ประวัติวัดราชบูรณะ

ประวัติวัดราชบูรณะ มีดังนี้

   นักท่องเที่ยวที่ชอบไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์คงจะไม่พลาดที่จะมาเที่ยวที่วัดราชบูรณะเพราะที่นี่มีอายุเก่าแก่มานานหลายร้อยปี เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยก็ว่าได้ หากใครที่เคยมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมความงดงามภายในบริเวณวัดจะพบว่าว่าวัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาส่วนใหญ่จะไม่ได้สวยสดงามมีสีทองเหลืองอร่ามอย่างวัดอื่นๆ

แต่ที่วัดแห่งนี้จะเป็นซากความสวยงามที่เรายังสามารถมองเห็นได้เพราะวัดที่พระนครศรีอยุธยาเกือบทั้งหมดจะถูกพวกพม่าจุดไฟเผาตั้งแต่กรุงศรีได้เสียกรุงครั้งที่สองซึ่งหนึ่งในวัดที่ถูกเผาก็คือที่วัดราชบูรณะแห่งนี้ สำหรับที่วัดนี้เคยมีประวัติเล่าว่ามีโจรได้เข้ามาขุดทำลายเพื่อให้สมบัติที่อาจจะมีการฝังเอาไว้ภายในบริเวณวัด ซึ่งเท่าที่ทราบพวกโจรได้เอาสมบัติที่บรรพชนของพวกเราที่พยายามเก็บรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานไป

ซึ่งอาจจะนำเอาไปขาย แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่จากทางกรมศิลปกรก็เข้ามาบูรณะซ่อมแซมและลองขุดต่อก็ยังเห็นว่ายังมีสมบัติอีกมากมายที่ถูกซ่อนอยู่ด้านล่าง ปัจจุบันสมบัติเหล่านั้นทางเจ้าหน้าที่นำมาเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และมีการนำมาแสดงให้ประชาชนคนไทยได้ดู รวมถึงจุดที่มีการขุดพบสมบัติก็มีการเปิดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้

ถึงแม้ที่วัดแห่งนี้จะมีการถูกทำลายไปเยอะแต่ก็ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์

ให้คนรุ่นหลังได้เข้าไปศึกษาข้อมูลได้เป็นจำวนมาก ที่นี่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยศิลาแลง มีองค์ประพระประธานองค์ใหญ่ หากใครสนใจเข้าเยี่ยมชม สามารถเข้าไปได้ตั้งแต่เวลา 8.30 น. จนถึง 16.30 น.  สำหรับวัดราชบูรณะมีประวัติระบุเอาไว้ว่าผู้ที่สร้างวัดแห่งนี้คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ซึ่งที่วัดแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่จัดงานถวายพระเพลิงของพี่ชายของพระองค์ทั้งสองคน โดยมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า เจ้าอ้ายพระยาที่ทรงดูแลเมืองสุพรรณบุรีอยู่กับเจ้ายี่พระยาที่ดูแลเมืองสรรค์บุรี ทั้งสองพระองค์เกิดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติกัน

มีการต่อสู้กันขึ้นซึ่งผลที่ออกมาทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จสวรรคตทั้งคู่ทำให้เจ้าสามพระยาจำเป็นต้องเสด็จมาจากจังหวัดชัยนาทเพื่อมาขึ้นครองราชแทน ซึ่งพระองค์ได้ใช้ที่วัดแห่งนี้เป็นที่ถวายเพลิงศพของทั้งเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา และเจ้าสามพระยาได้ทรงสร้างพระปรางค์ขึ้นโดยให้มีชื่อว่า เจดีย์เจ้าอ้ายพระยาเจ้ายี่พระยา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สร้างขึ้นเพื่ออะไร

จุดที่เราทุกคนเดินทางมากรุงเทพไม่รู้ว่าจะเดินทางไปที่ไหนต่ออย่างไรดี ราก็มักจะดินทางไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก่อนเป็นที่แรก เพื่อที่จะสามารถเดินทางต่อไปตามที่ต่างๆในกรุงเทพได้ เนื่องจากตรงจุดนี้เป็นจุดศูนย์กลาง และรถส่วนใหญ่เดินทางผ่านเส้นนี้ ซึ่งเราทุกคนสงสัยกันไหมว่า เหตุใดเราจึงมีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเกิด สร้างขึ้นไว้เพื่ออะไร หรือสร้างเอาไว้เพื่อให้รถเเวียนแค่นั้น ซึ่งเราจะมาหาคำตอบกันว่า เหตุใดประเทศเราจึงมีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

อนุสาวรีย์นั้นถูกสร้างให้เป็นวงเวียนที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง ถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี และถนนพณาไท ซึ่งจากจุดนี้จะเริ่มเป็นกิโลเมตรที่ 0 ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อ เป็นอนุสรณ์สถานที่เอาไว้เทิดทูญให้กับเหล่าผู้กล้าที่สร้างวรีกรรมที่น่ายกย่อง ทั้ง ทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตให้กับเหตุการณ์ ในข้อกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทย และประเทศฝรั่งเศษ

ในเรื่องของการปรับปรุงพรมแดนไทยที่ติดกัยอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งการต่อสู้ในครั้งนั้นเราได้เสียเหล่าตำรวจ ทหาร ไปถึง 59 คน จนหลังจากที่มีการคลี่คลายปัญหาแล้ว ทางจอมพลป.พิบูลสงคราม ได้ทำการสร้างสถานที่ที่เป็นเครื่องลำลึกถึงความกล้าหาญของเหล่าวีรชนผู้เสียสละ โดยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปี ..​ 2485 ซึ่งก่อนที่จะได้มีการสร้างวงเวียนแห่งนี้ขึ้นมาแต่ก่อนตรงจุนี้ มีเชื่อเรียกว่า สี่แยกสนามเป้า ซึ่งเป็นจุดที่ตัดผ่าน ของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธิน

โดยการออกแบบนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมากจาก ตัวแทนทั้ง 5 เหล่าทัพของไทย ที่ได้ทำการเสียสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดิน จึงเป็นที่มาของปติมากรรมทหารทั้ง 5 ที่ยืนอยู่รอบตัวเสาของอนุสาวรีย์ โดยที่อาวุธประจำกายของทหารนั้นประกอบไปด้วย ดาบ และปืน ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งผู้ที่ออกแบบก็คือ หม่อมหลวงปิ่น ซึ่งเป็นศิษย์ของ อาจารย์ ศิลป์ พีระศรี 

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้นนอกจากจะใช้เป็นที่เเวียนรถแล้ว

ยังเป็นสถานที่จารึกนามของทหารผู้เสียชีวิต ในกรณีที่ไทยเกิดข้อพิพาทกับฝรั่งเศษ และรายชื่อของทหารที่ทางไทยเราได้ส่งกำลังออกไปรบในสงครามเกาหลี และสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมที่สำคัญของกรุงเทพ เพราะหากจะเริ่มต้นไปที่ใด่ไม่ถูก ให้ไปเริ่มที่อนุสาวรีย์

เพราะที่ได้รวบรวมการคมนาคมแบบ รถไฟฟ้า รถเมล์ และรถรับจ้างอื่นๆ โดยที่พื้นที่โดยรอบก็จะประกอบไปด้วยสถานที่สำคัญๆ อย่าง โรงพยาบาลราชวิถี และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต , โรงพยาบาลเด็ก หรือ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี , โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า , วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี , คณะสาธารณะสุข และคณะทันตกรรมแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล , อาการเซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่พลาซ่า , เซ็นเตอร์วัน ช้อปปิ้งพลาซ่า ,เส้นทางพิเศษศรีรัช , และสถานีรถไฟฟ้า bts อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ดังนั้นที่นี่ถึงเเป็นแหล่งรวบรวมสถานที่ที่สำคัญเอาไว้

รวมไปถึงการเป็นต้นสายในการเดินทางภายในกรุงเทพและปริมณฑล ถ้าหากใครที่ต้องการจะเดินทางภายในกรุงเทพแล้วนึกไม่ออกให้เดินทางมายังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก่อน หลังจากนั้นคุณก็จะสามารถเดินทางไปได้ทั่วกรุงเทพมหานครอย่างง่ายดายไม่มีการหลงอย่างแน่นอน

ประวัติเรื่องอาถรรพ์ ลุงผาดบุกรุกที่วัด

ประวัติของอาถรรพ์ ลุงผาดบุกรุกที่วัดมีดังต่อไปนี้

คนที่บ้านอาศัยอยู่ไกล้วัดนั้นใช่ว่าจะเป็นคนดีไปทั้งหมดอย่างลุงฝาดอายุก็60กว่าแก่มีบ้านอยู่ติดวัดแนวรั้วบ้านขอแก่อยู่ติดหลังวัดลุงฝาดแก่ปลูกต้นมะม่วงต้นน้อยน่าเพื่อให้กิ่งนั้นเบียดเข้าไปในเขตวัดโดยเฉพาะต้นก่อไผ่จะปลูกเป็นแนวรั้วพอแตกหน่อก็เข้าไปในเขตวัดและไม่ยอมตัดเอาไปทำกินที่แก่ไม่ยอมตัดหน่อไม้ที่เข้าไปในเขตวัดเพราะจะหวัดเอาที่ตรงเขตวัดและจะย้ายหลักเขตลุงฝาดเป็นคนที่ไม่ชอบทำบุญูเท่าไหร่เช้าวันหนึ่งพระได้ออกบินฑบาตรแก่ก็จะพูดให้ลูกฟังดูสิพวกไม่รู้จักทำงานออกเช้าก็ออกถือกะลาเดินขอทานเขากินแก่มองบาตรพระเป็นกะลา

เนื่องจากไม่มีความสัทธาในพระเณรยังมีวาจาพูดจาไม่ดีต่อพระเจ้าอยู่เป็นประจำ

กินอิ่มก็เข้านอนสนุกดีจังตื่นเช้ามาก็ตีกลองให้ญาติเอาข้าวปลาไปให้กินน้ำไฟก็มีคนเสียเงินให้ชีวิตสุขสบายดีจังลุงฝาดเป็นคนขี่อิจฉาพระในวัดและไม่ชอบทำบุญูฟังธรรมหลังจากพระที่ได้ฉันข้าวเสร็จก็ได้คุยกับลุงธรรมโยมสองคนเป็นเพื่อนกันแต่มีนิสัยต่างกันโยมลุงธรรมบ้านอยู่ต้องทิศเหนือห่างจากวัดต้องไกลแต่ยังชอบทำบุญูต่างจากลุงฝาดที่มีบ้านอยู่ติดวัดแต่ไม่ชอบทำบุญูอะไรเลยจากนั้นหลวงพ่อได้บอกลุงบุญธรรมว่าลุงฝาดนั้นบุกรุกที่วัดแก่ปลูกก่อไผ่รุกที่ดินวัดทุกปีแถมยังถอดเสารั้วขยับตามหน่อก่อไผ่อีกหลวงพ่อจึงอยากบอกให้ลุงบุญธรรมช่วยไปเตือนหน่อยการรุกที่ธรณี สงฆ์

มันเป็นบาปหลวงพ่อเคยไปเตือนแล้วแต่ลุงฝาดไม่พอใจพูดจาฟังไม่ดีเลยไม่อยากจะพูดด้วยเพราะไม่อยากจะทะเลาะกับแก่หลวงพ่อก็เลยอยากจะขอร้องว่าการบุกรุกที่ธรณีมันบาปนักถึงได้ไปก็จะทำอะไรไม่ขึ้นหลวงพ่อทำได้แค่ส่ายหน้ากับความใจบาปของลุงฝาดและพูดว่า กัมมุนา วัตตติ โลโก

ทำอะไรก็ได้อย่างนั้นจากวันนั้นต่อมาลุงฝาดก็ล้มป่วยด้วยอาการแปลกๆลุงฝาดเจ็บไปทั้งตัวเหมือนมีหนามทิ่มแทงไปทั้งตัวลูกสาวจึงได้พาไปหาหมอผลปรากฏไม่เจอโรคอะไรลูกสาวคนเล็กก็ได้พาไปหาหมอทุกที่ก็บอกอาการต่างๆก็ไม่เจอโรคแบบนี้จึงได้แต่จัดยาแก่ปวดไปให้ลุงฝาดก็ได้แต่ร้องเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทง

หลวงพ่อได้ยินข่าวลุงฝาดไม่สบายก็เลยถามลูกสาวว่าเป็นอะไรไม่รู้เหมือนกันหลวงพ่อเจ็บไปทั้งตัวเหมือนมีหนามทิ่มไปทั้วตัวหลวงพ่อฟังแล้วก็คิดว่าเป็นโรคกรรมโรคเวรสาเหตุเพราะปลูกไผ่เป็นแนวรั้วเพราะบุกรุกที่ธรณี สงฆ์หลวงพ่อจึงแนะนำให้ขุดก่อไผ่ที่บุกรุกที่วัดออกแล้วนำเสาหลักย้ายกลับไปที่เดิมและจัดขันธ์ 5ไปขอขมาพระแม่ธรณีว่าจะไม่บุกรุกที่วัดอีกแล้วจากนั้นมาลุงฝาดก็หายจากอาการต่างๆทั้งหมดและลุงฝาดได้หันหน้าเข้าวัดทางธรรม