ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการไล่ล่าแม่มด

       ประวัติการไล่ล่าแม่มด  คู่มือการล่าแม่มดการตีพิมพ์ malleus Maleficarum   ในปี 2486 เป็นแนวทางในการระบุและสอบปากคำแม่มด

  โดยมีการระบุว่าเวทมนตร์คาถาเป็นสิ่งนอกรีดและกลายเป็นกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วสำหรับโปรเตสแตนต์และคาทอลิกที่พยายามกำจัดมดที่อาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเขาเป็นเวลากว่า 100 ปีแล้วที่หนังสือเล่มนี้ขายได้มากกว่าหนังสือเล่มอื่นๆในยุโรปยกเว้นคัมภีร์ไบเบิลกลายเป็นคู่มือเล่มแรกเกี่ยวกับวิธีจัดการกับแม่มดสำหรับพวกนักล่า

     การล่าแม่มดอย่างแพร่หลายการล่าแม่มดของยุโรปมีระยะเวลายาวนานโดยได้รับแรงผลักดันในช่วงศตวรรษที่ 16 และดำเนินต่อไปกว่า 200 ปีความแพร่หลายของแม่มดเกิดขึ้นทั่วไปทั้งชายและหญิง

ผู้ถูกกล่าวหาว่าฝึกเวทมนต์ที่เป็นอันตรายถูกข่มเหงอย่างกว้างขวางไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนในการตัดสินลงโทษบุคคลที่มีคาถาการปรากฏตัวในความฝันก็เพียงพอแล้วที่จะฟ้องร้องใครสักคนจำนวนของชาวยุโรปที่ถูกประหารชีวิตในข้อหาใช้เวทมนตร์นั้นประมาณการไว้ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 9 ล้านคนหลายคนถูกกล่าวหาอย่างเป็นทางการว่าฝึกหัดเยอรมันนั้นมีการประหารแม่มดมากที่สุด 

   แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะยังคงมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพ่อมดแม่มดอยู่แต่ก็ไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีการแต่งกายเป็นพ่อมดแม่มดเฉพาะในช่วงเทศกาลเท่านั้นและปัจจุบันมีผู้คนก็มองว่าเรื่องพ่อมดแม่มดนั้นเป็นเพียงความเชื่อในตำนานหรือเป็นบุคคลที่มีอยู่ในตำนานเพียงเท่านั้นซึ่งในสมัยก่อนอาจจะมีอยู่จริงแต่ในปัจจุบันนั้นไม่มีใครเป็นพ่อมดแม่มดแล้ว

     อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ได้มีนิตยสารฉบับหนึ่งได้มีการค้นพบในปัจจุบันนี้โลกของเรายังคงมีลัทธิแม่มดอยู่โดยมีชื่อเรียกว่า wicca  และพวกเขาก็เรียกตัวเองว่า wiccans พวกเขาถูกเข้าใจว่าเป็นพวกบูชาซาตานแต่จริงๆแล้วเป็นความเข้าใจที่ผิดเพราะซาตานและ lucifer เป็นความเชื่อในศาสนาคริสต์  แต่ว่าพวกนอกรีตส่วนใหญ่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์จึงไม่มีแนวคิดเกี่ยวกับซาตานและการบูชามัน  

       ชาว wiccans หลีกเลี่ยงความชั่วร้ายและการปรากฏตัวของความชั่วร้ายในทุกวิธีทางคำขวัญของพวกเขาคือไม่ทำร้ายใครและพวกเขามุ่งมั่นที่จะใช้ชีวิตที่สงบสุข   อดทนและสมดุลโดยสอดคล้องกับธรรมชาติและมนุษยชาติ  แม่มดสมัยใหม่หลายคนยังคงใช้คาถาแต่ไม่ค่อยมีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

หลายคนมีชุดของพิธีกรรมหรือสูตรอาหารที่พวกเขาใช้ในพิธีหรือเทศกาลโดยมี Book of shadows หรือหนังสือแห่งเงามืดเป็นเหมือนบันทึกประจำวันมีจุดมุ่งหมายทางจิตวิญญาณและบันทึกเวทมนตร์ที่มีประโยชน์ อาจรวมถึงชื่อและวันหยุดของนิกายภาษาพิธีกรรมอื่นๆรายชื่อสิ่งของต่างต่าง และสมุนไพรจากการสำรวจของ American religions identification Survey ระหว่างปี 2001 ถึง 2008 จำนวนชาว wicca เพิ่มขึ้นจาก 135000 คนเป็น 340000 คน 

 

สนับสนุนโดย.   ufabet เว็บไหนดี

รัฐเคาะลีฟาฮ์ อุมัยยะฮ์

    รัฐเคาะลีฟาฮ์ อุมัยยะฮ์ เป็นราชวงศ์แรกที่ก่อตั้ง รัฐเคาะลีฟาฮ์ อุมัยยะฮ์    ของศาสนาอิสลามขึ้นในปี 661 โดยมี  Muawiya ที่ 1 เป็นเคาลิฟาร์หรือผู้นำคนแรกของราชวงศ์และได้แผ่ขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง  รัฐเคาะลีฟาฮ์ราชวงศ์อุมัยยะฮ์เคยมีพื้นที่ถึง 15 ล้านตารางกิโลเมตรหรือร้อยละ 10 ของพื้นที่โลก

         ในช่วงแรกเริ่มราชวงศ์อุมัยยะฮ์ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมของศาสนาว่ายุคปลายของ  Muawiya ที่ 2 เขาคือคนสุดท้ายของราชวงศ์ไม่ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและดื่มสุราทำให้ถูกโค่นล้มราชวงศ์ลงในปี 750 รูปหลานของอับบาสอับดุลมะกรูดตอนนี้รุ่นของศาสดามูฮัมหมัดที่จะกลายเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์อับบาซียะในภายหลัง   

    จักรวรรดิสเปน

   จักรวรรดิสเปนคือจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกแห่งหนึ่งจากการมีอาณานิคมอยู่ทั่วทุกมุมโลกในยุโรปอเมริกาเอเชียโอเชียเนียและแอฟริกาเป็นพื้นที่กว่า 19.4 ล้านตารางกิโลเมตร

การแสวงหาอาณานิคมของสเปนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยคริสโตเฟอร์โคลัมบัสที่นำกองเรือสำรวจของสเปนกองแรกเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อแสวงหาดินแดนอาณานิคมในอเมริกาเป้าหมายใหม่ของจักรวรรดิสเปนและมีดินแดนกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

         ในศตวรรษที่ 17 จักรวรรดิสเปนมั่งคั่งขึ้นจากการค้าขายกับ ขายกับอาณานิคมและการขุดนำโลหะมีค่าจากทวีปอเมริกากลับสู่แผ่นดินแม่บ้านในกองเรือสมบัติทุกๆปีจักรวรรดิสเปนเริ่มเสื่อมถอยลงในปี 1887 ถูกจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศสเข้ายึดครองประกอบกับสงครามอิสรภาพสเปนอเมริกัน 1814- 1815

ส่งผลให้ดินแดนส่วนมากในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ได้รับอิสรภาพในที่สุดช่วงศตวรรษที่ 20 จะเป็นเนื้อดินแดนในทวีปแอฟริกาบางส่วนเท่านั้นแต่ก็ค่อยๆถอนตัวออกจากดินแดนอาณานิคมทีละประเทศจนในปี 1976 เวสเทิร์นสะฮาราเป็นดินแดนสุดท้ายที่สเปนถอนตัวออกมา 

 จักรวรรดิรัสเซีย

       จักรพรรดิปีเตอร์ที่ 1 แห่งราชวงศ์โรมานอฟสถาปนาจักรวรรดิรัสเซียขึ้นมาในปี 1721 แผนที่อาณาจักรซารัสเซียมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าร้อยละ 15.30 ของพื้นที่โลกหรือ 22.8 ล้านตารางกิโลเมตร แต่แรกเริ่มจักรวรรดิรัสเซียไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนะจนกระทั่งมีการปฏิรูปจักรวรรดิขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเมื่อครั้งพระเจ้าปีเตอร์มหาราชขึ้นครองราชย์ทำให้หลังจากนั้นมาจักรวรรดิรัสเซียจึงกลายเป็นหนึ่งในจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

        อย่างไรก็ตามช่วงศตวรรษที่ 20 เกิดกระแสปฏิวัติขึ้นทั่วโลกจักรวรรดิรัสเซียขนาดนั้นเป็นช่วงตกต่ำสภาพเศรษฐกิจถดถอยประชาชนอดอยากและยังพ่ายแพ้สงครามถึง 2 ครั้งในสงครามรัสเซียญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มเกิดกระแสการต่อต้านราชวงศ์โรมานอฟมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1917 พรรคบอลเชวิคที่นำโดยวลาดิเมียร์เลนินไส้กรอกการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟที่ถือเป็นการล่มสลายของจักรวรรดิรัสเซีย 

 

สนับสนุนโดย.   ufabet ทางเข้าเล่น

การล่าอาณานิคมของสเปนทำให้เกิดปัญหาใหญ่

โดยสเปนได้มีวิธียึดอาณานิคมค่อนข้างที่จะแตกต่างจากที่อื่นในยุคใหม่ๆ  การล่าอาณานิคมของสเปน  เพราะว่าในยุคเก่าเวลาเรายึดแล้วเราจะทำยังไงเราจะเปลี่ยนอาณาจักรนั้นเราจะเปลี่ยนที่เรายึดครองให้มันมีวิถีชีวิตเหมือนกับเราเหมือนกับสิ่งที่โรมันทำ

ซึ่งสเปนต้องการทำแบบนั้นในขณะเดียวกันเวลาอังกฤษไปยึดอาณานิคมต่างๆอังกฤษไม่ได้ Force คนทุกคนต้องให้ใช้ชีวิตเหมือนอย่างคนอังกฤษ แต่จะเป็นต้องการให้คนทุกคนที่อยู่ในอาณัติของสเปนต้องใช้ชีวิตอย่างคนสเปน และนั่นแหละมันเลยทำให้เกิดปัญหานั่นเอง

การที่จะทำให้อาณาจักรคงอยู่ได้มันต้องทำยังไงในเมื่อเราต้องสู้กับพวกชนเผ่าแถมยังมีบทบัญญัติอะไรอีกมากมายชาวบ้านเองด้วยบทบัญญัติของกฎหมายไม่สามารถถือปืนได้ไม่สามารถครอบครองปืนได้ เพราะฉะนั้นเองในการที่จะป้องกันดินแดนสเปนจำเป็นจะต้องส่งทหารมาเพื่อคอยคุ้มกัน 

ซึ่งเรียกได้ว่าดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลมากๆเลยสเปนมีอาณานิคมทั่วโลกเต็มไปหมดการจะส่งทหารไปทุกที่เป็นเรื่องที่ยากมากๆแล้วก็ทำได้อย่างไร้ประสิทธิภาพสุดๆ สุดท้าย ด้วยการรบแบบกองโจรอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่จะแพ้การรบแบบนี้ตลอดเลยถูกแอบซุ่มโจมตีแล้วก็หนีไปถูกแอบรอบชิงรอบทำร้ายขี่ม้าหนีไป

พวกอินเดียแดงสามารถต่อสู้กับทหารสเปนได้อย่างห้าวหาญและเรียกได้ว่าสุดท้ายแล้วสเปนก็แพ้ไปและนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของวันการพกปืนเอาไว้คือสเปนเป็นตัวอย่างที่แย่แล้วจากนั้นเองเพราะอังกฤษมาถึงอเมริกาอังกฤษไม่ต้องการซ้ำรอยนี้ 

ดังนั้นอังกฤษเองได้พาคนมาตั้งรกรากในทวีปอเมริกาค่อนข้างที่จะเยอะเลยเพราะอะไรถึงมีคนอยากจะย้ายจากอังกฤษเหลือเกิน เพราะว่าอังกฤษมันเล็กยังไงล่ะในยุโรปมีคนแน่นหนาเต็มไปหมดเพราะว่ายุโรปเองก็ถือว่าเป็นศูนย์กลางอำนาจของโลก

ด้วยอำนาจของมนุษย์เราทุกคนเองก็อยากจะเป็นเจ้าของอยากที่จะเจริญก้าวหน้าผู้คนก็อยากจะมีที่ดินเอาไว้ครอบครองอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองอยากจะมีธุรกิจของตัวเอง แต่ถ้าอยู่ที่อังกฤษต่อไปเราคงเป็นได้แค่ลูกจ้างต้องเช่าอยู่ในห้องเล็กๆแบบนี้หรอไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของที่ดินอะไรแบบเนี้ย

จึงทำให้มีผู้คนมากมายต้องการมาที่โลกใหม่อย่างอเมริกาและพอมาถึงพวกเขาก็ได้ซื้อธาตุมีธุรกิจเป็นของตัวเองขายให้กับอังกฤษไปและอังกฤษก็ได้ประโยชน์ไปอย่างเต็มๆเลย

โดยมันคืออะไรอังกฤษได้ขยายอาณาเขตอาณาจักรของตัวเองอังกฤษเองได้ผลผลิตมากขึ้น จีคลับ เล่นออนไลน์  แถมอังกฤษเองมี policy มีนโยบายที่ฉลาดก็คือคนเวลาเราเป็นเจ้าของที่ดินเราก็คงจะหวงแห้งและรักษามันทำให้คนที่ไปตั้งรกราก 

ในอเมริกาไม่ใช่สู้แค่อังกฤษอย่างเดียวพวกเขาสู้เพื่อที่ดินของตัวเองด้วยอังกฤษอนุญาตให้พวกเขาได้พกปืนได้และอังกฤษเองก็ทำแบบนี้กับประเทศที่ตัวเองเป็นเจ้าอาณานิคมหมดเลยก็เรียกได้ว่าทำให้อังกฤษมีเวลาไม่ต้องส่งทหารมากมายไปคุ้มกันทุกที่อังกฤษก็จะได้เอาทหารไปบูบลี่ประเทศอื่นกันต่อได้

เรื่องราวของพระราหูตั้งแต่สมัยพราฮินดูถึงปัจจุบัน

เชื่อเลยว่าหลายคนก็อาจจะสงสัยว่าราหูเป็นใครแล้ว เรื่องราวของพระราหู โดยราหูมันเป็นอะไรที่เราอยากจะหลีกเลี่ยงราหูชอบของดำว่าแต่อยากรู้กันไหมว่าจริงๆแล้วราหูนั้นเป็นใครตามความเชื่อแบบจริงๆเลย

ราหูเป็นใครเอาจริงๆถ้าสมมติว่าเราจะมาพูดถึงที่มาของสุริยุปราคาหรือว่าจันทรุปราคาเราได้เคยบอกเล่าไปแล้วแม้แต่ชาวไทยเองก็มีความเชื่อของเราเช่นกันซึ่งอันนี้อาจจะยังไม่เคยเล่าแต่เขาเชื่อกันว่าเป็นกบกินเดือนเป็นอะไรต่างๆแต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดด้วยเรื่อของความเชื่อเรื่องของสุริยุปราคาหรือว่าจันทรุปราคา

ซึ่งเราจะมาพูดถึงสิ่งหนึ่งโดยตรงเลยนั่นก็คือ ราหู นั่นเอง เมื่อถึงพูดถึงคำว่าราหู ราหูเป็นใครมาจากไหนทำไมถึงชอบกินพระจันทร์แน่นอนว่าเราจะต้องไปที่ความเชื่อชาตินึงนั่นก็คือ อินเดีย นั่นเอง เพราะว่าราหูมีความเชื่อมาจากศาสนาพราหมณ์ฮินดูนั่นเอง

ดังนั้นแล้วเรื่องที่เราจะเล่าต่อไปนี้มันอาจจะไม่เหมือนที่หลายๆคนเคยได้ยินได้ฟังกันมาแต่มันจะมีความคล้ายอยู่บ้างเพราะว่า ราหู เป็นความเชื่อที่เก่าแก่มากๆของชาวฮินดูต้องย้อนกลับไปในสมัยเวทหลายๆต่อๆหลายสมัยแต่ละสมัยคนก็ได้พูดถึงราหูกันมาตลอด

แต่ว่าจะไปพูดตรงนั้นนิดตรงนั้นหน่อยเพิ่มไปเพิ่มไปจนกระทั่งล่าสุดเรื่องราวของราหูที่เรามาได้ยินในทุกวันนี้จริงๆแล้วมันจะไปอยู่ในยุคของ คัมภีร์ ปุราณะ โดยจะมีอยู่หลายต่อหลายเล่มเลยเป็นรวมเกี่ยวกับเกร็ดความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับโลกเกี่ยวกับจักวาลของฮินดูเขา

ซึ่งเรื่องของ ราหู ไม่ได้มีแค่เพียงเล่มเดียวจะมีอยู่แตกกระจายตามเล่มนั้นเล่มนี้เต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นยุค ปุราณะก็มี ศิวะปุราณะก็มีเรียกได้ว่าหลายต่อหลายปุราณะพูดถึงราหูเท่านี้ยังไม่พอในแต่ละปุราณะเราก็จะเห็นได้เลยว่าเรื่องของราหูอยู๋ในหลายนิกาย

เพราะฉะนั้นแต่ละนิกายแต่ละยุคสมัยขากจะพูดเรื่องของราหูไม่ตรงกันเราแค่เก็บเอาเรื่องราวหลายๆปุราณะมาตอบให้กับคนที่กำลังสงสัยอยู่ว่าแล้วราหูเป็นใคร ราหู ถือว่าเป็นหนึ่งในเทพนพเคราะห์ตามความเชื่อของพราฮินดูคือพราฮินดูเขาก็จะเชื่อว่าดาวเคราะห์แต่ละองค์ก็จะมีเทพประจำอย่างที่เราได้ยินกันบ่อยๆพระจันทร์ พระอาทิตย์ พระพฤหัสบดี พระศุกร์กันใช่ไหม

นอกจากนีราหูก็เป็นหนึ่งในเทพ นพเคราะห์ นั้นในสมัยโบราญเขามองไปได้ไม่ไกลถึงยุเรนัสเนปจูนแล้วก็พลูโตดังนั้นมันสุดแต่พฤหัสรวมถึงเขามองดวงจันทร์ว่าเป็นดาวเคราะห์ดวงนึงด้วยอย่างไรก็ตามเทพนพเคราะห์จะมีอยู่สององค์ที่ไม่มีดวงดาวเป็นของตัวเองนั่นคือพระราหูกับพระเกตุ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    ufabet บนมือถือ

ประวัติดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย

     ประวัติดอยแม่สลอง เดิมดอยแม่สลองแห่งนี้เป็นภูเขาที่มีป่าไม้หนาแน่น

ไม่ได้มีคนอยู่อาศัยแต่แล้วในช่วงหลังสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏว่ามีทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นทหารชาวจีนได้ถอยร่นมาขออาศัยขอลี้ภัยอยู่ในประเทศไทย  โดยกองกำลังทหารจีนดังกล่าวนั้นชื่อว่ากองพล 93 ซึ่งทหารกลุ่มนี้ เป็นทหารที่ออกรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  อยู่ภาคอะไรของนายพลเจียงไคเช็คสังกัดพรรคก๊กมินตั๋ง  

      สิ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญที่กองกำลังทหารกองพล 93 นี้ไม่ยอมที่จะกลับประเทศของตนเองและก็เพราะว่าภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกนั้นปรากฏว่าประเทศจีนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น

ซึ่งในครั้งนั้นมีเหมาเจ๋อตุงเข้าไปทำการยึดอำนาจซึ่งเขานั้นเป็นกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์และมีการเข้าไปทำการแก้ไขอำนาจและแปลงข้อมูลต่างๆภายในประเทศซึ่งทำให้กองทหารของสังกัดพรรคก๊กมินตั๋งนั้นไม่สามารถที่จะเข้ากับประโยคอาศัยในประเทศจีนได้จึงได้พากันไปปักหลักอาศัยอยู่ในไต้หวัน

        อย่างไรก็ตามทางด้านเหมาเจ๋อตุงได้มีการส่งกองกำลังทหารเข้าไปกดดันกองพล 93 ทำให้ทหารของกองพล 93 นั้นจึงต้องพากันหลบหนีเข้ามายังเขตของประเทศพม่ากลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น

ซึ่งเมื่อทางกองกำลังของประเทศพม่าทราบเรื่องก็ไม่ยอมให้อยู่ในประเทศพยายามผลักดันให้กองกำลังพลัดถิ่นนี้กลับไปอยู่ที่เกาะไต้หวันเหมือนเดิมโดยมีการสู้รบและปะทะกันอยู่หลายครั้งจนในที่สุดทางด้านกองพล 93 ก็ไม่สามารถที่จะสู้กองกำลังของฝ่ายพม่าได้จึงได้มีการถอยมาปักหลักอยู่ตรงบริเวณชายแดนของไทย

       ซึ่งอยู่ตรงบริเวณเทือกดอยตุงซึ่งตรงบริเวณนี้เองพม่าเองก็ยังไม่พอใจได้มีการร้องเรียนไปที่สหประชาชาติต้องการที่จะให้กองพล 93 กับประเทศไต้หวันแต่ว่ากองพล 93 ทั้งหมดนั้นไม่ยินยอมที่จะกลับประเทศยินดีที่จะขอลี้ภัยในประเทศไทย

จึงมีการส่งเรื่องขอเป็นหนังสือขอลี้ภัยทางการเมืองซึ่งในขณะนั้นแบ่งสังกัดการดูแลออกเป็น 2 กลุ่มกลุ่มแรกเป็นของนายพลต้วนซีเหวินซึ่งมีทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาประมาณ 30 คนในขณะอีกสังกัดหนึ่งดูแลภายใต้นายพลหลีเหวินฟาน

       อย่างไรก็ตามทางการของประเทศไทยนั้นได้มีการอนุมัติให้ทหารพัฒนาที่ขอลี้ภัยสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้โดยมีการจัดแบ่งพื้นที่ที่อยู่อาศัยให้โดยมีการส่งมอบทหารภายใต้การดูแลของพลหลี่เหวินฟานให้เดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่โดยให้อาศัยอยู่ที่บริเวณถ้ำง้อบส่วนของทางด้านทหารภายใต้นายพลต้วนซีเหวิน ให้อยู่ที่บริเวณเขตชายแดนบนดอยแม่สลอง

          การลี้ภัยในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงประมาณปีพ.ศ 2504 แล้วนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศไทยก็พบกับปัญหายาเสพติดเนื่องจากว่ากองกำลังนายพลต้วนซีเหวินนั้นมีการปลูกฝิ่นและกัญชาขายซึ่งภายหลังนั้นทางรัฐบาลไทยได้เข้าไปทำการดูแลและริเริ่มโครงการให้กับกลุ่มกองกำลังพัฒนาอื่นได้มีอาชีพอื่นซึ่งก็คือการปลูกสนสามใบและใบชา ขาย และเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านแม่สลองเป็นหมู่บ้านสันติคีรี และนับตั้งแต่นั้นมาหมู่บ้านนี้ก็กลายมาเป็นแหล่งทอ่งเที่ยวของไทยนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.   gclub สล็อตฟรี

ประวัติเจดียย์ ของวัดพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย

ประวัติเจดียย์ ของวัดพระธาตุดอยตุง เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเดินทางไปเที่ยววัดพระธาตุดอยตุงในจังหวัดเชียงรายบ้างแล้วซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่มีความงดงามเป็นอย่างมากที่สำคัญยังเป็นวัดที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทางด้านพระพุทธศาสนาเอาไว้มากมายอย่างเช่นองค์เจดีย์ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 องค์ซึ่งภายในนั้นมีการบรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้ายและอีกองค์นั้นบรรจุเป็นพระบรมสารีริกธาตุ

        นอกจากนี้ลักษณะของการออกแบบวัดพระธาตุดอยตรงนั้นก็ยังมีความงดงามอ่อนช้อยโดยใช้ศิลปะแบบล้านนามาผสมผสานมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีทองเหลืองอร่ามตาทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัด

และนอกจังหวัดรวมถึงต่างชาติมากเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าประวัติความเป็นมาของวัดพระธาตุดอยตุงนั้นมีความเป็นมาหรือประวัติอย่างไรซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานหรือประวัติของพระธาตุดอยตุงกัน     

    ตำนานบอกว่าผู้ที่สร้างพระธาตุดอยตุงแห่งนี้ขึ้นมานั้นเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองโยนกนาคพันธุ์โดยในสมัยนั้นกษัตริย์ที่มีอำนาจในการสั่งให้สร้างวัดแห่งนี้ก็คือพระเจ้าอชุตราช  นั่นเอง

หลังจากที่มีการสร้างวัดพระธาตุดอยตุงขึ้นมาแล้วปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งพระมหากัสสปะได้เดินทางมาที่วัดแห่งนี้ด้วยได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งเป็นส่วนของพระรากขวัญเบื้องซ้ายหรือที่เรารู้จักกันดีในนามของกระดูกไหปลาร้า

โดยเป็นกระดูกไหปลาร้าทางด้านซ้ายมามอบให้กับพระเจ้าอชุตราช 

         เมื่อพระองค์ได้รับพระบรมสารีริกธาตุพระองค์จึงได้มีการเกณฑ์คนงานให้ช่วยกันสร้างเจดีย์ขึ้นมาเพื่อที่จะเอาไว้จัดเก็บพระบรมสารีริกธาตุโดยเจดีย์ที่ถูกสร้างนั้นก็สร้างไว้ในวัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้นั่นเอง  

ซึ่งตรงบริเวณจุดที่สร้างวัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้แต่เดิมนั้นเป็นที่ดินของพวกลาวจก  แต่พระเจ้าอชุตราช  ได้มีการจ่ายเงินซื้อที่ดินตรงนี้หลังจากนั้นก็ให้มีการก่อสร้างวัดพระธาตุดอยตุงขึ้นมา

โดยพระองค์นั้นยังได้มีการจ่ายเงินว่าจ้างพวกมิลักขะอุให้คอยดูแลพระธาตุอีกด้วยซึ่งมีทั้งหมด 500 ครัวเรือนด้วยกัน  

       ต่อมาภายใต้การปกครองของพระเจ้ามังราย   ปรากฏว่ามีพระมหาวชิรพงศ์โพธิเถระได้เดินทางนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายให้กับพระเจ้ามังรายพระองค์จึงได้มีการสั่งเกณฑ์รายงานสร้างพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งใกล้ๆกันหลังจากนั้นก็นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ด้านในทำให้ที่วัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่จัดเก็บเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ถึง 2 องค์ด้วยกัน 

 

สนับสนุนโดย.    gclub slot ทดลองเล่น

ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย

      ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย  สำหรับกีฬาเปตองนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นกีฬาที่คนไทยให้ความนิยมเล่นกันแต่จริงๆแล้วต้นกำเนิดนั้นไม่ได้มาจากประเทศไทย  สำหรับกีฬาชนิดนี้ พึ่งเข้ามาสู่ประเทศไทยได้เมื่อช่วงประมาณปีพ.ศ 2518 เพียงเท่านั้นโดยคนที่นำมาบุกเบิกให้คนไทยได้รู้จักกีฬาเปตองกันนั้นก็คือนายจันทร์  โพยหาญ นั่นเอง 

     นายจันทร์  โพยหาญ เขาคือคนไทยคนแรกที่รู้จักกีฬาเปตองแล้วนำมาเผยแพร่ให้กับคนไทยได้รู้จักกันแต่ว่าในช่วงที่เขานำมาเผยแพร่ในครั้งแรกนั้นยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักและอุปกรณ์ในการเล่นก็ค่อนข้างขาดแคลนนั่นก็คือตัวลูกเปตองนั่นเองหลังจากนั้น นายจันทร์  โพยหาญ จึงได้ตัดสินใจชักชวนคนอื่นๆซึ่งเป็นนักธุรกิจที่เขาได้มีการประสานงานพูดคุยกันซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศไทยในขณะนั้นให้หันมารู้จักกีฬาชนิดนี้และร่วมกันเปิดธุรกิจลงทุนสั่งลูกเปตองมาขายในประเทศไทย

        นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเผยแพร่ให้คนไทยนั้นได้รู้จักกีฬาชนิดนี้และเล่นกีฬาชนิดนี้เป็นมีการขยายความรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาเปตองไปทั่วประเทศไทยตามจังหวัดต่างๆและส่งเสริมให้กีฬาเปตองนั้นกลายเป็นกีฬาของไทยอย่างหนึ่งที่ทุกคนนั้นเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ในการเล่นจนในที่สุดกีฬาเปตองก็ได้รับความสนใจและถูกบันทึกว่าเป็นกีฬาใหม่อย่างหนึ่งในเมืองไทยนั่นเอง 

        ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆนั้นคนจะรู้จักกีฬาเปตองน้อยทำให้การขายลูกเปตองนั้นขายไม่ค่อยได้แต่ทางด้านผู้บริหารของบริษัทที่มีการนำเบตงมาขายก็มองว่ามันสามารถที่จะดีได้ในอนาคตและกีฬาชนิดนี้จะเป็นกีฬาที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยดังนั้นพวกเขาจึงใช้วิธีการแจกลูกเปตองไปตามสถานที่ราชการต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถานีตำรวจรวมถึงทหารรวมทั้งสถานที่ที่เป็นเอกชนเพื่อให้เหล่าบรรดาข้าราชการและพนักงานเอกชนนั้นได้มีโอกาสทดลองเล่นกีฬาเปตอง

         หลังจากนั้นเมื่อทุกคนสามารถทราบวิธีการเล่นและมีความรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาเปตองแล้วก็เริ่มที่จะให้ความสนใจกันเยอะมากขึ้นจนถึงขนาดที่มีการจัดตั้งสมาคมเปตองขึ้นมาโดยการจัดตั้งสมาคมนั้นเกิดขึ้นในปีพศ 2519 มีการสนับสนุนกีฬาชนิดนี้อย่างกว้างขวางและกีฬาชนิดนี้ยังเป็นกีฬาที่ถูกนำไปให้บรรดาข้าราชบริพารของสมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนีเล่นอีกด้วย

       ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นสนุกสนานเพลิดเพลินกับกีฬาชนิดนี้จนกีฬาเปตองกลายเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเลยทีเดียว  ถึงขนาดที่ทำให้พระองค์นั้นรับเอาสมาคมกีฬาเบตงมาไว้ในการอุปถัมภ์และมีการพัฒนากีฬาชนิดนี้อย่างต่อเนื่องและมีการส่งเสริมให้มีการฝึกเล่นกีฬาชนิดนี้และส่งไปแข่งขันกับต่างประเทศ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    Gclub ฝากขั้นต่ำ50

การเกิดสงครามครูเสดครั้งที่3

การเกิดสงครามครูเสดครั้งที่3 สงครามครูเสดครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1189 โดยในครั้งนี้มีกษัตริย์พระองค์สำคัญจากยุโรปเข้าร่วมถึงสามพระองค์คือพระเจ้าแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิพระเจ้าฟิลิปแห่งฝรั่งเศสพระเจ้าริชาร์ดที่1แห่งอังกฤษ

โดยทั้งสามพระองค์ได้ตกลงกันว่าจะยกทัพของตนไปรบกับพวกมุสลิมเพื่อยึดเอานครเยรูซาเล็มกลับคืนมาเป็นของชาวคริสเตียนให้ได้หากแต่การเดินทัพครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายต้องเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่เนื่องจากพระเจ้าฟิลิปประสบอุบัติเหตุจนน้ำสิ้นพระชนม์

เมื่อต้องสูญเสียแม่ทัพคนสำคัญผู้เป็นถึงพระราชาเหล่านักรบอาณาจักรโรมันส่วนใหญ่จึงหมดกำลังที่จะต่อสู้พากันหันทัพกลับบ้านเกิดอย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าปัญหาพวกยุโรปด้วยกันจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาแม้จะเหลือเพียงสองกองทัพที่มุ่งหน้าสู่เยรูซาเล็ม

กองทัพของพระเจ้าฟิลิปและพระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งก็ดูเหมือนจะต้องมีเรื่องที่ทะเลาะกันอยู่เสมอจนกระทั่งในปีค.ศ.1191เมื่อก่อน การเกิดสงครามครูเสดครั้งที่3 ทัพยุโรปสามารถตีเอาเมืองRKมาได้พระเจ้าฟิลิปก็ได้ยกทัพของตนกลับฝรั่งเศสส่วนพระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งได้ยกทัพต่อไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

เพื่อทำสงครามชิงเมืองขึ้นศึกชิงเมืองเยรูซาเล็มดำเนินอยู่สองงปีกองทัพของพระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งก็ยังมิอาจจะตีเอาเมืองเยรูซาเล็มเมื่อไม่เห็นทางที่จะเอาชนะสรดินได้พระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งจึงได้ขอทำสัญญาสงบศึกโดยได้ทำไมตีร่วมกับสรดินขอให้พวกเติร์กยินยอมให้ชาวคริสเดินทางไปยังเยรูซาเล็มได้สะดวกกล่าวกันว่าพระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งและสรดินนั้นถูกอัธยาศัยกันมาก

ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ได้ชื่นชมกันและยกย้องอีกฝ่ายว่าเป็นมหาบุรุษดังนั้นจึงยอมผ่อนปนและตอบสนองข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายอย่างง่ายดายหลังจากสงครามครูเสดครั้งนี้พวกชาวคริสเตียนที่อาศัยอยู่ดินแดนแทบนี้ยังคงเหลืออยู่ในแทบRKในอีกหลายแห่ง

ในขณะที่พวกเติร์กได้ครองนครศักดิ์เยรูซาเล็มต่อไปแต่ก็ยินยอมให้ชาวคริสเตียนได้เดินทางมายังนครเยรูซาเล็มได้โดยเสรีสงครามครูเสดได้สงบลงไปในระยะหนึ่งจนกระทั่งได้มีผู้นำคนสำคัญของพวกเติร์กได้สิ้นชีวิตลงในปีค.ศ1113ทำให้อาณาจักรของพวกเติร์กในเวลานั้นเกิดความแตกแยกสมเด็จสันตะปาปาอินโนเซ้นที่สามทรงเห็นโอกาสที่จะเข้าไปตีเอากรุงเยรูซาเล็มคืน

ดังนั้นพระองค์ทรงได้พยายามชักจูงให้ชาวคริสเตียนรวมตัวกันเพื่อทำสงครามแต่ปรากฎว่าบรรดากษัตริย์ในประเทศต่างๆกำลังยุ่งกับภาระอยู่ภายในประเทศจึงได้มีแค่เพียงเหล่าขุนนางรวมทั้งผู้ที่เข้าร่วมผจญภัยเท่านั้นที่เข้าร่วมสงครามครูเสดในครั้งที่สี่

 

สนับสนุนโดย.    สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ประวัติของอิสราเอลและปาเลสไตน์

โดยครั้งหนึ่งเมือ่ไม่นานมานี้สงครามโลกครั้งที่2สิ้นสุดลงภูมิภาคตะวันออกกลางดินแดนที่อยู่แถวๆอ่าวเปอร์เซียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นดินแดนที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นทางเสือผ่านของอำนาจทางการทหารมาตั้งแต่ยุคดึกดําบรรพ์แต่ได้เจริญรุ่งเรือนเป็นอุอารยธรรมของโลกยังคงฝุ่นตลบจากผลพวงจากสงครามอยู่

เมื่อชาวยิวที่อยู่ในดินแดนที่เรียกว่าปาเลสไตน์ได้ประกาศเอกราชก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาย้อนกลับไปที่สงครามโลกครั้งที่2มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนาซีเยอรมันเมื่อสงครามเลิกก็มีชาวยิวเป็นจำนวนมากี่รอดชีวิตมาได้ตัดสินใจเดินทางออกจากยุโรป

เพราะคิดว่าพวกเราอยู่ไม่ได้แล้วและได้กลับมายังที่ปาเลสไตน์เหตุที่หวนกลับมายังที่ปาเลสไตน์ไม่ใช่เพราะว่าเขาหลับตาจิ้มกันนะแต่เป็นเพราะว่าชาวยิวมีความเชื่อว่าดินแดนที่ปาเลสไตน์เป็นพันธสัญญาที่ตามพระคัมภีร์ที่พระเจ้าได้มอบให้กับชนเผ่าอิสราเอลและที่ดินแดนแห่งนี้ชาวยิวมีสิทธิชอบธรรมที่จะอาศัยอยู่

โดยที่จริงแล้วชาวยิวก็ทยอยกลับไปซื้อจับจองที่ดินในปาเลสไตน์ก่อนหน้านนี้นานแล้วแต่การย้ายครั้งใหญ่ที่มากันแบบเยอะๆในการอพยพหรือExodusมันเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่2ดินแดนที่ปาเลสไตน์มันไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่านะมันมีคนอยู่แล้วได้อาศัยอยู่กันมานานแล้วด้วยคนที่อยู่กันตรงนั้นก็คือชาวปาเลสซีเนี่ยร์

ซึ่งเป็นอาหรับนั่นเองตะวันออกกลางก็เป็นอาหรับกันเกือบทั้งนั้นยกเว้นอิหร่านที่เป็นชาวเปอร์เซียนอกจากนี้พอชาวยิวได้แห่กันมาประเทศอาหรับรอบๆก็จะนอยอยู่ๆจะย้ายเข้ามาแล้วประกาศตัวว่าจะมาตั้งประเทศตรงที่พวกข้านั้นอาศัยอยู่กันเนี่ยนะมันก็ไม่ดีใช่ไหมมันก็เป็นแบบนี้แหละ

สงครามจึงได้ปะทุขึ้นมาโดยชาติอาหรับรอบข้างนำโดยอิยิปต์ซีเรียจอร์แดนเลบานอนและอิรักก็ได้ทำการเปิดฉากโจมตีประเทศอิสราเอลในสงครามที่เรียกว่า สงครามอาหรับ – อิสราเอล ในปี1948 หรือในปี พ.ศ.2491ประมาณ60กว่าปีที่แล้วแต่ว่าการที่จะทำสงครามถล่มยิวโดยมีชาวปาเลสไตน์ที่เป็นอาหรับอยู่ในดินแดนนั้นเป็นจำนวนมากมันก็น่าเป็นห่วงคนปาเลสไตน์ว่าจะโดนลูกหลงเป็นอันตรายได้

ดังนั้นเหล่าอาหรับทั้งหลายเขาก็ได้บอกปาเลสไตน์ให้อพยพออกมาก่อนเลยเดี๋ยวจะทำการถล่มไปก่กอนพอถล่มเสร็จก็ค่อนกลับเข้าไปออกจะเป็นแนวเดียวกันกับที่เราได้อพยพหนีน้ำท่วมกันมาเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วชาวปาเลสไตน์700,000กว่าคนก็ได้อพยพมาตั้งหลักมาอยู่ที่ประเทศจอร์แดน700,000กว่าคนและเหล่าอาหรับก็รวมตัวกันจัดการอิสราเอลในลักษณะที่ว่ามันไม่น่ารอดแต่ด้วยเหตุใดเราก็ไม่กล้าฟันธงปรากฎว่าเอาไม่ลง

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนเรื่องราวโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ความจำเป็นในการคิดค้นวัฒนธรรมต่างๆ

ในบางลัทธิ ศาสนาต่างๆ หรือแม้แต่จะเป็นความเชื่อต่างๆก็ถูกเจือจางและถูกหายไป เนื่องจากไม่มีการพัฒนาและไม่มีการปรับเปลี่ยน นั่นหมายความว่าตั้งแต่มนุษย์เกิดขึ้นมาเรามีความเชื่อติดตัวหรือแม้จะเป็นแนวคิดต่างๆจึงทำให้ในยุคต่างๆมีลักษณะทางความคิดวัฒนธรรมในส่วนต่างๆที่มีความแตกต่างกันการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของความเชื่อของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ความเชื่อต่างๆเหล่านั้นมีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงสร้างต่างๆให้ดีมากยิ่งขึ้น นำเสนอผลงานใหม่ๆหรือแม้แต่จะเป็นการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆต่างๆเหล่านี้จึงเป็นบทบาทที่สำคัญในยุคปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงโครงสร้างในการทำงานหรือการพัฒนารูปแบบทำงานศิลปะได้อยู่ตลอดเวลาการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางความคิดหรือไม่เช่นการนำเสนอผลงานต่างๆเหล่านี้ในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นนี้ 

ส่งผลให้สร้างสรรค์ลักษณะที่ค่อนข้างเด่นมากมายในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ชีวิตของมนุษย์เปรียบเสมือนเรือและสภาพสังคมก็เปรียบเสมือนน้ำหรือทะเลซึ่งน้ำหรือทะเลหาดเชี่ยวจะนำพาเรือไปสู่สถานที่อื่น นี่จึงเป็นความจำเป็นที่วัฒนธรรมหรือการคิดค้นลักษณะของศิลปะอื่นจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะทางด้านสังคมที่นำทางไปสู่คนอื่นๆนี้หากไม่มีการพัฒนาแล้วจะทำให้ลักษณะของการทำงานนั้น ถูกซัดกลืนไปกับคลื่นแห่งกาลเวลา นี่จะแบ่งความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งที่การคิดค้นรูปแบบต่างๆ

หรือการสร้างผลงานร่วมสมัยของจิตรกรมากมายจึงเป็นบทบาทที่จะทำให้เศรษฐกิจตอนนี้ยังคงอยู่แต่แปรเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นๆหรือมีลักษณะที่ดีมากยิ่งขึ้น โครงสร้างในการใช้ชีวิตของผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลานี้ทำให้เกิดเรื่องราวมากมายทั้งความคิดหรือแม้จะเป็นการตกตะกอนในการทำงานต่างๆ การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมและการนำเสนอผลงานต่างๆในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลักษณะในการทำงานของบุคคลต่างๆเหล่านี้

มีการนำเสนอผลงานใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของงานศิลปะต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลง หากย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นหรือยุคที่มนุษย์ยังไม่มีอุปกรณ์ในการทำงานณปัจจุบัน การทำงานศิลปะนั้นก็ทำจากไม้ หิน เหล็กโลหะต่างๆ ซึ่งนี่แสดงออกถึงว่ายุคสมัยในยุคปัจจุบันที่เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆในการทำงานศิลปะ ก็เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่างานศิลปะต่างๆเหล่านี้มีความพยายามจะพัฒนาปรับปรุงรูปแบบต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการแปรสภาพของงานศิลปะไปสู่รูปแบบอื่นมากมาย

ทำให้ความจำเป็นของงานศิลปะต่างๆที่มีความต้องการในการพัฒนายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆรวมถึงการคิดค้นวัฒนธรรมต่างๆในการทำงาน การสืบทอดลักษณะงานต่างๆจึงเป็นบทบาทที่สำคัญที่ทำให้งานศิลปะต่างๆในยุคปัจจุบันยังคงอยู่ และมีรูปแบบที่แปรสภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นและสร้างสรรค์โครงสร้างในการทำงานใหม่ๆที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะในการทำงานที่อาศัยและรูปแบบ และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม 

 

สนับสนุนโดย   เว็บพนันบอล ฝากขั้นต่ำ 100