ประวัติเจดียย์ ของวัดพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย

ประวัติเจดียย์ ของวัดพระธาตุดอยตุง เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเดินทางไปเที่ยววัดพระธาตุดอยตุงในจังหวัดเชียงรายบ้างแล้วซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่มีความงดงามเป็นอย่างมากที่สำคัญยังเป็นวัดที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทางด้านพระพุทธศาสนาเอาไว้มากมายอย่างเช่นองค์เจดีย์ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 องค์ซึ่งภายในนั้นมีการบรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้ายและอีกองค์นั้นบรรจุเป็นพระบรมสารีริกธาตุ

        นอกจากนี้ลักษณะของการออกแบบวัดพระธาตุดอยตรงนั้นก็ยังมีความงดงามอ่อนช้อยโดยใช้ศิลปะแบบล้านนามาผสมผสานมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีทองเหลืองอร่ามตาทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัด

และนอกจังหวัดรวมถึงต่างชาติมากเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าประวัติความเป็นมาของวัดพระธาตุดอยตุงนั้นมีความเป็นมาหรือประวัติอย่างไรซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานหรือประวัติของพระธาตุดอยตุงกัน     

    ตำนานบอกว่าผู้ที่สร้างพระธาตุดอยตุงแห่งนี้ขึ้นมานั้นเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองโยนกนาคพันธุ์โดยในสมัยนั้นกษัตริย์ที่มีอำนาจในการสั่งให้สร้างวัดแห่งนี้ก็คือพระเจ้าอชุตราช  นั่นเอง

หลังจากที่มีการสร้างวัดพระธาตุดอยตุงขึ้นมาแล้วปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งพระมหากัสสปะได้เดินทางมาที่วัดแห่งนี้ด้วยได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งเป็นส่วนของพระรากขวัญเบื้องซ้ายหรือที่เรารู้จักกันดีในนามของกระดูกไหปลาร้า

โดยเป็นกระดูกไหปลาร้าทางด้านซ้ายมามอบให้กับพระเจ้าอชุตราช 

         เมื่อพระองค์ได้รับพระบรมสารีริกธาตุพระองค์จึงได้มีการเกณฑ์คนงานให้ช่วยกันสร้างเจดีย์ขึ้นมาเพื่อที่จะเอาไว้จัดเก็บพระบรมสารีริกธาตุโดยเจดีย์ที่ถูกสร้างนั้นก็สร้างไว้ในวัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้นั่นเอง  

ซึ่งตรงบริเวณจุดที่สร้างวัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้แต่เดิมนั้นเป็นที่ดินของพวกลาวจก  แต่พระเจ้าอชุตราช  ได้มีการจ่ายเงินซื้อที่ดินตรงนี้หลังจากนั้นก็ให้มีการก่อสร้างวัดพระธาตุดอยตุงขึ้นมา

โดยพระองค์นั้นยังได้มีการจ่ายเงินว่าจ้างพวกมิลักขะอุให้คอยดูแลพระธาตุอีกด้วยซึ่งมีทั้งหมด 500 ครัวเรือนด้วยกัน  

       ต่อมาภายใต้การปกครองของพระเจ้ามังราย   ปรากฏว่ามีพระมหาวชิรพงศ์โพธิเถระได้เดินทางนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายให้กับพระเจ้ามังรายพระองค์จึงได้มีการสั่งเกณฑ์รายงานสร้างพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งใกล้ๆกันหลังจากนั้นก็นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ด้านในทำให้ที่วัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่จัดเก็บเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ถึง 2 องค์ด้วยกัน 

 

สนับสนุนโดย.    gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานพญานาคตามความเชื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่องของพญานาคแล้วตามความเชื่อของศาสนาฮินดูศาสนาพุทธแล้วก็ศาสนาเชนพญานาคหรือนาคจะมีความหมายว่างูใหญ่ที่มีหงอนเป็นสีทองและในความเชื่อของศาสนาฮินดูนาคถือเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งเทวะที่มีพลังอำนาจวิเศษมากมายเลย

ซึ่งมีความสามารถดลบันดาลทำให้เกิดสิ่งต่างๆอย่างมากมายทั้งในด้านที่ดี ตำนานพญานาคตามความเชื่อ และในด้านที่ไม่ดีและด้วยความที่ว่านาคนั้นได้เป็นกึ่งเทวะนาคจึงอาจจะสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้หรือจะแปลงกายเป็นมนุษย์กึ่งนาคหรือจะเป้นนาคที่เป็นงูที่มีขนาดตัวใหญ่มากๆแล้วก็มีหงาน

โดยตามความเชื่อแล้วนาคส่วนใหญ่เราเชื่อกันว่าน่าจะอาศัยอยู่เมืองบาดาลที่ภายในเมืองบาดลจะเต็มไปด้วยอัญมณีอย่างเช่นทองคำเพชรพลอยและก็ทรัพย์สมบัติทางโลกอื่นๆอีกมากมายเลยทีเดียว

นอกจากนี้นาคยังมีความเกี่ยวพันธุ์กับแม้น้ำทะเลสาปทะเลหรือแม้แต่บ่อน้ำโดยพลังอำนาจของนาครวมถึงพิษของนาคด้วยทำให้บางพื้นที่ทำให้นาคอาจจะเป็นอันตรายกับมนุษย์ได้แต่ถึงอย่างไรก็ตามนาคก็มักจะปรากฏอยู่ในฐานะของความดีเสียมากกว่าและยังถือเป็นผู้บำเพ็ญศีลบารมีที่ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และเทวดาเอง

เพราะฉะนั้นแล้วในครั้งหนึ่งตามตำนานของศาสนาฮินดูเหล่าเทวดากับอสูรจะต้องกวนเกษียรสมุทรก็คือทะเลน้ำนมที่มีขนาดใหญ่โดยในครั้งนั้นได้มีพระญาวาสุกีซึ่งเป็นพญานาคได้เสียสละตัวเองมาเป็นเชื่อกรัดเขามันทระเพื่อที่จะให้เทวดาและอสูรดึงตัวเองในการหมุนเขาเพื่อที่จะกวนเกษียรสมุทรนั่นเอง

เนื่องจากนี้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ได้มีตำนานต่างๆเกิดขึ้นอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นตำนานเกี่ยวกับการเกิดของพระจันทร์พระอาทิตย์หรือแม้แต่ราหูรวมถึงของวิเศษตามตำนานอีกมากมายก็เกิดขึ้นภายในเหตุการณืนี้เช่นกันหรือแม้แต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับสัตว์ที่มีพิษต่างๆมากมายบนโลกของเรา

โดยบางความเชื่อนั่นก็ได้เชื่อกันว่าในการกวนเกษียรสมุทรใมนครั้งนั้นพระญาวาสุกีที่ตนจะต้องถูดตึงอย่างรุนแรงทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมหาศาลจนตัวเองต้องพ่นพิษออกมาอย่างมากมายและก็ได้มีสัตว์จำพวกงูแมงป่องตะขาบอะไรพวกนี้ได้เข้าไปกินพิษของพระญาวาสุกีจึงทำให้สัตว์เหล่านี้มีพิษตามตำนานบางเรื่อง

ดังนี้เราต้องขอบอกกับทุกคนก่อนว่าเรื่องราวตำนานความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคมันได้มีอยู่หลายแบบมากโดยมักจะแตกต่างกันออกไปในบางส่วนแล้วแต่พื้นที่นั้นๆและความเชื่อที่เกี่ยวกับพญานาคของไทยเราเราโดยจะมีตระกูลใหญ่ด้วยกันนั่นก็คือตระกูลวิรูปักษ์พญานาคที่มีสีทองการเกิดของพญานาคนั้นได้เกิดมาแบบโอปปาติกะเกิดแล้วโตทันที

 

สนับสนุนโดย.    ufabetฝ่ายบริการ

ตำนานพญานาคเคยปกครองเมืองสยาม

ตำนานพญานาค ซึ่งพญาบาดาลก็ได้ส่งลูกขึ้นมาให้ปรนนิบัติพระเจ้ากรุงสุโขทัยได้กลายร่างมากเป็นหญิงได้ไปปรนนิบัติพระเจ้ากรุงสุโขทัยจนกระทั่งตัวเองท้องท่านก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงอุส่าหนีมาบำเพ็ญศลีอยู่ในป่าแต่ก็ไม่เป้นไรพระเจ้ากรุงสุโขทัยก็รักนางมากและบอกว่าจะพานางกลับไปยังวัง

นอกจากนี้ถ้าหากว่าท่านได้พากลับไปทั้งที่ได้ออกมาบำเพ็ญศลีคนในวังก็ไม่รู้จะทำยังก็เลยบอกกับพญานาคว่าพี่จะขอกลับวังไปสัก7วันเสร็จแล้วก็จะกลับมารับเข้าไปอยู่ในวังเช่นกันรับผ้าแดงกับแหวนไปแล้วกันรับประกันว่าพี่จะกลับมาหาน้องแน่ๆก็ได้ให้ของไว้กับนาคสาวและได้กลับกรุงสุโขทัยไป

เมื่อได้กลับมาถึงวังการบ้านการเมืองก็มีเยอะบวกกับสนมในวังก็เยอะจนหลัง7วันผ่านไปพระเจ้ากรุงสุโขทัยไม่ได้กลับมาหานาคสาวลืมไปแล้วนาคสาวตนนี้ก็ได้แต่รอและรู้สึกว่าไม่แน่ใจแล้วในตอนนั้นเองนางรู้สึกว่าตัวนางท้องแต่จะกลับไปใต้บาดาลที่ตั้งท้องอยู่ก็จะน่าเกียจ

ดังนั้นจึงคิดว่าจะเอาลูกออกแต่โชคดีที่เธอนั้นเป็นพญานาคไม่ต้องไปทำแท้งก็แค่ไปสำรอกออกมาพญานาคสาวก็เลยได้เดินทางไปริมแม่น้ำเสร็จแล้วก็สำรอกออกมาเป็นก้อนเลือดบางตำนานก็บอกว่าเป็นไข่แต่ในสำนวนที่อ่านมาว่ามันเป็นโลหิตจึงได้ทิ้งก้อนเลือดเอาไว้พร้อมกับผ้าและแหวนเสร็จแล้วก็กลายร่างกลับเมืองบาดาลไป

ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีคางคกหนึ่งตัวได้กระโดเข้ามาเสร็จจแล้วได้กินเข้าไปแต่มันได้เป็นก้อนเลือดของพญานาคและมีพิษทำให้คางคกตายแต่ทว่าร่างกายของคางคกมันยังสามารถขยับได้อยู่นั่นก็เพราะว่าก้อนเลือดที่อยู่ในท้องของคางคกมันคือเด็กวิเศษได้ใช้ร่างของคางคกเป็นหุ่นเชด

เนื่องจากนี้ได้มีสองตายายมีอาชีพหาปลาและเห็นผ้ากับแหวนตกก็ได้หยิบเอามาใช้เองเสียเลยเมื่อเอาเอาผ้าขึ้นมาก็พบคางคกตัวหนึ่งสบัดดทิ้งไปและเอาผ้ามาใช้และได้ร่องเรือจับปลาต่อและการจับปลาวันนั้นเหมือนดวงจะไม่ดีเอาเสียเลยจับยังไงก็จะได้แต่คางคกตัวเดิม

โดยคางคกตัวนี้ทำให้ตาโกรธจึงจับมันมาฆ่าจากนั้นคางคกได้บอกว่าตาจ๋าอย่าทำหนูเลยเอาข้าไปเลี้ยงและข้าจะดูแลปัดกวาดถูบ้านจึงทำให้สองตายายตกใจคิดว่ามันเป็นคางคกเทพแน่เลยจึงได้นำเอาคางคกนั้นมาเลี้ยงนำขึ้นมาแล้วพากลับบ้าน

 

สนับสนุนโดย.   gclub สล็อตฟรี

ประวัติของการ์ตูน

ประวัติของการ์ตูน ความเป็นมาของการ์ตูนที่เราดูหรืออ่านทุกๆวัน หลายๆคนอาจจะยังไม่รุ้ประวัติของมันเลย โดยการ์ตูนนั้นจะเริ่มมาจาก ค.ศ.ที่13 ของทวีป ยุโรป ช่วงเรเนซองต์ ซึ่งการ์ตูนนั้นมาจากภาษา อิตาลี คือคำว่า Catone(คาโตเน่) ซึ่งแปลว่า กระดาษผืนใหญ่ เพราะในสมัยนั้นจะยังเป็นงานศิลปะแบบ เฟรสโก้(Fresco)

ซึ่งเป็นงานแบบภาพแนว สีน้ำมัน และหลังจากนั้น ก็เกิดการ์ตูนของแต่ล่ะประเทศเพิ่มขึ้น และมีการพัฒนาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ล่ะประเทศ จนเป็นสิ่งที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มีการดำเนินเรื่องที่แสดงออกมาเป็นช่องสี่เหลี่ยม และมีการใส่คำพูดเข้าไปในตัวละครต่างๆ ในแต่ล่ะช่อง ซึ่งเรียกกันว่า คอมมิค

การ์ตูนของทางฝั่ง ยุโรป

การ์ตูนของทางยุโรปเริ่มกันที่ ค.ศ.ที่18 โดยมีสิ่งที่ยืนยันได้ก็คือภาพร่างการ์ตูนของ William Hogarth ซึ่งเป็นนักวาดการ์ตูนชาวอังกฤษ ในช่วงราวๆ ปี ค.ศ.1843 ซึ่งเป็นนิตยสารของ Punch เป็นการ์ตูนที่ส่อเสียดสังคม John Leech และเป็นหนังสือการ์ตูนเล่มแรกที่ตีพิมพ์ลงในสื่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ และในสมัยนั้นเป็นการ์ตูนเสียดสีการเมืองที่นิยมมากอีกด้วย และจากจุดนั้นเอง ทำให้เป็นประเทศต่างๆ เช่น เยอร์มัน จีน และประเทศอื่นๆ ก็เริ่มทำการตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนอีกด้วย

การ์ตูนของทางประเทศ ญี่ปุ่น

การ์ตูนของประเทศญี่ปุ่นนั้น ได้มีผู้ริเริ่มเขียนขึ้นมาหลังจากเหตุการณ์ สงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นและเรียกกันว่า มังงะ (Manga) [มังงะ(Manga)ในภาษาญี่ปุ่นจะแปลว่าความไม่แน่นอน] ซึ่งเป็นหรือพัฒนามาจาก อุคิโยเอะ(Ukiyoe) (อุคิโยเอะ(Ukiyoe) เป็นภาพเขียนของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีลักษณะที่สวยงาม เน้นที่ อารมณ์และความคิด มากกว่าที่จะเน้นลายเส้นและรูปร่างของตัวละคร)

และการนำภาพเขียนของทางตะวันตกมาผสมกัน และเกิดคำว่า มังงะ(Manga) และมังงะเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อว่า โฮคุไซ มังงะ(Hokusai Manga) และ งิงะ ที่เป็นภาพที่ล้อเลียน ศิลปิน12ท่าน ซึ่งดูและจะรุ้สึกคล้ายกับมังงะ

การ์ตูนของไทย

การ์ตูนของประเทศไทยนั้นจะเริ่มาจากการที่การวาดภาพบน ผนังวัดต่างๆ และหลังจากที่เริ่มมีการพัฒนาให้เข้ากับตะวันตกนั้นเอง และการ์ตูนไทยก็เริ่มที่จะมี เป็นรูปประกอบ ในเนื้อเรื่องของนิยาย และเรียกกันว่านิยายภาพ และการ์ตูนการเมืองในปี พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นยุคที่หนังสือการ์ตูนของไทยเป็นที่ยอดนิยม

และมีการตีพิมพ์เป็นอย่างมากใน หนังสือพิมพ์ วารสาร และในสมัยนั้นมีนักเขียนที่ขึ้นชื่ออยู่มาก เช่น เหม เวชกร และ จุก เบี้ยวสกุล และหลังจากนั้นก็ได้มีการตีพิมพ์ เป็นหนังสือการ์ตูนแยก เป็นเล่มล่ะ 1 บาท ซึ่งมีให้เลือกอ่านหลายแนวมากมาย เช่น แนวยองขวัญ ตลก เป็นต้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.   แจ้งฝาก-ถอน ufabet

ตำนานพระพุทธรูปกินสามเณร

               ตำนานพระพุทธรูปกินสามเณร  เกี่ยวกับตำนานเรื่องเล่าของพระพุทธรูปที่สามารถกินสามเณรได้นั้นเป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์  เบอร์เกิดขึ้นที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง  ซึ่งเรื่องนี้มีการเล่ากันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายมาเป็นนิทานปรัมปราและกลายมาเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงโด่งดังของวัดดังกล่าวอีกด้วย

        ตามตำนานว่ากันว่าวัดแห่งนี้แต่เดิมนั้นเป็นวัดที่ถูกปล่อยให้ทิ้ง รกร้าง  หลังจากนั้นก็มีพระธุดงค์องค์หนึ่งเดินทางมาเจอวัดร้างดังกล่าวแห่งนี้ซึ่งพระองค์นั้นมีชื่อว่าหลวงพ่อทอง  เมื่อหลวงพ่อทองเห็นจึงได้มีการเข้ามาบูรณะซ่อมแซมวัดร้างแห่งนี้ให้กลายมาเป็นวัดที่ชาวบ้านในพื้นที่สามารถมาทำบุญ  และมาปฏิบัติธรรมได้ นับจากนั้นเป็นต้นมาหลวงพ่อทองก็กลายมาเป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้และชาวบ้านก็พากันเดินทางมาทำบุญ 

          และเหตุการณ์ที่เกิดเป็นตำนานของพระพุทธรูปหินสามเณรเกิดขึ้นนับตั้งแต่วัดแห่งนี้มีการเปิดให้มีการบวชพระบวชเณรซึ่งมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นว่าในทุกๆคืนมักจะมีสามเณรหายออกจากวัดโดยที่ไม่มีทราบสาเหตุช่วงแรกๆพระลูกวัดรวมถึงเจ้าอาวาสต่างก็คิดกันว่าสามเณรเหล่านั้นที่หายออกไปจากวัดนั้นน่าจะคิดถึงบ้านจึงอาจจะกลับบ้านโดยที่ไม่บอกกล่าวกับพระองค์อื่นๆแต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีสัปเหร่อได้มาบอกกับทางด้านเจ้าอาวาสว่าเขาเกิดความสงสัยพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งอยู่ในโบสถ์โดยเขาสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีสามเณรหายออกจากวัดพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นจะมีรอยเลือดติดอยู่ตรงบริเวณปากและมีเศษจีวรติดอยู่ตรงบริเวณปากด้วย 

          ที่สำคัญเขาสังเกตเห็นว่าพระพุทธรูปองค์นั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นเมื่อจะเอาว่าได้ยินเรื่องนี้จึงได้เดินทางมาดูแล้วก็เห็นจริงว่าพระพุทธรูปมีขนาดใหญ่โตขึ้นจากเดิมมากอย่างนั้นชาวบ้านรวมถึงพระและเจ้าอาวาสจึงพากันมาแอบดูในช่วงเวลากลางคืนจึงเห็นว่าเมื่อมีสามเณรเดินผ่านมาตรงโบสถ์ดังกล่าวก็จะมีการถูกพระพุทธรูปดึงเข้าไปกิน  จึงทำให้ทุกคนเข้าใจทันทีว่าสามเณรที่หายไปนั้นไม่ได้กลับบ้านแต่ปู่พระพุทธรูปภายในโบสถ์ของวัดนั้นกินเข้าไป

           หลวงพ่อทองจึงได้มีการสวดคาถาอาคมและสั่งให้ช่างมาทำกรงขังเลยเอาเหล็กมาทำเป็นกองให้มีความแน่นหนาขายพระพุทธรูปเอาไว้และสั่งห้ามไม่ให้สามเณรเดินมาใกล้บริเวณโบสถ์ดังกล่าวไปนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรื่องราวของพระพุทธรูปกินสามเณรก็เป็นเรื่องราวที่มีการพูดถึงกันแต่ภายหลังจากที่มีการขังพระพุทธรูปเอาไว้ไม่มีเณรตายเรื่องราวเหล่านั้นจึงได้เลิกพูดถึงกันนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    Gclub ฟรี 500

ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย

      ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย  สำหรับกีฬาเปตองนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นกีฬาที่คนไทยให้ความนิยมเล่นกันแต่จริงๆแล้วต้นกำเนิดนั้นไม่ได้มาจากประเทศไทย  สำหรับกีฬาชนิดนี้ พึ่งเข้ามาสู่ประเทศไทยได้เมื่อช่วงประมาณปีพ.ศ 2518 เพียงเท่านั้นโดยคนที่นำมาบุกเบิกให้คนไทยได้รู้จักกีฬาเปตองกันนั้นก็คือนายจันทร์  โพยหาญ นั่นเอง 

     นายจันทร์  โพยหาญ เขาคือคนไทยคนแรกที่รู้จักกีฬาเปตองแล้วนำมาเผยแพร่ให้กับคนไทยได้รู้จักกันแต่ว่าในช่วงที่เขานำมาเผยแพร่ในครั้งแรกนั้นยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักและอุปกรณ์ในการเล่นก็ค่อนข้างขาดแคลนนั่นก็คือตัวลูกเปตองนั่นเองหลังจากนั้น นายจันทร์  โพยหาญ จึงได้ตัดสินใจชักชวนคนอื่นๆซึ่งเป็นนักธุรกิจที่เขาได้มีการประสานงานพูดคุยกันซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศไทยในขณะนั้นให้หันมารู้จักกีฬาชนิดนี้และร่วมกันเปิดธุรกิจลงทุนสั่งลูกเปตองมาขายในประเทศไทย

        นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเผยแพร่ให้คนไทยนั้นได้รู้จักกีฬาชนิดนี้และเล่นกีฬาชนิดนี้เป็นมีการขยายความรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาเปตองไปทั่วประเทศไทยตามจังหวัดต่างๆและส่งเสริมให้กีฬาเปตองนั้นกลายเป็นกีฬาของไทยอย่างหนึ่งที่ทุกคนนั้นเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ในการเล่นจนในที่สุดกีฬาเปตองก็ได้รับความสนใจและถูกบันทึกว่าเป็นกีฬาใหม่อย่างหนึ่งในเมืองไทยนั่นเอง 

        ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆนั้นคนจะรู้จักกีฬาเปตองน้อยทำให้การขายลูกเปตองนั้นขายไม่ค่อยได้แต่ทางด้านผู้บริหารของบริษัทที่มีการนำเบตงมาขายก็มองว่ามันสามารถที่จะดีได้ในอนาคตและกีฬาชนิดนี้จะเป็นกีฬาที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยดังนั้นพวกเขาจึงใช้วิธีการแจกลูกเปตองไปตามสถานที่ราชการต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถานีตำรวจรวมถึงทหารรวมทั้งสถานที่ที่เป็นเอกชนเพื่อให้เหล่าบรรดาข้าราชการและพนักงานเอกชนนั้นได้มีโอกาสทดลองเล่นกีฬาเปตอง

         หลังจากนั้นเมื่อทุกคนสามารถทราบวิธีการเล่นและมีความรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาเปตองแล้วก็เริ่มที่จะให้ความสนใจกันเยอะมากขึ้นจนถึงขนาดที่มีการจัดตั้งสมาคมเปตองขึ้นมาโดยการจัดตั้งสมาคมนั้นเกิดขึ้นในปีพศ 2519 มีการสนับสนุนกีฬาชนิดนี้อย่างกว้างขวางและกีฬาชนิดนี้ยังเป็นกีฬาที่ถูกนำไปให้บรรดาข้าราชบริพารของสมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนีเล่นอีกด้วย

       ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นสนุกสนานเพลิดเพลินกับกีฬาชนิดนี้จนกีฬาเปตองกลายเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเลยทีเดียว  ถึงขนาดที่ทำให้พระองค์นั้นรับเอาสมาคมกีฬาเบตงมาไว้ในการอุปถัมภ์และมีการพัฒนากีฬาชนิดนี้อย่างต่อเนื่องและมีการส่งเสริมให้มีการฝึกเล่นกีฬาชนิดนี้และส่งไปแข่งขันกับต่างประเทศ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    Gclub ฝากขั้นต่ำ50

แก๊ง MS13เถื่อนที่สุดในสหรัฐอเมริกาในปี 1980

จะมีใครเชื่อหรือไม่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะเป็นประเทศที่มีสถิติการก่ออาชญากรรมที่สูงและสาเหตุหลักๆที่เขาพากันทำเลยก็คือการมี แก๊ง MS13เถื่อนที่สุด เสรีภาพมากเกินไปมันไม่มีกฎหมายการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดพอมีเงินแล้วก็จบแค่นั้นแต่กฎหมายบ้านเขาค่อนข้างหนักอยู่พอสมควรเลยและยังได้มีเชื้อชาติที่หลากหลายอยู่ภายในประเทศที่ได้พากันอพยพมายังอเมริกาแล้วก็ไม่มีงานทำ

ซึ่งปัญหามันก็เลยเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควรท้ายที่สุดแล้วนั้นก็เลือกเส้นทางลูกผู้ชายกันหมดเพราะว่ามันไม่มีทางเลือกยังไงพร้อมแล้วเราไปดูแก็งMS13กันเลย

นอกเหนือจากแก็งเจ้าพ่อผู้เปี่ยมล้นไปด้วยบารมีเงินมันก็ได้มีแก็งอื่นๆที่มีอิทธิพลต่างๆมากมายเลยไม่ว่าจะเป็นแก็งเล็กแก็งน้อยมีเกิดขึ้นอยู่หลายกลุ่มโดยกิจกรรมส่วนใหญ่ของแก็งทั้งหลายก็มีอยู่เยอะแยะและนี่ก็คือหนึ่งในนั้นคือ MS13กิจกรรมที่ได้พูดไปก่อนหน้านี้ของแก็งเลยก็คือการค้ายาโจรกรรมขู่เข็นเรียกค่าคุ้มครองขายอาวุธพ่นสีกำแพงและทำร้ายร่างกาย

เนื่องจากนี้เราเชื่อว่าพวกเราหลายคนคงจะรู้จักแก็งนี้อยู่พอสมควร MS13ถูกตั้งขึ้นมาภายในปี1980หรือประมาณ40ปีที่แล้วนั่นเองส่วนอาณาเขตของแก๊งดังกล่าวที่ปกครองไปนั่นก็มีตั้งแต่อเมริกาเหนือแล้วก็รากยาวไปถึงอเมริกาใต้สมาชิกมีประมาณ1แสนคนกว่าๆโดยประมาณ

เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเชื่อหรือไม่แก๊ง MS13มีอยู่ทั่วรัฐสหรัฐอเมริกากว่า50รัฐด้วยกันส่วนจุดเรื่อมต้นของ MS13เริ่มขึ้นจากสนามเด็กเล่นธรรมดาในบริเวณบ้านพักของผู้ลี้ภัยชาวสอดอเลียนภายในปี1980จนถึงปี1992ของประเทศดังกล่าวนี้ได้มีปัญหาภายในประเทศเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมาทำให้มีการฆ่าล้างโคตรคนในชาติของตัวเองระหว่างภายรัฐบาลหรือหน่วยราดสังหาร

ซึ่งในช่วงหลัง12ปีที่พี่น้อยร่วมชาติต้องล้มตายไปกว่า75,000คน

ประชาชนกว่า1ล้านคนต้องไร้บ้านไม่มีที่พักอาศัยมันก็เลยทำให้พี่น้อยหลายคนต้องพากันอพยพไปกันในหลายประเทศและประเทศร่วมใหญ่ก็เป็นสหรัฐอเมริกาแล้วก็แคนาดาและจุดกำเนิดเกิดขึ้นในลอสแอนเจลิสในปี1980

โดยในช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาสังคมก็เดือดกันอยู่เขาเกียจทุกอย่างเลยไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติสีผิวและถ้าคนเชื้อชาติอื่นได้อาศัยอยู่ในชุมชนคนผิวขาวเยอะคนผิวขาวขายบ้านหนีเลยเพราะว่าพวกเขานั้นคิดว่าคนพวกนี้มันโหดเถื่อนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้เขาเลิกฮิตอะไรแบบนี้ไปกันหรือยังและคนที่อพยพมาอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวก็ถูกทำร้ายร่างกายเป็นว่าเล่นกันเลยชาวสอดอเลียนโดนทุกอย่าง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เปิดยูส ขั้นต่ำ 100

ตำนานเสือสมิง

ตำนานเสือสมิง โดยเจ้าเสือสมิงนี้ถ้าได้มองเผินๆแล้วมันก็จะน่าตาเหมือนกับเสือโคร่งแต่ทว่ามันจะเป็นเสื้อที่ดุดกว่าและมันก็มีนิสัยที่ชอบล่าคนเพื่อความสนุกสนานมากกว่าจะล่าไปเป็นอาหารทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่ามันเป็นเสือที่มีพละกำลังมหาสาร

นอกจากนั้นมันยังเป็นเสื้อที่มีสติปัญญาฉลาดแล้วก็การใช้เวทมนต์ทำให้มันแตกต่างไปจากเสือทั่วไปและในสกิลที่มันมีนั้นอย่างใช้การแปลงร่างที่จะทำให้การล่าเหยื่อของมันดูซับซ้อนไปมากกว่าสัตว์ป่าธรรมดาว่ากันว่าในความฉลาดของมันนั้นได้ทำให้พรานป่าที่มากฝีมือหลายๆคนต้องจบชีวิตกันมาแล้ว

ซึ่งในวิธีส่วนใหญ่ที่ใช้ก็จะเป็นวิธีแบบธรรมดาไม่ต้องออกไปล่าเหยื่อให้เสียแรงเหมือนกับเสือทั่วไปมันจะใช้การปลอมตัวแล้วก็ออกหาล่าเหยื่อในตอนกลางคืนหลังจากที่ปลอมตัวเป็นญาติหรือว่าคนรู้จักของคนๆนั้นแล้วมันก็จะไปหลอกล่อให้ผู้เคราะห์ร้ายนั้นต้องแยกตัวออกจากกลุ่มผู้ที่เดินป่า

เมื่อคนเหล่านั้นเชื่อแล้วได้เดินไปหาเสือโดยเสือมันก็จะกัดได้ง่ายอย่างทีเดียวเลยและความน่ากลัวของมันอีกอย่างหนึ่งก็คือถ้าหากว่าเจ้าเสือตัวนี้ได้มีเลเวลสูงมากพออาวุธธรรมดาจะไม่สามารถทำอะไรกับมันได้เลยจะต้องใช้กระสุนลงอาคมเท่านั้น

ดังนั้นหนึ่งในเรื่องเล่าของเสือสมิงเลยก็คือมีพรานป่าคนหนึ่งได้ออกไปหาล่าสัตว์อยู่ภายในป่าเขาก็ไม่ได้เป็นพรานป่าธรรมดาเป็นพรานป่าที่มีฝีมือสูงอีกด้วยเวลาที่พรานป่าได้ออกไปค้างแรมกันในป่าเขาก็จะไม่นอนกันตามพื้นพรานเขาก็จะไปหาทำที่ขนาดเล็กๆบนที่สูงเหนือจากพื้นดินเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายอันตรายตั้งแต่มดงูที่จะมาฉกหรือว่าสัตว์ที่จะมาลากเอาไปกินในมื้อดึก

นอกจากนี้พรานทั้งสองคนเขาก็ได้ทำแบบก็ไปสร้างเพลิงอะไรเอาไว้อยู่ข้างบนต้นไม้และแล้วเมื่อตะวันลับขอบฟ้าพรายเหล่านี้เขาก็จะไปพักผ่อนกันแต่แล้วนายพรายคนหนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงร้องแปลกๆดังออกมาจากด้านล่างและเสียงนั้นก็ไม่ใช่เสียของใครอื่นเป็นเสียงของเมียนายพรายผู้นั้นเองได้มาบอกว่าลูกชายของนายพรานนอนป่วยอยู่ที่บ้านเขาจึงอยากให้นายพรานผู้นั้นรีบกลับไปดูลูก

ซึ่งในตอนแรกเองนายพรายก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกเขาก็ไม่ได้ตามเมียไปพอพูดแบบนี้แล้วเมียก็งอลกลับไปเมื่อพรายป่าได้เห็นแบบนี้แล้วก็เกิดอาการกลัวเมียขึ้นมากลัวว่ากลับไปบ้านแล้วจะโตตีหัวเลยรีบกลับบ้านไปตามที่เมียบอกจากนั้นก้มีเพื่อนมาเตือนสติก็เลยได้สติโชคดีที่ไม่ตามไปไม่อย่างนั้นได้กลายเป็นศพแน่ๆ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   ufabet ฝาก-ถอน เอง

ตำนาน ตระกูลฮิมุโระ

สำหรับคนประเทศญี่ปุ่นย่อมเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับตระกูลฮิมุโระและอาจจะเคยเห็นหรือเคยไปชมคฤหาสน์ฮิมุโระกันมาแล้ว  ตำนาน ตระกูลฮิมุโระ  ซึ่งตระกูลนี้เป็นตระกูลเก่าแก่มีอายุเกินกว่า 100 ปีมาแล้วโดยปัจจุบันนี้ตระกูลนี้ไม่มีสมาชิกหรือผู้สืบทอดตระกูลแล้วนั่นเองสำหรับตำนานของตระกูลฮิมุโระนั้นว่ากันว่าตระกูลฮิมุโระมีคฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่บนภูเขา

อยู่ท่ามกลางธรรมชาติโดยภายในบริเวณใต้ดินของคฤหาสน์แห่งนี้

ตำนาน ตระกูลฮิมุโระ นั้นว่ากันว่าจะมีประตูที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณอยู่และคนในตระกูลฮิมุโระ จะมีหน้าที่ที่จะคอยขัดขวางไม่ให้วิญญาณร้ายมายังโลกมนุษย์ได้โดยตระกูลนี้จะมีการทำพิธีทุกๆ 50 ปีซึ่งพิธีกรรมที่ว่านี้เป็นพิธีกรรมที่ชื่อว่าพิธีรัดคอ

             โดยความเชื่อของคนในตระกูลเชื่อว่าทุกๆ 50 ปีนั้นจะต้องมีการนำหญิงสาวที่ยังคงความบริสุทธิ์เอาไว้ไปทำการสังเวยชีวิตเพื่อป้องกันไม่ให้ปีศาจร้ายข้ามมายังโลกมนุษย์ได้ซึ่งวิธีการทำพิธีกรรมนั้นก็คือพวกเขาจะต้องมีการคัดเลือกเด็กสาวเอาไว้ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กๆหลังจากนั้นเด็กสาวคนนั้นก็จะถูกนำไปเลี้ยงแยกกับคนอื่นๆไม่ให้พบปะหรือเจอกับผู้คนเพื่อป้องกันเด็กสาวมีความรักและป้องกันเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้เด็กสาวนั้นกลายเป็นเด็กสาวที่ไม่ใช่เด็กบริสุทธิ์นั่นเอง

สำหรับพิธีกรรมที่ว่านี้เมื่อถึงวันทำพิธีกรรมเด็กสาวจะถูกนำมายืนอยู่ตรงกลางแล้วมีเชือกมัดทั้งหมด 5 จุดด้วยกัน

เลยจะเอาเชือกมัดที่ขาทั้งสองข้างและที่แขนทั้งสองข้างแล้วก็มาที่คออีกฝั่งนึงของเชือกนั้นก็จะผูกติดไว้กับม้าเพื่อให้ม้านั้นดึงร่างของเด็กสาวจนฉีกขาดและเมื่อเชื่อเปียกชุ่มไปด้วยเรื่อยๆคนในตระกูลฮิมุโระ จะนำเชือกนั้นไปไว้ตรงบริเวณประตูทางเข้าซึ่งเป็นประตูเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกปีศาจนั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามว่ากันว่ามีเหตุการณ์ล่าสุดที่เด็กสาวที่พวกเขาเลี้ยงไว้นั้นเกิดแอบไปหลงรักกับเด็กหนุ่มทำให้เขาจับได้และทางผู้นำตระกูลฮิมุโระ  มองว่าพิธีกรรมนั้นคงไม่สามารถยับยั้งปีศาจได้เพราะว่าหญิงสาวไม่บริสุทธิ์แล้วดังนั้นเพื่อเป็นการไถ่โทษเขาจึงได้มีการฆ่าทุกคนในตระกูลของเขาด้วยการใช้ดาบซามูไรฟันจนเสียชีวิตเพื่อเป็นการสังเวยความผิดของคนในตระกูล

                หลังจากนั้นก็นำหญิงสาวที่แอบไปมีความรักคนนั้นมาทำพิธีกรรมด้วยการเข้าพิธีรัดคอหลังจากที่ทำพิธีกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ฆ่าตัวตายตามคนในตระกูลไปซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คฤหาสน์ของตระกูลฮิมุโระ ก็กลายเป็นคฤหาสน์ร้างและถึงแม้ว่าจะมีตระกูลอื่นมาอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์แห่งนี้แต่ก็มักจะเจอเรื่องราวน่ากลัวจนไม่มีใครสามารถอยู่ได้นั่นเอง 

 

สนับสนุนโดย.   ufabet ฝากเงิน ออโต้

ตํานาน เกาะหนูเกาะแมวและ หาดทรายแก้ว

ตํานาน เกาะหนูเกาะแมว และหาดทรายแก้วนั้นเป็นตำนานที่โด่งดังมากในจังหวัดสงขลาเนื่องจากว่าที่จังหวัดแห่งนี้นั้นมีเกาะที่อยู่กลางทะเลที่ชื่อว่าเกาะหนูเกาะแมวและยังมีชื่อชายหาดที่ชื่อว่าหาดทรายแก้วอยู่ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสงขลาในปัจจุบันนี้เอง

           โดยตำนานมีการพูดถึงตั้งแต่สมัยประเทศจีนมาค้าขายในประเทศไทยในยุคแรกๆโดยระบุว่ามีพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งได้มีการขนสินค้ามาทางเรือสำเภาล่องมาตามทะเลเพื่อนำสินค้านั้นมาขายให้กับคนไทยโดยมาขายสินค้าที่จังหวัดสงขลาซึ่งในสมัยโบราณนั้นยังเป็นการเรียกเพียงแค่ชื่อว่าเมืองสงขลาเพียงเท่านั้นเองและเมื่อพ่อค้าชาวจีนขายสินค้าหมดเรียบร้อยแล้วแต่ยังเหลือเวลาก่อนที่จะกลับเมืองจีนเขาจึงได้มีการลงมาเดินเล่นที่ตลาดขายของในเมืองสงขลา

              ระหว่างที่กำลังเลือกเดินซื้อของอยู่นั้นปรากฏว่าเขาเห็นว่ามีพ่อค้าคนหนึ่งนำแมวและหมามาใส่กรงขายเอาไว้ซึ่งหน้าตาของแมวและหมาคู่นั้นดูแล้วน่าตาน่ารักมากเขาจึงซื้อหมาและแมวคู่นั้นกับไปเพื่อที่จะเอาไปให้คนที่เมืองจีนนั่นเองหลังจากนั้นเขาก็ได้มีการล่องเรือสำเภาออกท้องทะเลเพื่อที่จะกลับไปเมืองจีนระหว่างที่ร้องเรืออยู่นั้นปรากฏว่าทั้งหมาและแมวได้ยินลูกเรือพูดถึงแก้ววิเศษ

             ซึ่งเป็นลูกแก้วของพ่อค้าชาวจีนโดยความวิเศษของมันนั่นก็คือหากใครที่ถือแก้ววิเศษนี้แล้วจะไม่จมน้ำทำให้หมาและแมวซึ่งอยู่บนเรือสำเภามานานแล้วเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่อยากที่จะเดินทางไปเมืองจีนต้องการที่จะไปขโมยลูกแก้ววิเศษดังกล่าวเพื่อที่จะได้ว่ายน้ำกลับไปยังเมืองสงขลาได้ดังนั้นพวกมันจึงพากันวางแผนที่จะขโมยลูกแก้ววิเศษนั้นเอง 

        ทางด้านแมวก็เสนอให้หนูเป็นผู้ไปขโมย  ดังนั้นหลังจากที่หนูขโมยลูกแก้ววิเศษมาให้ได้แล้วมันจึงนำลูกแก้ววิเศษนั้นมาให้หมากับแมว โดยแมวได้อนุญาตให้หนูตามขึ้นฝั่งไปด้วยซึ่งหนูเป็นตัวที่อมลูกแก้ววิเศษเอาไว้โดยมีหมาและแมวกับร่างกายของหนูเพื่อไม่ให้จมน้ำทะเลแต่ระหว่างที่อยู่กลางทะเลนั้นเองหนูก็คิดขึ้นมาได้ว่าถ้าหากว่ามันขึ้นฝั่งได้แล้วแมวอาจจะฆ่ามันตายก็ได้ดังนั้นมันจึงคิดกันหนีขึ้นฝั่งเพียงลำพังโดยจะปล่อยให้แมวและหมาจมน้ำทะเลตาย

           ในขณะเดียวกันทางด้านแมวก็อยากจะเป็นผู้ครอบครองแก้ววิเศษแต่เพียงผู้เดียว และแล้วเรื่องราวก็เกิดขึ้นเมื่อแมวพยายามที่จะแย่งแก้ววิเศษจากปากหนูทำให้แก้ววิเศษนั้นร่วงออกจากปากของหนูตกลงในท้องทะเลส่งผลทำให้หนูกับแมวและหมาจมน้ำตายในที่สุดซึ่งซากศพของแมวและหนูกลายมาเป็นเกาะหนูเกาะแมวในปัจจุบันนั้นเอง 

           ในขณะที่หมานั้นมันสามารถว่ายน้ำได้มาถึงฝั่งแต่ว่ามันก็ตายเมื่อมันมาถึงฝั่งทันทีทำให้ตรงบริเวณอ่าวสงขลานั้นถูกเรียกว่าเขาตังกวนและลูกแก้วที่ตกลงไปในท้องทะเลนั้นก็ถูกขึ้นของท้องทะเลซัดจนแก้วแตกกระจัดกระจายกลายเป็นเม็ดทรายและถูกน้ำทะเลซัดขึ้นมาเลยบนชายหาดทำให้สถานที่ดังกล่าวนั้นถูกเรียกว่าหาดทรายแก้วนั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.   Ufabet เข้าสู่ระบบ