใจของคนเราได้อย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นศิลปะก็เป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างคนและคนและสิ่งต่างๆบนโลกได้ด้วย

รู้จักความเป็นมาและสิ่งต่างๆบนโลก ศิลปะถือเป็นสิ่งที่มาช้านานไม่สามารถระบุอย่างชัดเจนได้ว่ามีการเกิดขึ้นจริงๆนั้นเมื่อไหร่มีเพียงข้อสันนิษฐานและการคาดเดาเพียงเท่านั้นแต่ศิลปะนั้นถือเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้และได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่างๆเพราะในอดีตนั้นก็มีการบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมานั้นโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น การสลักหิน การวาดรูปบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆก็ล้วนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยเกี่ยวกับศิลปะทั้งสิ้น

เข้าใจจิตใจของมนุษย์มากยิ่งขึ้น เมื่อเราได้เรียนรู้และเข้าใจในศิลปะก็จะสามารถเชื่อยมโยงให้เรานั้นสามารถเข้าใจมนุษย์ได้จากการสร้างสรรค์ผลงานเพราะการสร้างสรรคืผลงานต่างๆนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ออกมาจากจิตใจของมนุษย์ทั้งสิ้น ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจได้มากขึ้นด้วย และศิลปะยังเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อสิ่งต่างได้อีกมากมายอย่างหน้าอัศจรรย์มากถือว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สร้างโลกที่มากกว่าโลกใบเดิมๆนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานผีหอพัก 5

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อนที่ฉันอยู่มหาวิทยาลัยตอนนั้นมหาวิทยาลัยจะให้นักศึกษาปีที่ 1 อยู่หอไม่ว่าจะอยู่ต่างจังหวัดก็ตาม แต่พอจะเริ่มเปิดเทอมแล้วฉันก็ไปดูที่หอแต่ทุกหอก็จะเต็มหมดแล้ว หลังจากนั้นแม่ของฉันจึงโทรไปหาเจ้าของหอของหอ 1 หอนั้นมีห้องหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่ ฉันจึงเข้าไปดูกับน้องแม่ห้องของฉันก็ไม่ได้เก่า ตึกก็ไม่ได้เก่าและที่นี่ยังมี 3 อาคารอีกด้วยอาคารแรกมีอยู่ชั้นเดียวไม่สามารถขึ้นไปด้านบนได้ 

และอาคารที่ 2 จะมีอยู่ 2 ชั้น อาคารที่ 3  จะมีบ้านเล็กๆให้เราอยู่คนละหลัง ฉันได้อาคารแรกเลขที่ห้องเป็นเลข  301  ของฉันสีชมพูและเขียวสลับกันไปมาเพิ่งทาเสร็จเมื่อไม่นาน  ห้องน้ำของห้องนี้จะอยู่หลังระเบียงฉันต้องออกระเบียงไปก่อนถึงจะเข้างานได้แต่พอฉันไปดูที่หน้าห้องน้ำ ก็เห็นยันแขวนไว้อยู่ หน้าห้องน้ำ และพอฉันไปถามเจ้าของหอพักเขาก็บอกว่าไม่มีอะไร

หรอกคนที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้เขาแปะไว้เล่นเล่น ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจนถึงเดือนที่ 3 ที่ฉันมาอยู่ที่หอนี้และเจ้าของก็เริ่มทำศาลาใกล้หอพักของฉัน แต่แล้วก็เกิดเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับฉันคือ ห้องที่อยู่ตรงข้ามกับฉันมันเปิดไม่ได้ทั้งๆที่เราไม่ได้ล็อก แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันก็คือเวลาที่ฉันเข้าห้องน้ำไฟมันอยู่อยู่ก็ดับเอง

และเปิดเองตลอดเวลาทั้งทั้งที่ฉันไม่ได้ทำ ฉันเช็กดูแล้วแต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไรและคืนนี้ยังเกิดเรื่องอีกคือฉันนอนไม่หลับแล้วฉันก็รู้ได้ว่ามีใคร มาทำให้ฉันตกเตียงฉันนึกขึ้นได้ว่าฉันมีพระหนึ่งองค์เป็นองค์ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มันอยู่หน้าห้องน้ำฉันกลัวมากฉันรีบวิ่งไปเปิดไฟและฉันก็วิ่งไปบอกให้เพื่อนมาอยู่ด้วยจนกว่าฟ้าจะสางฉันจึงไปอยู่ห้องเพื่อน

แต่ฉันจะกลับมาหยิบเสื้อผ้าเดือนนึงผ่านไปก็อยู่ตามปกกติแต่มีอยู่วันนึงฉันลืมไปหยิบเสื้อผ้าตอนเช้าเลยต้องไปหยิบตอนกลางคืนฉันกลัวเลยขอให้เพื่อนไปด้วยแต่มีแค่เพื่อนสองคนของฉันที่ยอมไปด้วยฉันและเพื่อนเพื่อนกำลังช่วยกันเก็บของก็ได้ยินเสียงน้ำไหลฉันและเพื่อนเพื่อนต่างก็รีบวิ่งออกจากห้องและฉันก็ตั้งใจว่าจะไปบอกเจ้าของหอพักและขอให้เปลี่ยนห้องให้และพอฉันบอกเรื่องที่เกิดขึ้นแต่เจ้าของหอพักก็บอกว่า “ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น”ฉันตกใจมากว่าจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

และฉันจึงขอให้เปลี่ยนห้องให้หน่อยเจ้าของห้องก็ตกลงพอฉันกำลังเก็บข้าวของของฉันฉันเห็นว่ารอยรูปดอกไม้ที่ติดอยู่ตรงมันลุดออกมาเหมือนว่ามีใครบ้างคนปีนลงมาจากเพดานเพราะเราเห็นรอยมือสีเทาติดอยู่เต็มห้องห้องน้ำก็ยังมีแต่พอฉันมารู้ว่ามันเป็นการทำศาลาอันใหม่เพราะว่าเขาทุบศาลาจนพังภูตผีวิญญาณจึงเข้ามา

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

ตำนานผีสาวปากฉีก

ตำนานผีสาวปากฉีกนั้นขึ้นในสมัยเฮอันประเทศญี่ปุ่น มีสาวคนนึงซึ่งมีหน้าตาสะสวยมากและเป็นภรรยาของซามูไรหนุ่มที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงโด่งดัง ใครๆต่างก็พากันชื่นชมความงดงามของเธอเป็นอย่างมาก แต่หญิงสาวได้แอบนอกใจสามีของตนเองไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นซึ่งชาวบ้านพากันรู้กันทั่วแล้วอยู่มาวันหนึ่งอยู่ๆสามีของเธอที่เป็นซามูไรก็จับได้ว่าเธอนอกใจเขา

และเมื่อเขาจับได้เขาจึงได้ทำร้ายเธอด้วยการใช้ดาบซามูไรฟันไปที่ปากของเธอกรีดยาวไปถึงใบหูโดยเขาต้องการให้เธอเสียโฉมและอับอายไม่กล้าไปสู้หน้าผู้คน และตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่กล้าเดินออกไปไหนอีกเลยเธอมักจะสอบถามคนที่อยู่ภายในบ้านว่าเธอสวยหรือไม่เนื่องจากว่าเธอเป็นคนที่ลุ่มหลงอยู่ในหน้าตาของตนเอง และแต่ตั้งแต่ที่เธอถูกกรีดปากนั้นเธอก็มักจะสอบถามผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาที่พบเจอกับเธอเสมอว่าเธอสวยหรือไม่ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะตอบกับเธอว่าเธอไม่สวยและหลายคนก็แสดงท่าทางรังเกียจและกลัวเธออย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งจากการที่ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวเธอนั้นทำให้เธอช้ำใจอยู่ไม่นานเธอก็ได้ตามใจตายลงไป และหลังจากที่เธอตายไปแล้วนั้นวิญญาณของเธอก็มีแต่ความอาฆาตแค้นเธอจึงมักออกมาหลอกหลอนผู้คนโดยเธอมักจะเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างงดงามและเมื่อมีคนหลงเสน่ห์ของเธอเธอก็จะกลายร่างเป็นผีสาวปากฉีกพร้อมทั้งถามคนที่เธอหลอกว่าเธอสวยหรือไม่ ซึ่งเธอจะเฝ้าวนเวียนหลอกหลอนผู้คนและสามีของเธอเธอต้องการแก้แค้นทุกคนที่ต่อว่าเธอและกลัวเธอในตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ผู้คนมักจะเห็นผีสาวปากฉีกในช่วงวันที่มีอากาศเย็นมีหมอกหนาโดยเธอมักจะมาปรากฏตัวหลัง 18:00 นเป็นต้นไป

คนที่พบเห็นต่างก็แล้วกันว่าเธอมักจะมายืนอยู่ตรงริมถนนและมีการปิดบังตนเองด้วยการใส่หน้ากากหรือนำพัดมาปิดตรงที่บริเวณปาก และหากใครเดินผ่านไปเธอก็จะเดินเข้าไปหาแล้วถามว่าเธอสวยหรือไม่ เรื่องนี้มีการร่ำลือกันมาต่อๆกันเรื่อยมาจนถึงปีคริสตศักราช 1979 มีข่าวหรือว่ามีผีสาวปากฉีกเกิดขึ้นที่นางาซากิประเทศญี่ปุ่น ซึ่งข่าวลือดังกล่าวสร้างความหวังกับผู้คนเป็นจำนวนมาก

โดยตำรวจต้องมีการออกมาตรวจตาตามถนนมากขึ้นและเด็กนักเรียนก็จะต้องมีคุณครูเดินทางมาส่งถึงที่บ้าน โดยมีการเล่าต่อๆกันมาว่ามีคนเคยพบเห็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสวยคนหนึ่งมักจะสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอและถ้าหากไปเจอเด็กคนไหนเดินอยู่คนเดียวเธอก็จะเข้าไปถามว่าเขาสวยไหมถ้าหากตอบว่าสวยเธอก็จะถอดหน้ากากอนามัยออกพร้อมกับยิ้มให้แล้วยังถามต่อว่าแล้วแบบนี้ยังสวยอยู่หรือไม่ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆเป็นจำนวนมากแต่ถ้าหากใครก็ตามตอบว่าเธอไม่สวยเธอก็จะนำกรรไกรมาตัดปากหน่อยคนนั้นเรื่องนี้เป็นแค่เพียงเรื่องเล่าขานต่อๆกันมาซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด