เพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าวเป็นเพลงพื้นบ้านของชาวภาคกลาง เพื่อเชื่อมความรัก ความสามัคคีให้แก่แขกที่มาช่วยเกี่ยวข้าว เพลงเกี่ยวข้าว คือเป็นการร้องเพลงจีบสาวในระหว่างเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งจะร้องโต้ตอบกันไปมา ระหว่างหนุ่มสาว และจะใช้เสียงปรบมือเป็นการให้จังหวะในการร้องนั้น เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อเสร็จจากการเก็บเกี่ยวก็จะมีกาละเล่นเต้นกำรำเคียวประกอบกันไปด้วย การเต้นเพลงนี้จะมีการย้ำเท้าอยู่กับที่มือข้างหนึ่งถือเคียว มืออีกข้างถือข้าวกำไว้

กายแต่งกายในการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว

การแต่งกายของผู้หญิงนั้นจะนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอก มีดอกไม้ทัดที่หูด้วย ส่วนผู้ชายก็ใส่กางเกงขาก๊วย ใส่เสื้อกุยเฮง สวมงอบบนศีรษะ และจะมีผ้าขาวม้าคาดพุงด้วย จะไม่สวมรองเท้าทั้งชายและหญิง ข้อสำคัญคือมือต้องถือเคียวกับรวงข้าวไว้ด้วย

ขั้นตอนการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าวนี้จะเล่นหลังมาการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วโดยจะแบ่งข้างกันเป็นฝ่ายชายหนึ่งฝั่ง ฝ่ายหญิงหนึ่งฝั่ง และจะมีพ่อเพลงขึ้นมาร้องก่อน และแม่เพลงจะเป็นฝ่ายตอบโต้ส่วนลูกคู่ที่มาร่วมในทีมทั้งสองฝ่ายก็จะคอยร้องผสานเสียงกันอย่างสนุกสนาน จะมีการปรบมือให้จังหวะในการร้องด้วย บางทีอาจจะมีพวกกลอง ฉิ่งและในเนื้อหาเพลงที่ร้อง ก็ถามสารทุกข์กัน บางทีก็เป็นการหยอกล้อเกี้ยวพาราสีกัน ระหว่างหนุ่มสาว หรือหยอกล้อกันเล็กๆน้อย ในบางช่วงบางตอนของการร้องยังสะท้อนให้เห็นชีวิตของชาวนาอีกด้วย

เพลงเกี่ยวข้าวจะมีการเล่นได้ก็ต่อเมื่อมีการเก็บเกี่ยวในผืนนานั้นๆ และก่อนที่เจ้าของนาจะเก็บเกี่ยวในสมัยก่อนจะไม่มีการจ้าง จะใช้การขอแรงให้มาทำ และเมื่อถึงการเก็บเกี่ยวของอีกบ้านชาวบ้านก็จะไป ก็จะผลัดกันไปแบบนี้จนครบทั้งหมู่บ้านเรียกว่าการลงแขก เจ้าของนาจะต้องไปขอแรงตามบ้านต่างๆให้มาช่วย และจะต้องกำหนดวันให้แน่นอน และเมื่อใกล้จะถึงวัน จะต้องมีการทำสัญลักษณ์ ให้ชาวบ้านรู้ด้วยว่าถึงวันเก็บเกี่ยวแล้ว และหลังจากนั้นถึงจะมีการเล่นเพลงเกี่ยวข้าวเกิดขึ้น และเจ้าของนาจะทำข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูอย่างดี และถือได้ว่าการเกี่ยวข้าวนี้ ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่บ้าน มาถึงยุคปัจจุบันเราอาจจะเห็นเพลงเกี่ยวข้าวนี้ได้ใน ทีวีเพราะอาจจะไม่มีใครทำแล้วก็ได้ ฉะนั้นลูกหลานชาวไทยควรอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ หรือมันอาจจะช้าไปแล้วก็ได้ เพราะคนไทยได้ขายที่นาหมดกันไปแล้ว

การบวชพระ

การบวชพระเป็นประเพณีของคนไทยเมื่อลูกชายมีอายุครบ20ปีบริบูรณ์

ก็อยากจะให้บวช ซึ่งสมัยก่อนคิดว่าการบวชของลูกชายเป็นการบวชทดแทนคุณพ่อ แม่ และได้มีนิทานเล่าบอกเอาไว้เรื่องพญานาค ได้มีพญานาคตนนึง ปลอมตัวมาขอพระพุทธเจ้าบวช ท่านจึงบวชให้และได้ถือศีลบำเพ็ญเพียรปละไปนอนรวมกับพระองค์อื่นๆ เมื่อได้หลับสนิทก็กลายร่างกลับไปเป็นร่างเดิมมีพระภิกษุตื่นมาเห็นต่างก็ตกใจกันมาก จึงนำเรื่องไปบอกแก่ท่านพระพุทธเจ้า ท่านจึงเรียกพญานาคตนนั้นมาคุยและได้ขอร้องให้สึกจากพระไป ก่อนที่จะสึกพญานาคได้ขอกับพระพุทธเจ้าว่า คนใดที่จะบวชเป็นพระสงฆ์

ของให้ถือเพศนาคก่อนบวชเพื่อที่จะอุทิศบุญไปยังสัตว์ทั้งหลายอีกด้วยเป็นที่มาของคำว่าพ่อนาค พิธีการบวชนาคนั้นจะมีการโกนหัวที่พ่อ แม่ จะเป็นคนตัดผมก่อนแล้วตามด้วยญาติๆ จากนั้นก็จะให้พระภิกษุเป็นคนปลงผม หรือโกนหัวให้เกลี้ยงต่อไป ก็จะนำเอาขมิ้น น้ำอบถูบนตัวและบนศีรษะของพ่อนาคให้มีสีเหลืองของขมิ้นและมีกลิ่นหอมจากน้ำอบเสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำแต่งตัว ด้วยชุดขาวจากนั้นก็จะมีการทำขวัญนาคในช่วงนี้พ่อ แม่ ญาติจะซึ่งในการทำขวัญจะมีการเล่าประวัติว่าแม่ตั้งท้องยังไง คลอดลูกยังไงแล้วจะร้องเพลงค่าน้ำนมให้พ่อนาคฟัง

เรียกน้ำตาแก่ญาติได้เลยหรือไม่ก็ใช้พระภิกษุมาสอนโดยการเทศ ส่วนในตอนเช้าก็จะนำนาคแห่นาคเข้าโบสถ์ บางทีก็จะมีแตรวงหรือกลองยาว สมัยนี้ก็นิยมเป็นรถแห่ จะเดินแห่อย่างน้อยสามรอบ ในบางทีแห่กัน สามรอบมั่ง ห้ารอบมั่ง เจ็ดรอบจนไปถึงเก้ารอบ พอครบจำนวนจะนำพ่อนาคมาไหว้ที่เสมาทำพิธีอีกหน่อยจากนั้นก็ให้พ่อนาคโปรยทานเมื่อโปรยทานเสร็จก็จะนำพ่อนาคเข้าโบสถ์โดยการต้องช่วยกันส่งให้พ่อนาค ใช้มือแตะที่ขื่อประคูโบสถ์ให้ได้ จากนั้นก็จะมีพระภิกษุมานั่งในโบสถ์และทำพิธี ขั้นตอนทำพิธีนี้ คือก่อนที่จะบวชก็ต้องมีการเข้าวัดฝึกท่องมนต์ ในสมัยนี้จะมีการตรวจโรค

ตรวจสารเสพติดในร่างกาย ต้องให้ตำรวจและกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองเสร็จแล้วต้องนำมาให้เจ้าอาวาสเซ็นอีกรอบแล้วนำเอกสารทั้งหมดไปส่งที่อำเภอ สมัยก่อนไม่ยุ้งยากขนาดนี้ เมื่อพ่อนาคทำพิธีเสร็จแล้วก็จะให้พ่อกับแม่นำดอกไม้ธูปเทียนพร้อมด้วยปัจจัยถวาย ใส่ในย่ามและพวกญาติๆก็ใส่ตาม และมีการทำบุญฉลองพระใหม่เป็นอันเสร็จพิธี

ประเพณีบุญผะเหวด

เมื่อคราวถึงเดือนมีนาคมหรือเรียกว่า เดือนสี่ ตามภาษาท้องถิ่น

จะมีการจัดงานบุญการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ นั่นก็คือประเพณีบุญผะเหวด ที่ยึดตามครรลองครองธรรมของฮีตสิบสองครองสิบสี่ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนาในเรื่องพระเวสสันดรชาดก ในการทำบุญก็จะทำเป็นกัณฑ์เทศน์ตามเรื่องราวของชาดกนี้ ถือเป็นการรวมตัวกันของคนในชุมชน มีการทำมาลัย นำเอาดอกไม้ที่มีตามท้องถิ่นมาประดับบนศาลาวัดเพื่อเตรียมฟังเทศน์ ก่อนถึงวันงานในช่วงเช้าของวันใหม่ในเวลาใกล้รุ่งจะมีการแห่ผะเหวดเข้าเมืองหรือแห่พระอุปคุต ตามความเชื่อที่ว่าเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาทำอันตรายคนในหมู่บ้านได้ 

พอช่วงสายก็จะมีการโฮมกัน หรือการมาร่วมทำบุญของคนต่างหมู่บ้าน เพื่อแสดงถึงความศรัทธาและความยิ่งใหญ่ของการทำบุญ มีการเลี้ยงคนที่มาร่วมงานโดยการทำขนมจีนน้ำยา ถือเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของประเพณีนี้ และการทำขนมต้มแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องทุกคนรวมทั้งผู้ที่ไม่ได้มาด้วย ซึ่งวันนี้มีความสำคัญคือเป็นวันแห่พระเวสสันดรเข้ามาในเมือง โดยการจัดขบวนกัณฑ์แห่ 13 กัณฑ์ รอบหมู่บ้าน และวันถัดมาจะมีการมาทำบุญที่วัด ต้องมาฟังพระเทศให้ครบทุกกัณฑ์เทศน์ ซึ่งหากใครสามารถฟังได้หมด ถือว่าชาตินี้ได้ขึ้นสรรค์ชั้นนิพพานแล้ว

และนอกจากนี้ยังมีการทำบุญโดยการบริจาคเงิน มีการแห่กัณฑ์หลอน อุทิศให้กับญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว โดยถือเป็นกุศโลบายอีกอย่างหนึ่งในการให้ทาน ประเพณีนี้นับวันหาได้ยาก เพราะมีไม่กี่หมู่บ้านที่ยังคงยึ่ดมั่นถือมั่นปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกนั้นก็หายไปตามกาลเวลากับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำมาจากรุ่นสู่รุ่น บุญผะเหวด มีนัยอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องการให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว มีจิตใจที่เป็นผู้ให้ มากกว่าที่จะเป็นผู้รับ ต้องมีความเสียสละทั้งกำลังทรัพย์  กำลังแรงกาย

หากพอช่วยได้ ให้ละความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ดังคำสอนในนิทานชาดกพระเวสสันดรในตอนทานบารมี มหาทานที่ยิ่งใหญ่ เสียสละได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง หากใครที่อยากมาร่วมรักษาวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้ สามารถมาร่วมงานได้ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งจัดเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ประจำปี สถานที่ก็คือลานหน้าบึงพลาญชัย จะได้พบกับความตระการตาและความอลังการ มีการแสดงแสงสีเสียงเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมาให้ผู้ที่สนใจได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติม พบขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าจากแต่ละคุ้มที่มาร่วมกัน ร่วมทั้งการแสดงพระธรรมเทศนาจากพระนักเทศน์ชื่อดังของประเทศไทย 

ประวัติวัดราชบูรณะ

ประวัติวัดราชบูรณะ มีดังนี้

   นักท่องเที่ยวที่ชอบไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์คงจะไม่พลาดที่จะมาเที่ยวที่วัดราชบูรณะเพราะที่นี่มีอายุเก่าแก่มานานหลายร้อยปี เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยก็ว่าได้ หากใครที่เคยมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมความงดงามภายในบริเวณวัดจะพบว่าว่าวัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาส่วนใหญ่จะไม่ได้สวยสดงามมีสีทองเหลืองอร่ามอย่างวัดอื่นๆ

แต่ที่วัดแห่งนี้จะเป็นซากความสวยงามที่เรายังสามารถมองเห็นได้เพราะวัดที่พระนครศรีอยุธยาเกือบทั้งหมดจะถูกพวกพม่าจุดไฟเผาตั้งแต่กรุงศรีได้เสียกรุงครั้งที่สองซึ่งหนึ่งในวัดที่ถูกเผาก็คือที่วัดราชบูรณะแห่งนี้ สำหรับที่วัดนี้เคยมีประวัติเล่าว่ามีโจรได้เข้ามาขุดทำลายเพื่อให้สมบัติที่อาจจะมีการฝังเอาไว้ภายในบริเวณวัด ซึ่งเท่าที่ทราบพวกโจรได้เอาสมบัติที่บรรพชนของพวกเราที่พยายามเก็บรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานไป

ซึ่งอาจจะนำเอาไปขาย แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่จากทางกรมศิลปกรก็เข้ามาบูรณะซ่อมแซมและลองขุดต่อก็ยังเห็นว่ายังมีสมบัติอีกมากมายที่ถูกซ่อนอยู่ด้านล่าง ปัจจุบันสมบัติเหล่านั้นทางเจ้าหน้าที่นำมาเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี และมีการนำมาแสดงให้ประชาชนคนไทยได้ดู รวมถึงจุดที่มีการขุดพบสมบัติก็มีการเปิดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวได้เข้าไปเยี่ยมชมได้

ถึงแม้ที่วัดแห่งนี้จะมีการถูกทำลายไปเยอะแต่ก็ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์

ให้คนรุ่นหลังได้เข้าไปศึกษาข้อมูลได้เป็นจำวนมาก ที่นี่มีสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยศิลาแลง มีองค์ประพระประธานองค์ใหญ่ หากใครสนใจเข้าเยี่ยมชม สามารถเข้าไปได้ตั้งแต่เวลา 8.30 น. จนถึง 16.30 น.  สำหรับวัดราชบูรณะมีประวัติระบุเอาไว้ว่าผู้ที่สร้างวัดแห่งนี้คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ซึ่งที่วัดแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่จัดงานถวายพระเพลิงของพี่ชายของพระองค์ทั้งสองคน โดยมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า เจ้าอ้ายพระยาที่ทรงดูแลเมืองสุพรรณบุรีอยู่กับเจ้ายี่พระยาที่ดูแลเมืองสรรค์บุรี ทั้งสองพระองค์เกิดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติกัน

มีการต่อสู้กันขึ้นซึ่งผลที่ออกมาทั้งสองพระองค์ทรงเสด็จสวรรคตทั้งคู่ทำให้เจ้าสามพระยาจำเป็นต้องเสด็จมาจากจังหวัดชัยนาทเพื่อมาขึ้นครองราชแทน ซึ่งพระองค์ได้ใช้ที่วัดแห่งนี้เป็นที่ถวายเพลิงศพของทั้งเจ้าอ้ายพระยาและเจ้ายี่พระยา และเจ้าสามพระยาได้ทรงสร้างพระปรางค์ขึ้นโดยให้มีชื่อว่า เจดีย์เจ้าอ้ายพระยาเจ้ายี่พระยา นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สร้างขึ้นเพื่ออะไร

จุดที่เราทุกคนเดินทางมากรุงเทพไม่รู้ว่าจะเดินทางไปที่ไหนต่ออย่างไรดี ราก็มักจะดินทางไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก่อนเป็นที่แรก เพื่อที่จะสามารถเดินทางต่อไปตามที่ต่างๆในกรุงเทพได้ เนื่องจากตรงจุดนี้เป็นจุดศูนย์กลาง และรถส่วนใหญ่เดินทางผ่านเส้นนี้ ซึ่งเราทุกคนสงสัยกันไหมว่า เหตุใดเราจึงมีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเกิด สร้างขึ้นไว้เพื่ออะไร หรือสร้างเอาไว้เพื่อให้รถเเวียนแค่นั้น ซึ่งเราจะมาหาคำตอบกันว่า เหตุใดประเทศเราจึงมีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

อนุสาวรีย์นั้นถูกสร้างให้เป็นวงเวียนที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง ถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี และถนนพณาไท ซึ่งจากจุดนี้จะเริ่มเป็นกิโลเมตรที่ 0 ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อ เป็นอนุสรณ์สถานที่เอาไว้เทิดทูญให้กับเหล่าผู้กล้าที่สร้างวรีกรรมที่น่ายกย่อง ทั้ง ทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตให้กับเหตุการณ์ ในข้อกรณีพิพาทระหว่างประเทศไทย และประเทศฝรั่งเศษ

ในเรื่องของการปรับปรุงพรมแดนไทยที่ติดกัยอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งการต่อสู้ในครั้งนั้นเราได้เสียเหล่าตำรวจ ทหาร ไปถึง 59 คน จนหลังจากที่มีการคลี่คลายปัญหาแล้ว ทางจอมพลป.พิบูลสงคราม ได้ทำการสร้างสถานที่ที่เป็นเครื่องลำลึกถึงความกล้าหาญของเหล่าวีรชนผู้เสียสละ โดยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปี ..​ 2485 ซึ่งก่อนที่จะได้มีการสร้างวงเวียนแห่งนี้ขึ้นมาแต่ก่อนตรงจุนี้ มีเชื่อเรียกว่า สี่แยกสนามเป้า ซึ่งเป็นจุดที่ตัดผ่าน ของถนนพญาไท ถนนราชวิถี และถนนพหลโยธิน

โดยการออกแบบนั้นก็ได้แรงบันดาลใจมากจาก ตัวแทนทั้ง 5 เหล่าทัพของไทย ที่ได้ทำการเสียสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดิน จึงเป็นที่มาของปติมากรรมทหารทั้ง 5 ที่ยืนอยู่รอบตัวเสาของอนุสาวรีย์ โดยที่อาวุธประจำกายของทหารนั้นประกอบไปด้วย ดาบ และปืน ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งผู้ที่ออกแบบก็คือ หม่อมหลวงปิ่น ซึ่งเป็นศิษย์ของ อาจารย์ ศิลป์ พีระศรี 

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้นนอกจากจะใช้เป็นที่เเวียนรถแล้ว

ยังเป็นสถานที่จารึกนามของทหารผู้เสียชีวิต ในกรณีที่ไทยเกิดข้อพิพาทกับฝรั่งเศษ และรายชื่อของทหารที่ทางไทยเราได้ส่งกำลังออกไปรบในสงครามเกาหลี และสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมที่สำคัญของกรุงเทพ เพราะหากจะเริ่มต้นไปที่ใด่ไม่ถูก ให้ไปเริ่มที่อนุสาวรีย์

เพราะที่ได้รวบรวมการคมนาคมแบบ รถไฟฟ้า รถเมล์ และรถรับจ้างอื่นๆ โดยที่พื้นที่โดยรอบก็จะประกอบไปด้วยสถานที่สำคัญๆ อย่าง โรงพยาบาลราชวิถี และวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต , โรงพยาบาลเด็ก หรือ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี , โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า , วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี , คณะสาธารณะสุข และคณะทันตกรรมแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล , อาการเซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่พลาซ่า , เซ็นเตอร์วัน ช้อปปิ้งพลาซ่า ,เส้นทางพิเศษศรีรัช , และสถานีรถไฟฟ้า bts อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ดังนั้นที่นี่ถึงเเป็นแหล่งรวบรวมสถานที่ที่สำคัญเอาไว้

รวมไปถึงการเป็นต้นสายในการเดินทางภายในกรุงเทพและปริมณฑล ถ้าหากใครที่ต้องการจะเดินทางภายในกรุงเทพแล้วนึกไม่ออกให้เดินทางมายังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิก่อน หลังจากนั้นคุณก็จะสามารถเดินทางไปได้ทั่วกรุงเทพมหานครอย่างง่ายดายไม่มีการหลงอย่างแน่นอน

ประวัติเรื่องอาถรรพ์ ลุงผาดบุกรุกที่วัด

ประวัติของอาถรรพ์ ลุงผาดบุกรุกที่วัดมีดังต่อไปนี้

คนที่บ้านอาศัยอยู่ไกล้วัดนั้นใช่ว่าจะเป็นคนดีไปทั้งหมดอย่างลุงฝาดอายุก็60กว่าแก่มีบ้านอยู่ติดวัดแนวรั้วบ้านขอแก่อยู่ติดหลังวัดลุงฝาดแก่ปลูกต้นมะม่วงต้นน้อยน่าเพื่อให้กิ่งนั้นเบียดเข้าไปในเขตวัดโดยเฉพาะต้นก่อไผ่จะปลูกเป็นแนวรั้วพอแตกหน่อก็เข้าไปในเขตวัดและไม่ยอมตัดเอาไปทำกินที่แก่ไม่ยอมตัดหน่อไม้ที่เข้าไปในเขตวัดเพราะจะหวัดเอาที่ตรงเขตวัดและจะย้ายหลักเขตลุงฝาดเป็นคนที่ไม่ชอบทำบุญูเท่าไหร่เช้าวันหนึ่งพระได้ออกบินฑบาตรแก่ก็จะพูดให้ลูกฟังดูสิพวกไม่รู้จักทำงานออกเช้าก็ออกถือกะลาเดินขอทานเขากินแก่มองบาตรพระเป็นกะลา

เนื่องจากไม่มีความสัทธาในพระเณรยังมีวาจาพูดจาไม่ดีต่อพระเจ้าอยู่เป็นประจำ

กินอิ่มก็เข้านอนสนุกดีจังตื่นเช้ามาก็ตีกลองให้ญาติเอาข้าวปลาไปให้กินน้ำไฟก็มีคนเสียเงินให้ชีวิตสุขสบายดีจังลุงฝาดเป็นคนขี่อิจฉาพระในวัดและไม่ชอบทำบุญูฟังธรรมหลังจากพระที่ได้ฉันข้าวเสร็จก็ได้คุยกับลุงธรรมโยมสองคนเป็นเพื่อนกันแต่มีนิสัยต่างกันโยมลุงธรรมบ้านอยู่ต้องทิศเหนือห่างจากวัดต้องไกลแต่ยังชอบทำบุญูต่างจากลุงฝาดที่มีบ้านอยู่ติดวัดแต่ไม่ชอบทำบุญูอะไรเลยจากนั้นหลวงพ่อได้บอกลุงบุญธรรมว่าลุงฝาดนั้นบุกรุกที่วัดแก่ปลูกก่อไผ่รุกที่ดินวัดทุกปีแถมยังถอดเสารั้วขยับตามหน่อก่อไผ่อีกหลวงพ่อจึงอยากบอกให้ลุงบุญธรรมช่วยไปเตือนหน่อยการรุกที่ธรณี สงฆ์

มันเป็นบาปหลวงพ่อเคยไปเตือนแล้วแต่ลุงฝาดไม่พอใจพูดจาฟังไม่ดีเลยไม่อยากจะพูดด้วยเพราะไม่อยากจะทะเลาะกับแก่หลวงพ่อก็เลยอยากจะขอร้องว่าการบุกรุกที่ธรณีมันบาปนักถึงได้ไปก็จะทำอะไรไม่ขึ้นหลวงพ่อทำได้แค่ส่ายหน้ากับความใจบาปของลุงฝาดและพูดว่า กัมมุนา วัตตติ โลโก

ทำอะไรก็ได้อย่างนั้นจากวันนั้นต่อมาลุงฝาดก็ล้มป่วยด้วยอาการแปลกๆลุงฝาดเจ็บไปทั้งตัวเหมือนมีหนามทิ่มแทงไปทั้งตัวลูกสาวจึงได้พาไปหาหมอผลปรากฏไม่เจอโรคอะไรลูกสาวคนเล็กก็ได้พาไปหาหมอทุกที่ก็บอกอาการต่างๆก็ไม่เจอโรคแบบนี้จึงได้แต่จัดยาแก่ปวดไปให้ลุงฝาดก็ได้แต่ร้องเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลาเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทง

หลวงพ่อได้ยินข่าวลุงฝาดไม่สบายก็เลยถามลูกสาวว่าเป็นอะไรไม่รู้เหมือนกันหลวงพ่อเจ็บไปทั้งตัวเหมือนมีหนามทิ่มไปทั้วตัวหลวงพ่อฟังแล้วก็คิดว่าเป็นโรคกรรมโรคเวรสาเหตุเพราะปลูกไผ่เป็นแนวรั้วเพราะบุกรุกที่ธรณี สงฆ์หลวงพ่อจึงแนะนำให้ขุดก่อไผ่ที่บุกรุกที่วัดออกแล้วนำเสาหลักย้ายกลับไปที่เดิมและจัดขันธ์ 5ไปขอขมาพระแม่ธรณีว่าจะไม่บุกรุกที่วัดอีกแล้วจากนั้นมาลุงฝาดก็หายจากอาการต่างๆทั้งหมดและลุงฝาดได้หันหน้าเข้าวัดทางธรรม