ประวัติเจดียย์ ของวัดพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย

ประวัติเจดียย์ ของวัดพระธาตุดอยตุง เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเดินทางไปเที่ยววัดพระธาตุดอยตุงในจังหวัดเชียงรายบ้างแล้วซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่มีความงดงามเป็นอย่างมากที่สำคัญยังเป็นวัดที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทางด้านพระพุทธศาสนาเอาไว้มากมายอย่างเช่นองค์เจดีย์ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 องค์ซึ่งภายในนั้นมีการบรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้ายและอีกองค์นั้นบรรจุเป็นพระบรมสารีริกธาตุ

        นอกจากนี้ลักษณะของการออกแบบวัดพระธาตุดอยตรงนั้นก็ยังมีความงดงามอ่อนช้อยโดยใช้ศิลปะแบบล้านนามาผสมผสานมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีทองเหลืองอร่ามตาทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัด

และนอกจังหวัดรวมถึงต่างชาติมากเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าประวัติความเป็นมาของวัดพระธาตุดอยตุงนั้นมีความเป็นมาหรือประวัติอย่างไรซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานหรือประวัติของพระธาตุดอยตุงกัน     

    ตำนานบอกว่าผู้ที่สร้างพระธาตุดอยตุงแห่งนี้ขึ้นมานั้นเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองโยนกนาคพันธุ์โดยในสมัยนั้นกษัตริย์ที่มีอำนาจในการสั่งให้สร้างวัดแห่งนี้ก็คือพระเจ้าอชุตราช  นั่นเอง

หลังจากที่มีการสร้างวัดพระธาตุดอยตุงขึ้นมาแล้วปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งพระมหากัสสปะได้เดินทางมาที่วัดแห่งนี้ด้วยได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งเป็นส่วนของพระรากขวัญเบื้องซ้ายหรือที่เรารู้จักกันดีในนามของกระดูกไหปลาร้า

โดยเป็นกระดูกไหปลาร้าทางด้านซ้ายมามอบให้กับพระเจ้าอชุตราช 

         เมื่อพระองค์ได้รับพระบรมสารีริกธาตุพระองค์จึงได้มีการเกณฑ์คนงานให้ช่วยกันสร้างเจดีย์ขึ้นมาเพื่อที่จะเอาไว้จัดเก็บพระบรมสารีริกธาตุโดยเจดีย์ที่ถูกสร้างนั้นก็สร้างไว้ในวัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้นั่นเอง  

ซึ่งตรงบริเวณจุดที่สร้างวัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้แต่เดิมนั้นเป็นที่ดินของพวกลาวจก  แต่พระเจ้าอชุตราช  ได้มีการจ่ายเงินซื้อที่ดินตรงนี้หลังจากนั้นก็ให้มีการก่อสร้างวัดพระธาตุดอยตุงขึ้นมา

โดยพระองค์นั้นยังได้มีการจ่ายเงินว่าจ้างพวกมิลักขะอุให้คอยดูแลพระธาตุอีกด้วยซึ่งมีทั้งหมด 500 ครัวเรือนด้วยกัน  

       ต่อมาภายใต้การปกครองของพระเจ้ามังราย   ปรากฏว่ามีพระมหาวชิรพงศ์โพธิเถระได้เดินทางนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายให้กับพระเจ้ามังรายพระองค์จึงได้มีการสั่งเกณฑ์รายงานสร้างพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งใกล้ๆกันหลังจากนั้นก็นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ด้านในทำให้ที่วัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่จัดเก็บเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ถึง 2 องค์ด้วยกัน 

 

สนับสนุนโดย.    gclub slot ทดลองเล่น

ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย

      ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย  สำหรับกีฬาเปตองนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นกีฬาที่คนไทยให้ความนิยมเล่นกันแต่จริงๆแล้วต้นกำเนิดนั้นไม่ได้มาจากประเทศไทย  สำหรับกีฬาชนิดนี้ พึ่งเข้ามาสู่ประเทศไทยได้เมื่อช่วงประมาณปีพ.ศ 2518 เพียงเท่านั้นโดยคนที่นำมาบุกเบิกให้คนไทยได้รู้จักกีฬาเปตองกันนั้นก็คือนายจันทร์  โพยหาญ นั่นเอง 

     นายจันทร์  โพยหาญ เขาคือคนไทยคนแรกที่รู้จักกีฬาเปตองแล้วนำมาเผยแพร่ให้กับคนไทยได้รู้จักกันแต่ว่าในช่วงที่เขานำมาเผยแพร่ในครั้งแรกนั้นยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักและอุปกรณ์ในการเล่นก็ค่อนข้างขาดแคลนนั่นก็คือตัวลูกเปตองนั่นเองหลังจากนั้น นายจันทร์  โพยหาญ จึงได้ตัดสินใจชักชวนคนอื่นๆซึ่งเป็นนักธุรกิจที่เขาได้มีการประสานงานพูดคุยกันซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศไทยในขณะนั้นให้หันมารู้จักกีฬาชนิดนี้และร่วมกันเปิดธุรกิจลงทุนสั่งลูกเปตองมาขายในประเทศไทย

        นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเผยแพร่ให้คนไทยนั้นได้รู้จักกีฬาชนิดนี้และเล่นกีฬาชนิดนี้เป็นมีการขยายความรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาเปตองไปทั่วประเทศไทยตามจังหวัดต่างๆและส่งเสริมให้กีฬาเปตองนั้นกลายเป็นกีฬาของไทยอย่างหนึ่งที่ทุกคนนั้นเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ในการเล่นจนในที่สุดกีฬาเปตองก็ได้รับความสนใจและถูกบันทึกว่าเป็นกีฬาใหม่อย่างหนึ่งในเมืองไทยนั่นเอง 

        ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆนั้นคนจะรู้จักกีฬาเปตองน้อยทำให้การขายลูกเปตองนั้นขายไม่ค่อยได้แต่ทางด้านผู้บริหารของบริษัทที่มีการนำเบตงมาขายก็มองว่ามันสามารถที่จะดีได้ในอนาคตและกีฬาชนิดนี้จะเป็นกีฬาที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยดังนั้นพวกเขาจึงใช้วิธีการแจกลูกเปตองไปตามสถานที่ราชการต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถานีตำรวจรวมถึงทหารรวมทั้งสถานที่ที่เป็นเอกชนเพื่อให้เหล่าบรรดาข้าราชการและพนักงานเอกชนนั้นได้มีโอกาสทดลองเล่นกีฬาเปตอง

         หลังจากนั้นเมื่อทุกคนสามารถทราบวิธีการเล่นและมีความรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาเปตองแล้วก็เริ่มที่จะให้ความสนใจกันเยอะมากขึ้นจนถึงขนาดที่มีการจัดตั้งสมาคมเปตองขึ้นมาโดยการจัดตั้งสมาคมนั้นเกิดขึ้นในปีพศ 2519 มีการสนับสนุนกีฬาชนิดนี้อย่างกว้างขวางและกีฬาชนิดนี้ยังเป็นกีฬาที่ถูกนำไปให้บรรดาข้าราชบริพารของสมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนีเล่นอีกด้วย

       ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นสนุกสนานเพลิดเพลินกับกีฬาชนิดนี้จนกีฬาเปตองกลายเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเลยทีเดียว  ถึงขนาดที่ทำให้พระองค์นั้นรับเอาสมาคมกีฬาเบตงมาไว้ในการอุปถัมภ์และมีการพัฒนากีฬาชนิดนี้อย่างต่อเนื่องและมีการส่งเสริมให้มีการฝึกเล่นกีฬาชนิดนี้และส่งไปแข่งขันกับต่างประเทศ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    Gclub ฝากขั้นต่ำ50

การเกิดสงครามครูเสดครั้งที่3

การเกิดสงครามครูเสดครั้งที่3 สงครามครูเสดครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1189 โดยในครั้งนี้มีกษัตริย์พระองค์สำคัญจากยุโรปเข้าร่วมถึงสามพระองค์คือพระเจ้าแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิพระเจ้าฟิลิปแห่งฝรั่งเศสพระเจ้าริชาร์ดที่1แห่งอังกฤษ

โดยทั้งสามพระองค์ได้ตกลงกันว่าจะยกทัพของตนไปรบกับพวกมุสลิมเพื่อยึดเอานครเยรูซาเล็มกลับคืนมาเป็นของชาวคริสเตียนให้ได้หากแต่การเดินทัพครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคมากมายต้องเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่เนื่องจากพระเจ้าฟิลิปประสบอุบัติเหตุจนน้ำสิ้นพระชนม์

เมื่อต้องสูญเสียแม่ทัพคนสำคัญผู้เป็นถึงพระราชาเหล่านักรบอาณาจักรโรมันส่วนใหญ่จึงหมดกำลังที่จะต่อสู้พากันหันทัพกลับบ้านเกิดอย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าปัญหาพวกยุโรปด้วยกันจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาแม้จะเหลือเพียงสองกองทัพที่มุ่งหน้าสู่เยรูซาเล็ม

กองทัพของพระเจ้าฟิลิปและพระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งก็ดูเหมือนจะต้องมีเรื่องที่ทะเลาะกันอยู่เสมอจนกระทั่งในปีค.ศ.1191เมื่อก่อน การเกิดสงครามครูเสดครั้งที่3 ทัพยุโรปสามารถตีเอาเมืองRKมาได้พระเจ้าฟิลิปก็ได้ยกทัพของตนกลับฝรั่งเศสส่วนพระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งได้ยกทัพต่อไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

เพื่อทำสงครามชิงเมืองขึ้นศึกชิงเมืองเยรูซาเล็มดำเนินอยู่สองงปีกองทัพของพระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งก็ยังมิอาจจะตีเอาเมืองเยรูซาเล็มเมื่อไม่เห็นทางที่จะเอาชนะสรดินได้พระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งจึงได้ขอทำสัญญาสงบศึกโดยได้ทำไมตีร่วมกับสรดินขอให้พวกเติร์กยินยอมให้ชาวคริสเดินทางไปยังเยรูซาเล็มได้สะดวกกล่าวกันว่าพระเจ้าริชาร์ดที่หนึ่งและสรดินนั้นถูกอัธยาศัยกันมาก

ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ได้ชื่นชมกันและยกย้องอีกฝ่ายว่าเป็นมหาบุรุษดังนั้นจึงยอมผ่อนปนและตอบสนองข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายอย่างง่ายดายหลังจากสงครามครูเสดครั้งนี้พวกชาวคริสเตียนที่อาศัยอยู่ดินแดนแทบนี้ยังคงเหลืออยู่ในแทบRKในอีกหลายแห่ง

ในขณะที่พวกเติร์กได้ครองนครศักดิ์เยรูซาเล็มต่อไปแต่ก็ยินยอมให้ชาวคริสเตียนได้เดินทางมายังนครเยรูซาเล็มได้โดยเสรีสงครามครูเสดได้สงบลงไปในระยะหนึ่งจนกระทั่งได้มีผู้นำคนสำคัญของพวกเติร์กได้สิ้นชีวิตลงในปีค.ศ1113ทำให้อาณาจักรของพวกเติร์กในเวลานั้นเกิดความแตกแยกสมเด็จสันตะปาปาอินโนเซ้นที่สามทรงเห็นโอกาสที่จะเข้าไปตีเอากรุงเยรูซาเล็มคืน

ดังนั้นพระองค์ทรงได้พยายามชักจูงให้ชาวคริสเตียนรวมตัวกันเพื่อทำสงครามแต่ปรากฎว่าบรรดากษัตริย์ในประเทศต่างๆกำลังยุ่งกับภาระอยู่ภายในประเทศจึงได้มีแค่เพียงเหล่าขุนนางรวมทั้งผู้ที่เข้าร่วมผจญภัยเท่านั้นที่เข้าร่วมสงครามครูเสดในครั้งที่สี่

 

สนับสนุนโดย.    สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ประวัติของอิสราเอลและปาเลสไตน์

โดยครั้งหนึ่งเมือ่ไม่นานมานี้สงครามโลกครั้งที่2สิ้นสุดลงภูมิภาคตะวันออกกลางดินแดนที่อยู่แถวๆอ่าวเปอร์เซียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นดินแดนที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นทางเสือผ่านของอำนาจทางการทหารมาตั้งแต่ยุคดึกดําบรรพ์แต่ได้เจริญรุ่งเรือนเป็นอุอารยธรรมของโลกยังคงฝุ่นตลบจากผลพวงจากสงครามอยู่

เมื่อชาวยิวที่อยู่ในดินแดนที่เรียกว่าปาเลสไตน์ได้ประกาศเอกราชก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาย้อนกลับไปที่สงครามโลกครั้งที่2มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนาซีเยอรมันเมื่อสงครามเลิกก็มีชาวยิวเป็นจำนวนมากี่รอดชีวิตมาได้ตัดสินใจเดินทางออกจากยุโรป

เพราะคิดว่าพวกเราอยู่ไม่ได้แล้วและได้กลับมายังที่ปาเลสไตน์เหตุที่หวนกลับมายังที่ปาเลสไตน์ไม่ใช่เพราะว่าเขาหลับตาจิ้มกันนะแต่เป็นเพราะว่าชาวยิวมีความเชื่อว่าดินแดนที่ปาเลสไตน์เป็นพันธสัญญาที่ตามพระคัมภีร์ที่พระเจ้าได้มอบให้กับชนเผ่าอิสราเอลและที่ดินแดนแห่งนี้ชาวยิวมีสิทธิชอบธรรมที่จะอาศัยอยู่

โดยที่จริงแล้วชาวยิวก็ทยอยกลับไปซื้อจับจองที่ดินในปาเลสไตน์ก่อนหน้านนี้นานแล้วแต่การย้ายครั้งใหญ่ที่มากันแบบเยอะๆในการอพยพหรือExodusมันเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่2ดินแดนที่ปาเลสไตน์มันไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่านะมันมีคนอยู่แล้วได้อาศัยอยู่กันมานานแล้วด้วยคนที่อยู่กันตรงนั้นก็คือชาวปาเลสซีเนี่ยร์

ซึ่งเป็นอาหรับนั่นเองตะวันออกกลางก็เป็นอาหรับกันเกือบทั้งนั้นยกเว้นอิหร่านที่เป็นชาวเปอร์เซียนอกจากนี้พอชาวยิวได้แห่กันมาประเทศอาหรับรอบๆก็จะนอยอยู่ๆจะย้ายเข้ามาแล้วประกาศตัวว่าจะมาตั้งประเทศตรงที่พวกข้านั้นอาศัยอยู่กันเนี่ยนะมันก็ไม่ดีใช่ไหมมันก็เป็นแบบนี้แหละ

สงครามจึงได้ปะทุขึ้นมาโดยชาติอาหรับรอบข้างนำโดยอิยิปต์ซีเรียจอร์แดนเลบานอนและอิรักก็ได้ทำการเปิดฉากโจมตีประเทศอิสราเอลในสงครามที่เรียกว่า สงครามอาหรับ – อิสราเอล ในปี1948 หรือในปี พ.ศ.2491ประมาณ60กว่าปีที่แล้วแต่ว่าการที่จะทำสงครามถล่มยิวโดยมีชาวปาเลสไตน์ที่เป็นอาหรับอยู่ในดินแดนนั้นเป็นจำนวนมากมันก็น่าเป็นห่วงคนปาเลสไตน์ว่าจะโดนลูกหลงเป็นอันตรายได้

ดังนั้นเหล่าอาหรับทั้งหลายเขาก็ได้บอกปาเลสไตน์ให้อพยพออกมาก่อนเลยเดี๋ยวจะทำการถล่มไปก่กอนพอถล่มเสร็จก็ค่อนกลับเข้าไปออกจะเป็นแนวเดียวกันกับที่เราได้อพยพหนีน้ำท่วมกันมาเมื่อไม่กี่เดือนที่แล้วชาวปาเลสไตน์700,000กว่าคนก็ได้อพยพมาตั้งหลักมาอยู่ที่ประเทศจอร์แดน700,000กว่าคนและเหล่าอาหรับก็รวมตัวกันจัดการอิสราเอลในลักษณะที่ว่ามันไม่น่ารอดแต่ด้วยเหตุใดเราก็ไม่กล้าฟันธงปรากฎว่าเอาไม่ลง

 

ขอบคุณผู้สนับสนุนเรื่องราวโดย.    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

ความจำเป็นในการคิดค้นวัฒนธรรมต่างๆ

ในบางลัทธิ ศาสนาต่างๆ หรือแม้แต่จะเป็นความเชื่อต่างๆก็ถูกเจือจางและถูกหายไป เนื่องจากไม่มีการพัฒนาและไม่มีการปรับเปลี่ยน นั่นหมายความว่าตั้งแต่มนุษย์เกิดขึ้นมาเรามีความเชื่อติดตัวหรือแม้จะเป็นแนวคิดต่างๆจึงทำให้ในยุคต่างๆมีลักษณะทางความคิดวัฒนธรรมในส่วนต่างๆที่มีความแตกต่างกันการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของความเชื่อของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ความเชื่อต่างๆเหล่านั้นมีการพัฒนาและมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงสร้างต่างๆให้ดีมากยิ่งขึ้น นำเสนอผลงานใหม่ๆหรือแม้แต่จะเป็นการเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆต่างๆเหล่านี้จึงเป็นบทบาทที่สำคัญในยุคปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงโครงสร้างในการทำงานหรือการพัฒนารูปแบบทำงานศิลปะได้อยู่ตลอดเวลาการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางความคิดหรือไม่เช่นการนำเสนอผลงานต่างๆเหล่านี้ในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นนี้ 

ส่งผลให้สร้างสรรค์ลักษณะที่ค่อนข้างเด่นมากมายในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ชีวิตของมนุษย์เปรียบเสมือนเรือและสภาพสังคมก็เปรียบเสมือนน้ำหรือทะเลซึ่งน้ำหรือทะเลหาดเชี่ยวจะนำพาเรือไปสู่สถานที่อื่น นี่จึงเป็นความจำเป็นที่วัฒนธรรมหรือการคิดค้นลักษณะของศิลปะอื่นจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพราะทางด้านสังคมที่นำทางไปสู่คนอื่นๆนี้หากไม่มีการพัฒนาแล้วจะทำให้ลักษณะของการทำงานนั้น ถูกซัดกลืนไปกับคลื่นแห่งกาลเวลา นี่จะแบ่งความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งที่การคิดค้นรูปแบบต่างๆ

หรือการสร้างผลงานร่วมสมัยของจิตรกรมากมายจึงเป็นบทบาทที่จะทำให้เศรษฐกิจตอนนี้ยังคงอยู่แต่แปรเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นๆหรือมีลักษณะที่ดีมากยิ่งขึ้น โครงสร้างในการใช้ชีวิตของผู้คนที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลานี้ทำให้เกิดเรื่องราวมากมายทั้งความคิดหรือแม้จะเป็นการตกตะกอนในการทำงานต่างๆ การเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมและการนำเสนอผลงานต่างๆในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ลักษณะในการทำงานของบุคคลต่างๆเหล่านี้

มีการนำเสนอผลงานใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของงานศิลปะต่างๆที่มีการเปลี่ยนแปลง หากย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นหรือยุคที่มนุษย์ยังไม่มีอุปกรณ์ในการทำงานณปัจจุบัน การทำงานศิลปะนั้นก็ทำจากไม้ หิน เหล็กโลหะต่างๆ ซึ่งนี่แสดงออกถึงว่ายุคสมัยในยุคปัจจุบันที่เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆในการทำงานศิลปะ ก็เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่างานศิลปะต่างๆเหล่านี้มีความพยายามจะพัฒนาปรับปรุงรูปแบบต่างๆหรือแม้แต่จะเป็นการแปรสภาพของงานศิลปะไปสู่รูปแบบอื่นมากมาย

ทำให้ความจำเป็นของงานศิลปะต่างๆที่มีความต้องการในการพัฒนายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆรวมถึงการคิดค้นวัฒนธรรมต่างๆในการทำงาน การสืบทอดลักษณะงานต่างๆจึงเป็นบทบาทที่สำคัญที่ทำให้งานศิลปะต่างๆในยุคปัจจุบันยังคงอยู่ และมีรูปแบบที่แปรสภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นและสร้างสรรค์โครงสร้างในการทำงานใหม่ๆที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะในการทำงานที่อาศัยและรูปแบบ และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม 

 

สนับสนุนโดย   เว็บพนันบอล ฝากขั้นต่ำ 100

ความลับจาก The Vitruvian Man

ลีโอนาร์โด ดาวินชี่นั้นเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงก้องโลกและมีผลงานหลายชิ้นของเขาได้รับความนิยมและยังคงเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงอยู่ในทุกยุคทุกสมัย เนื่องจากผลงานของเขาที่มีความสวยงาม โดดเด่นและมีความเป็นเอกลักาณ์ยากที่จะหาใครเปรียบ และไม่เพียงแค่ความสวยงามของผลงานเท่านั้นที่ทำให้คนทั้งโลกนั้นสนใจ

แต่ความลึกลับในการสร้างสรรค์ผลงานของเขานั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนทั้งโลกนั้นสนใจในการสร้างสรรค์ของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วผลงานที่ดาวินชี่นั้นมีการสร้างสรรค์มักจะมีสิ่งที่มีความหมายแฝงหรือสิ่งที่เหมือนเป็นความลับที่เขานั้นไม่สามารถพูดออกมาได้

ทำให้เขานั้นมีการถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาทางภาพวาดของเขานั้นเอง เพราะภาพวาดของดาวินชี่นั้น ล้วนเป็นภาพวาดที่ดูแล้วมีความลึกลับซ่อนอยู่เสมอ และเป็นภาพวาดที่ใรบางครั้งทำให้เกิดความสงสัยว่า จริงๆแล้วนั้นดสวินชี่สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อจะสื่อสารอะไรกับผู้พบเก็นกันแน่

ซึ่งผลงานของดาวินชี่นั้นมีผลงานมากมาย เพราะจากภาพวาดโมนาลิซ่าที่ถือว่าเป็นภาพสุดยอกของโลกเพราะไม่ว่าจะในยุคด ภาพวาดนี้ก็ยังคงเป็นสิ่งที่พูดถึงอยู่เสมอ ไม่เพียงด้วยความสวยงามแต่มีความลึกลับซ่อนอยู่นั่นเอง และอย่างที่บอกไปในข้างต้นว่าภาพวาดของดาวินชี่นั้นล้วนเป็นภาพที่ไม่ธรรมดาเลย

เพราะล้วนเป็นภาพที่หเมือนจะมีอะไรแฝงอยู่ในภาพนั่นเอง และภาพที่ถือว่าเป็นภาพที่โด่งดังไปทั่วโลกเช่นกันก็คือ ภาพ The Vitruvian Man นั่นเอง โดยภาพวาดนี้นั้นเป็นภาพวาดร่างกายของมนุษย์และเป็นมนุษย์ที่มีลักษณะเป็นผู้ชายและมีการเปลือยร่างและแยกแขนแยกขา ภาพวาดนี้นั้นถูดชกยกย่องให้เป็นภาพวาดที่มีความถูกต้องที่สุดในเรื่องของสรีระร่างกายมนุษย์ด้วยนั่นเอง

และภายในภาพวาดนี้นั้น ร่างกายมนุษย์ในภาพถูกล้อมไปด้วยกรอบสี่เหลี่ยมและงกลม แต่สรีระนั้นไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งยื่นเลยออกมาจากสี่เหลี่ยมหรือวงกลมเลยนั่นเอง และโดยรอบวงกลมและกรอบสี่เหลี่ยมนั้นยังเต็มไปด้วยตัวอักษรโดยการบันทึกของเขานั้นเป็นการบันทึกที่มีลักษณะที่แปลกมาก เพราะเขาได้บันทึกตัวอักษรในลักษณะกลับด้าน โดยในข้อความนั้นระบุไว่ว่า การวาดภาพนี้ขึ้นมานั้นเป็นเพียงการทดลองและจำลองสรีระร่างกายของมนุษย์เท่านั้น 

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีคนลองวาดภาพเพื่อศึกษาสรีระร่างกายมนุษย์หลายคนแต่ก็ไม่สามารถวาดได้สำเร็จเพราะการวาดสรีระนั้นเป็นการวาดคนยัดลงไปในสี่เหลี่ยมจตุรัสที่อยู่ในรัศมีของวงกลมนั่นเอง โดยของดาวินชี่นั้นเป็นภาพวาดที่มี่วนประกอบที่ถูกต้องของสรีระมนุษย์แต่ของคนอื่นนั้นพบว่าเมื่อวาดเช่นนี้แล้ว

สรีระและส่วนประกอบของร่างกายมีความผิดแปลกออกไปจากความเป็นจริงนั่นเอง จึงทำให้ภาพนี้นั้น เป็นอีกหนึ่งภาพที่ได้รับความนิยมและเป็นภาพวาดที่ทำให้หลายคนนั้นได้รู้จักกับศิลปินแห่งยุคอย่างลีโอนาร์โด ดาวินชีคนนี้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย   www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ

ตำนานมะเมียะ

           สำหรับตำนานความรักมะเมียะนี้เป็นเรื่องราวของความรักของเจ้านายชั้นสูงของประเทศไทยที่ปกครองเมืองเชียงใหม่ซึ่งพบรักกับสาวชาวพม่าซึ่งมีฐานะต่ำต้อยแต่ก็เช่นเดิมว่าทั้งคู่ไม่ได้สมหวัง ในความรักและก็ถูกความตายและฐานะมาแยกให้ทั้งคู่ออกจากกรรมสำหรับเรื่องราวความรักในครั้งนี้เป็นความรักที่หน้าเศร้าเป็นความรักต่างเชื้อชาติที่เกิดขึ้นและมีการเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน

โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่และประเทศพม่าซึ่งตำนานนี้เล่ากันว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้มีบุตรชายซึ่งชื่อว่าเจ้าน้อยศุขเกษมเมื่อยังทรงพระเยาว์นั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปร่ำเรียนวิชาที่ประเทศพม่าระหว่างที่เรียนอยู่นั้นก็ได้พบรักกับหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งเธอชื่อว่ามะเมียะซึ่งมะเมียะนี้เป็นหญิงสาวที่มีฐานะยากจนเธอเป็นเพียงแค่แม่ค้าขายของเท่านั้น

ซึ่งทำรักของคนทั้งคู่นั้นไม่สมหวังเนื่องจากว่าฝ่ายชายนั้นมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งในขณะที่ฝ่ายหญิงนั้นก็จนแทบจะไม่มีเงินใช้การที่มีความรักอย่างเดียวไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ในที่สุดเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมเรียนจบก็ถูกเจ้าเมืองเชียงใหม่เลขตัวกับประเทศไทยซึ่งก็น้อยเองก็จำเป็นต้องกลับมาเมืองไทยและได้ทิ้งหญิงคนรักเอาไว้ที่ประเทศพม่าในเมื่อกลับมาอยู่ประเทศไทยนั้น

ด้วยความคิดถึงหญิงคนรักอย่างมากทำให้เจ้านายสุขเกษมนั้นเราทนทุกข์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอนซึ่งเป็นโรคต่อมใจในที่สุดนั้นเจ้าน้อยศุขเกษมก็ได้เสียชีวิตลงจากการซ่อมใจเพราะคิดถึงหญิงสาวคนรักนั่นเองส่วนหญิงสาวที่ชื่อว่าเมียะนั้นเมื่อถูกเจ้าน้อยศุขเกษมทอดทิ้งให้อยู่ที่ประเทศพม่าและไม่เคยกลับมาหาอีกเลย

เธอจึงได้ตัดสินใจมีความเศร้าในจิตใจของตนเองด้วยการไปบวชเป็นแม่ชี หลังจากที่มะเมียะได้บวชเป็นแม่ชีแล้วจะได้รู้ว่าเจ้าน้อยศุขเกษมนั้นได้แต่งงานกับหญิงคนอื่นทำให้แม่ชีมะเมียะนั้นเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมาขอพบเจ้าน้อยศุขเกษมแต่อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วแม่ชีเมียะไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบเจ้าน้อยศุขเกษมได้

เธอจึงมั่นใจว่าเจ้าน้อยนั้นหมดรักในตัวเธอแล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแม่ชีมะเมียะก็บวชชีตลอดชีวิตเลยไม่เคยสึกออกมาอีกเลยจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตซึ่งแม่ชีมะเมียะเสียชีวิตตอนอายุได้ 75 ปีโดยเสียชีวิตในปีพศ 2505 และนี่ก็เป็นเรื่องราวความรักตำนานของคนสองคนที่รักกันแต่มียศฐาบรรดาศักดิ์มาขวางกั้นทำให้สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

 

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

เพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าวเป็นเพลงพื้นบ้านของชาวภาคกลาง เพื่อเชื่อมความรัก ความสามัคคีให้แก่แขกที่มาช่วยเกี่ยวข้าว เพลงเกี่ยวข้าว คือเป็นการร้องเพลงจีบสาวในระหว่างเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งจะร้องโต้ตอบกันไปมา ระหว่างหนุ่มสาว และจะใช้เสียงปรบมือเป็นการให้จังหวะในการร้องนั้น เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อเสร็จจากการเก็บเกี่ยวก็จะมีกาละเล่นเต้นกำรำเคียวประกอบกันไปด้วย การเต้นเพลงนี้จะมีการย้ำเท้าอยู่กับที่มือข้างหนึ่งถือเคียว มืออีกข้างถือข้าวกำไว้

กายแต่งกายในการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว

การแต่งกายของผู้หญิงนั้นจะนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอก มีดอกไม้ทัดที่หูด้วย ส่วนผู้ชายก็ใส่กางเกงขาก๊วย ใส่เสื้อกุยเฮง สวมงอบบนศีรษะ และจะมีผ้าขาวม้าคาดพุงด้วย จะไม่สวมรองเท้าทั้งชายและหญิง ข้อสำคัญคือมือต้องถือเคียวกับรวงข้าวไว้ด้วย

ขั้นตอนการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าวนี้จะเล่นหลังมาการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วโดยจะแบ่งข้างกันเป็นฝ่ายชายหนึ่งฝั่ง ฝ่ายหญิงหนึ่งฝั่ง และจะมีพ่อเพลงขึ้นมาร้องก่อน และแม่เพลงจะเป็นฝ่ายตอบโต้ส่วนลูกคู่ที่มาร่วมในทีมทั้งสองฝ่ายก็จะคอยร้องผสานเสียงกันอย่างสนุกสนาน จะมีการปรบมือให้จังหวะในการร้องด้วย บางทีอาจจะมีพวกกลอง ฉิ่งและในเนื้อหาเพลงที่ร้อง ก็ถามสารทุกข์กัน บางทีก็เป็นการหยอกล้อเกี้ยวพาราสีกัน ระหว่างหนุ่มสาว หรือหยอกล้อกันเล็กๆน้อย ในบางช่วงบางตอนของการร้องยังสะท้อนให้เห็นชีวิตของชาวนาอีกด้วย

เพลงเกี่ยวข้าวจะมีการเล่นได้ก็ต่อเมื่อมีการเก็บเกี่ยวในผืนนานั้นๆ และก่อนที่เจ้าของนาจะเก็บเกี่ยวในสมัยก่อนจะไม่มีการจ้าง จะใช้การขอแรงให้มาทำ และเมื่อถึงการเก็บเกี่ยวของอีกบ้านชาวบ้านก็จะไป ก็จะผลัดกันไปแบบนี้จนครบทั้งหมู่บ้านเรียกว่าการลงแขก เจ้าของนาจะต้องไปขอแรงตามบ้านต่างๆให้มาช่วย และจะต้องกำหนดวันให้แน่นอน และเมื่อใกล้จะถึงวัน จะต้องมีการทำสัญลักษณ์ ให้ชาวบ้านรู้ด้วยว่าถึงวันเก็บเกี่ยวแล้ว และหลังจากนั้นถึงจะมีการเล่นเพลงเกี่ยวข้าวเกิดขึ้น และเจ้าของนาจะทำข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูอย่างดี และถือได้ว่าการเกี่ยวข้าวนี้ ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่บ้าน มาถึงยุคปัจจุบันเราอาจจะเห็นเพลงเกี่ยวข้าวนี้ได้ใน ทีวีเพราะอาจจะไม่มีใครทำแล้วก็ได้ ฉะนั้นลูกหลานชาวไทยควรอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ หรือมันอาจจะช้าไปแล้วก็ได้ เพราะคนไทยได้ขายที่นาหมดกันไปแล้ว

การบวชพระ

การบวชพระเป็นประเพณีของคนไทยเมื่อลูกชายมีอายุครบ20ปีบริบูรณ์

ก็อยากจะให้บวช ซึ่งสมัยก่อนคิดว่าการบวชของลูกชายเป็นการบวชทดแทนคุณพ่อ แม่ และได้มีนิทานเล่าบอกเอาไว้เรื่องพญานาค ได้มีพญานาคตนนึง ปลอมตัวมาขอพระพุทธเจ้าบวช ท่านจึงบวชให้และได้ถือศีลบำเพ็ญเพียรปละไปนอนรวมกับพระองค์อื่นๆ เมื่อได้หลับสนิทก็กลายร่างกลับไปเป็นร่างเดิมมีพระภิกษุตื่นมาเห็นต่างก็ตกใจกันมาก จึงนำเรื่องไปบอกแก่ท่านพระพุทธเจ้า ท่านจึงเรียกพญานาคตนนั้นมาคุยและได้ขอร้องให้สึกจากพระไป ก่อนที่จะสึกพญานาคได้ขอกับพระพุทธเจ้าว่า คนใดที่จะบวชเป็นพระสงฆ์

ของให้ถือเพศนาคก่อนบวชเพื่อที่จะอุทิศบุญไปยังสัตว์ทั้งหลายอีกด้วยเป็นที่มาของคำว่าพ่อนาค พิธีการบวชนาคนั้นจะมีการโกนหัวที่พ่อ แม่ จะเป็นคนตัดผมก่อนแล้วตามด้วยญาติๆ จากนั้นก็จะให้พระภิกษุเป็นคนปลงผม หรือโกนหัวให้เกลี้ยงต่อไป ก็จะนำเอาขมิ้น น้ำอบถูบนตัวและบนศีรษะของพ่อนาคให้มีสีเหลืองของขมิ้นและมีกลิ่นหอมจากน้ำอบเสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำแต่งตัว ด้วยชุดขาวจากนั้นก็จะมีการทำขวัญนาคในช่วงนี้พ่อ แม่ ญาติจะซึ่งในการทำขวัญจะมีการเล่าประวัติว่าแม่ตั้งท้องยังไง คลอดลูกยังไงแล้วจะร้องเพลงค่าน้ำนมให้พ่อนาคฟัง

เรียกน้ำตาแก่ญาติได้เลยหรือไม่ก็ใช้พระภิกษุมาสอนโดยการเทศ ส่วนในตอนเช้าก็จะนำนาคแห่นาคเข้าโบสถ์ บางทีก็จะมีแตรวงหรือกลองยาว สมัยนี้ก็นิยมเป็นรถแห่ จะเดินแห่อย่างน้อยสามรอบ ในบางทีแห่กัน สามรอบมั่ง ห้ารอบมั่ง เจ็ดรอบจนไปถึงเก้ารอบ พอครบจำนวนจะนำพ่อนาคมาไหว้ที่เสมาทำพิธีอีกหน่อยจากนั้นก็ให้พ่อนาคโปรยทานเมื่อโปรยทานเสร็จก็จะนำพ่อนาคเข้าโบสถ์โดยการต้องช่วยกันส่งให้พ่อนาค ใช้มือแตะที่ขื่อประคูโบสถ์ให้ได้ จากนั้นก็จะมีพระภิกษุมานั่งในโบสถ์และทำพิธี ขั้นตอนทำพิธีนี้ คือก่อนที่จะบวชก็ต้องมีการเข้าวัดฝึกท่องมนต์ ในสมัยนี้จะมีการตรวจโรค

ตรวจสารเสพติดในร่างกาย ต้องให้ตำรวจและกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองเสร็จแล้วต้องนำมาให้เจ้าอาวาสเซ็นอีกรอบแล้วนำเอกสารทั้งหมดไปส่งที่อำเภอ สมัยก่อนไม่ยุ้งยากขนาดนี้ เมื่อพ่อนาคทำพิธีเสร็จแล้วก็จะให้พ่อกับแม่นำดอกไม้ธูปเทียนพร้อมด้วยปัจจัยถวาย ใส่ในย่ามและพวกญาติๆก็ใส่ตาม และมีการทำบุญฉลองพระใหม่เป็นอันเสร็จพิธี

ประเพณีบุญผะเหวด

เมื่อคราวถึงเดือนมีนาคมหรือเรียกว่า เดือนสี่ ตามภาษาท้องถิ่น

จะมีการจัดงานบุญการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ นั่นก็คือประเพณีบุญผะเหวด ที่ยึดตามครรลองครองธรรมของฮีตสิบสองครองสิบสี่ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนาในเรื่องพระเวสสันดรชาดก ในการทำบุญก็จะทำเป็นกัณฑ์เทศน์ตามเรื่องราวของชาดกนี้ ถือเป็นการรวมตัวกันของคนในชุมชน มีการทำมาลัย นำเอาดอกไม้ที่มีตามท้องถิ่นมาประดับบนศาลาวัดเพื่อเตรียมฟังเทศน์ ก่อนถึงวันงานในช่วงเช้าของวันใหม่ในเวลาใกล้รุ่งจะมีการแห่ผะเหวดเข้าเมืองหรือแห่พระอุปคุต ตามความเชื่อที่ว่าเพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาทำอันตรายคนในหมู่บ้านได้ 

พอช่วงสายก็จะมีการโฮมกัน หรือการมาร่วมทำบุญของคนต่างหมู่บ้าน เพื่อแสดงถึงความศรัทธาและความยิ่งใหญ่ของการทำบุญ มีการเลี้ยงคนที่มาร่วมงานโดยการทำขนมจีนน้ำยา ถือเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของประเพณีนี้ และการทำขนมต้มแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องทุกคนรวมทั้งผู้ที่ไม่ได้มาด้วย ซึ่งวันนี้มีความสำคัญคือเป็นวันแห่พระเวสสันดรเข้ามาในเมือง โดยการจัดขบวนกัณฑ์แห่ 13 กัณฑ์ รอบหมู่บ้าน และวันถัดมาจะมีการมาทำบุญที่วัด ต้องมาฟังพระเทศให้ครบทุกกัณฑ์เทศน์ ซึ่งหากใครสามารถฟังได้หมด ถือว่าชาตินี้ได้ขึ้นสรรค์ชั้นนิพพานแล้ว

และนอกจากนี้ยังมีการทำบุญโดยการบริจาคเงิน มีการแห่กัณฑ์หลอน อุทิศให้กับญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว โดยถือเป็นกุศโลบายอีกอย่างหนึ่งในการให้ทาน ประเพณีนี้นับวันหาได้ยาก เพราะมีไม่กี่หมู่บ้านที่ยังคงยึ่ดมั่นถือมั่นปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นอกนั้นก็หายไปตามกาลเวลากับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำมาจากรุ่นสู่รุ่น บุญผะเหวด มีนัยอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องการให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว มีจิตใจที่เป็นผู้ให้ มากกว่าที่จะเป็นผู้รับ ต้องมีความเสียสละทั้งกำลังทรัพย์  กำลังแรงกาย

หากพอช่วยได้ ให้ละความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ดังคำสอนในนิทานชาดกพระเวสสันดรในตอนทานบารมี มหาทานที่ยิ่งใหญ่ เสียสละได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง หากใครที่อยากมาร่วมรักษาวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้ สามารถมาร่วมงานได้ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งจัดเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ประจำปี สถานที่ก็คือลานหน้าบึงพลาญชัย จะได้พบกับความตระการตาและความอลังการ มีการแสดงแสงสีเสียงเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมาให้ผู้ที่สนใจได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติม พบขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าจากแต่ละคุ้มที่มาร่วมกัน ร่วมทั้งการแสดงพระธรรมเทศนาจากพระนักเทศน์ชื่อดังของประเทศไทย