จิตรกรรมและประติมากรรมของไทย เป็นอย่างไรในปัจจุบัน

ถึงแม้ว่าศิลปะของไทยในด้านจิตรกรรมและประติมากรรม จะมีความเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมากเพียงใด แต่ก็ยังโดดเด่นอยู่ในกรอบเดิมๆ และยังไม่ได้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่างแท้จริง แล้วรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดที่กั้นขวางอยู่ วันนี้เรามี 2 ด้าน ที่ศิลปะไทยในด้านจิตรกรรมและประติมากรรมควรจะปรับปรุงมาฝากกัน 

ด้านที่หนึ่ง 

ศิลปะของไทยเรา ไม่เปิดกว้าง หรือยินยอมที่จะปรับให้สามารถเข้ากับสังคมแบบสมัยใหม่ได้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะศิลปะของเรามีการตีกรอบ ตีเส้น มีข้อกำหนด หรือกฎเกณฑ์อยู่มากมาย ซึ่งจริงๆ แล้ว คำว่า ศิลปะ หรือสิ่งใดที่ได้ขึ้นชื่อว่าศิลปะ  ไม่สมควรมีข้อผูกพันธ์ด้วยข้อกำหนดอะไรก็ตามเลย การชื่นชมงานศิลปะในไทยยังคงอยู่ในวงที่แคบ ยึดติดกับสิ่งเดิมๆ แล้วก็กลายเป็นค่าความนิยม ทั้งๆ ที่กฎเกณฑ์นั้นมาจากบุคคลเพียงไม่กี่คน หรือบางกลุ่ม 

โดยความเป็นจริงแล้ว ค่าของงานศิลปะไม่สมควรถูกตีค่าโดยนักแสดงศิลปะไทย หรือคนภายในแวดวงเพียงแค่นั้น เเต่คนธรรมดาทั่วไป ก็มีสิทธิ์ที่จะชื่นชอบและถูกใจงานศิลปะในแบบที่แตกต่างจากเดิมได้  มีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมสำหรับการตีค่างานศิลปะได้ด้วยเหมือนกัน

เมื่อศิลป์ไทยยังถูกตีกรอบตามเดิมอย่างที่เป็นค่านิยมตามกันมา การสร้างสรรค์งานศิลป์ที่หลากหลายก็เลยมีปัญหา แบบนี้หากจะพูดว่าเด็กเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสนใจงานศิลปะไทย หรือโทษเด็กๆ อย่างเดียวคงไม่ได้ ในเมื่อการเข้าถึงยังคงมีความสลับซับซ้อน และถูกบดบังโดยคนเฉพาะกลุ่มอยู่

 

ด้านที่สอง

ศิลปะไทยไม่ทันบริบทของโลก และเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

โลกใบนี้ได้หมุนไปทุกวัน การพัฒนาสิ่งต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมายเช่นกัน จนตอนนี้เราได้พัฒนามาจนถึงสังคมดิจิทัลแล้ว คนภายในแวดวงศิลปะไทยยังมีความรู้เดิมๆ และไม่ค่อยเปิดรับที่จะรู้เรื่องในเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีอยู่มาก เมื่อขาดความเข้าใจด้านนี้ ศิลปะไทยจึงราวกับเป็นคนที่วิ่งย่ำอยู่ตำแหน่งเดิม ไม่เดินหน้า ไปซ้าย หรือขวา  ยิ่งกว่านั้นแล้ว ตัวนักแสดงศิลปะไทยบางคนยังไม่ยินยอมเปิดใจรับกับความรู้ใหม่ๆ ยังคงตีกรอบในแบบเก่าอยู่ นักแสดงรุ่นเก่า จึงจำต้องปรับปรุงตนเองใหม่ให้ไว และเรียนรู้ปรับปรุงตามการเปลี่ยนเเปลงของโลกให้ได้

 

หนทางใหม่ที่จะทำให้ศิลปะไทย เป็นที่รู้จักยอมรับไปทั่วโลก คือ การรับการเปลี่ยนแปลงของโลก เเล้วพร้อมที่จะก้าวไปกับมัน การเปิดเผยผลงาน ไม่หวงแหนวิชาความรู้ สร้างแรงผลักดัน โดยใช้พื้นที่สื่อออนไลน์ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ามาช่วย เพื่อให้ผลงานนั้นไม่ล้าหลัง และพัฒนาอยู่เสมอเพื่ออยู่รอด และเฉิดฉาย

หากเราลองพัฒนาผลงานทางด้านศิลปะแล้วหลุดออกมาจากกรอบเดิมๆ ทุกท่านจะเห็นได้เลยว่า แท้จริงแล้ว ศิลปะไทยยังสามารถไปต่อได้อีก

 

 

สนับสนุนโดย  จีคลับคาสิโนออนไลน์

ตำนาน นายดั้นคนตาบอด

เมื่อนานมาแล้วสมัยที่คนยังห่มผ้านุ่งนุ่งโจงกระเบน ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเขานั้นชื่อว่าดั้น เท่านั้นเป็นคนที่ป่วยเป็นโรคตาบอดใสซึ่งเป็นอาการของคนที่ตาบอดแต่จะสามารถลืมตาได้และสามารถหลอกคนอื่นได้ว่าตัวเองไม่ได้ตาบอดเพราะว่าเดินทางของพวกเขานั้นเปรียบเสมือนกับว่าพวกเขานั้นไม่ได้ตาบอดแต่ยังคงลืมตาอยู่ในช่วงเวลานั้นเอง เขาเองนั้นได้ตกหลุมรักกับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่านางริงไร ใจเธอนั้นเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านเขาได้ยินชื่อสิ่งของเธอจึงตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจังเธอนั้น

เป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านเขาได้ยินชื่อสิ่งของเธอจึงตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจังโดย เขานั้นได้ขอให้ครอบครัวพาเขาไปสู่ขอนางริงไร โดยฝ่ายเธอเองซึ่งเป็นหญิงสาวนั้นไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยเป็นชายหนุ่มที่เป็นโรคตาบอดใสเธอจึงแต่งงานกับเขาไปอาศัยอยู่ด้วยกัน 1 อาทิตย์ช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงเวลาที่หญิงสาวได้ลงไปตากผ้าที่หลังบ้านและฝ่ายชายเองนั้นซึ่งก็คือนายดั้นได้หิวข้าวจึงเดินทางเข้าไปในห้องครัวของบ้านและพยายามจะยึดหม้อข้าว

แต่เนื่องจากเขาตาบอดมือของเขาจึงได้จัดโดยหม้อข้าวทำให้มันตกลงพื้นเข้ากระจัดกระจายเต็มไปหมดฝ่ายนางริงไร ไม่ได้ยินเสียงของตกเธอจึงรีบขึ้นมาและเห็นว่านาย ดั้นสามีของเธอ ได้ยินอยู่ตรงที่ข้าวนั้นกระจัดกระจายเธอจึงถามสามีของเธอว่าเทข้าวลงพื้นทำไมเขาจึงแก้ไขสถานการณ์โดยการหลอกภรรยาเขาไปว่าที่เขานั้น ทำข้าวตกลงไปเยอะแบบนี้ก็เพราะว่าเขานั้นต้องการที่จะให้ไก่ มากินข้าวและฝ่ายภรรยาเองก็เชื่อจึงได้เดินทางไปตากผ้าต่อที่หลังบ้านอีกวันหนึ่งชายหนุ่มก็ถูกภรรยาสั่งให้ไปนำวัวควายไว้ไถนา

ซึ่งเขานั้นก็ทำตามแต่เนื่องจากที่เขานั้นป่วยเป็นโรคตาบอดใสและมองอะไรไม่เห็นน่าจะทำให้เขานั้นไม่สามารถบังคับวัวได้เขาจึงตกลงไปในแม่น้ำแห่งนึงที่น้ำน้ำไหลไม่เชี่ยวมากแล้วจ้ามัวก็ได้หนีเข้าป่าไปช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงเวลาที่มีเสียงลมพัด ทำให้เขานั้นคิดว่าเสียงลมพัดที่กระทบกับใบไม้นั้นก็คือเสียงของเจ้าวัวหรือควายที่วิ่งเข้าไปในป่าเขาจึงพยายามสาดน้ำไปทางป่าภรรยาของ เขาก็เดินมาหาและถามว่าทำไมเขาก็บอกว่าทุ่งนาของพวกเขานั้นแห้งเหี่ยวเขาจะพยายามสาดน้ำใส่ด้วยความที่ภรรยาไม่รู้อะไรภรรยาจึงเชื่อและเดินทางกลับบ้านไปทำอาหารมีอยู่วันหนึ่งที่นายดั้น อยากกินหมาก

เขาจึงถามภรรยาว่าหมากอยู่ไหนฝ่ายภรรยาเองนั้นก็ตอบว่าอยู่ที่โต๊ะกินข้าวแต่เนื่องจากเขาเองนั้นมองไม่เห็นเขาจะไม่สามารถที่จะหาได้เจอเขาจึงคิดว่ามันไม่ได้มีหมากอยู่บนโต๊ะจริงๆ เขาจึงท้ากับภรรยาของตัวเองว่าหากภรรยาของเขา เดินมาที่โต๊ะกินข้าวและเห็นว่ามีหมากอยู่เขาก็ยอมที่จะให้ภรรยานั้นนำปูนมาถูที่ตาของเขาเลยด้วยความที่ ภรรยารีบเดินมาได้เห็นว่ามีหมากอยู่ที่โต๊ะด้วยความที่เธอโมโห

เธอจึงรีบ เอาปูน ไปถูหน้าของสามี ฝ่ายชายจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการบอกว่าที่ภรรยาทำแบบนี้จึงทำให้เขานั้นตาบอดภรรยาจึงได้จ้างหมอที่เก่งที่สุดในโลกมารักษาโดยสุดท้ายนั้นเขาก็สามารถรักษาตาของเขาได้ในที่สุดและเขาก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้

ในตำนานนี่นั้นเป็นตำนานที่คนเฒ่าคนแก่เล่ากันมาจะสอนให้กับลูกหลานตัวเองในตำนานนี้นั้นให้ข้อคิดว่าเมื่อมีปัญหาเราจะต้องสงบสติและคิดวิธีแก้ปัญหาให้ดีที่สุด

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   แทงบอลออนไลน์

ตํานานหมู่บ้านลัดดาแลนด์

        หมู่บ้านลัดดาแลนด์ก่อนที่จะกลายมาเป็นตำนานหมู่บ้านผีสิงนั้นเลยกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีคนอยู่อาศัยโดยมีเจ้าของที่ดินก็คือคุณนายรัชดา   พันธาภา  ซึ่งในสมัยปี 2520 นั้นเธอเป็นเจ้าของที่ดินและมีความร่ำรวยเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งโดยเธอมีความคิดว่าจะใช้พื้นที่ดินของเธอนี้สร้างหมู่บ้านขนาดใหญ่สำหรับรองรับคนที่เป็นไฮโซและมีเงินพอที่จะซื้อหมู่บ้านในราคาหลายร้อยล้านของเธอ

ดังนั้นเธอจึงได้มีการลงทุนจำนวนเงินมหาศาลสร้างหมู่บ้านนี้ขึ้นมาและแน่นอนว่าด้วยความสวยงามและความทันสมัยและเป็นหมู่บ้านแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่จึงทำให้มีผู้คนต่างสนใจมาซื้อหมู่บ้านนี้โดยประกาศขายแค่เพียงไม่นานก็สามารถขายได้หมดทุกหลังอย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการเข้าอยู่ของชาวบ้านที่มีการซื้อหมู่บ้านในโครงการของรัฐดาแลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุขเรื่อยมาจนอยู่มาวันหนึ่งได้มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นกับบ้านหลังหนึ่งซึ่งถูกโจรนั้นขึ้นขโมยทรัพย์สินและค่าเจ้าของบ้านตายทั้งหมด

ซึ่งเหตุการณ์ที่บ้านหลังดังกล่าวนั้นถูกโจรขึ้นขโมยทรัพย์สินไม่มีใครได้ยินเนื่องจากว่าในคืนนั้นมีฝนตกหนักและหลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็มักจะพบเจอกับเรื่องราวความน่ากลัวทุกค่ำคืนเมื่อบางคืนพวกเขาก็จะได้ยินเสียงคนหัวเราะออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวทั้งๆที่หลังจากที่มีคนตายแล้วก็ไม่มีใครเข้าไปอยู่อีกเธอหรือบางคืนก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้และกรีดร้องโหยหวนก็มีชาวบ้านที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามหรือว่าบ้านบริเวณใกล้เคียงต่างก็พากันหวาดกลัวเพราะบางวันนั้นก็เห็นว่าวิญญาณของคนที่ตายในบ้านหลังดังกล่าวออกมายืนรดน้ำต้นไม้รวมถึงมาคอยหลอกหลอนคนที่เดินผ่านไปมาในช่วงเวลาค่ำคืนและไม่เพียง

เฉพาะในซอยนั้นเท่านั้นวิญญาณของคนตายนั้นยังไปหลอกหลอนคนในซอยอื่นๆทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวจนในที่สุดชาวบ้านก็พากันย้ายออกจากหมู่บ้านหลังดังกล่าวจึงทำให้หมู่บ้านหลังดังกล่าวนั้นกลายเป็นหมู่บ้านร้างนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

      อย่างไรก็ตามความน่ากลัวของเรื่องเล่านี้ยังคงเป็นตำนานที่เล่าขานกันมาถึงแม้ว่าเวลานั้นจะผ่านมา 40 กว่าปีแล้วก็ตาม ปัจจุบันหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นถูกนำมาปรับปรุงใหม่และถูกนำมาขายใหม่จนปัจจุบันนี้มีคนย้ายเข้าไปอยู่หมู่บ้านลัดดาแลนด์ที่เคยมีประวัติน่ากลัวนี้กันเต็มในตอนนี้นั้นไม่มีความน่ากลัวหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

 

สนับสนุนโดย  เว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์

ตำนานมะเมียะ

           สำหรับตำนานความรักมะเมียะนี้เป็นเรื่องราวของความรักของเจ้านายชั้นสูงของประเทศไทยที่ปกครองเมืองเชียงใหม่ซึ่งพบรักกับสาวชาวพม่าซึ่งมีฐานะต่ำต้อยแต่ก็เช่นเดิมว่าทั้งคู่ไม่ได้สมหวัง ในความรักและก็ถูกความตายและฐานะมาแยกให้ทั้งคู่ออกจากกรรมสำหรับเรื่องราวความรักในครั้งนี้เป็นความรักที่หน้าเศร้าเป็นความรักต่างเชื้อชาติที่เกิดขึ้นและมีการเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน

โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่และประเทศพม่าซึ่งตำนานนี้เล่ากันว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้มีบุตรชายซึ่งชื่อว่าเจ้าน้อยศุขเกษมเมื่อยังทรงพระเยาว์นั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปร่ำเรียนวิชาที่ประเทศพม่าระหว่างที่เรียนอยู่นั้นก็ได้พบรักกับหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งเธอชื่อว่ามะเมียะซึ่งมะเมียะนี้เป็นหญิงสาวที่มีฐานะยากจนเธอเป็นเพียงแค่แม่ค้าขายของเท่านั้น

ซึ่งทำรักของคนทั้งคู่นั้นไม่สมหวังเนื่องจากว่าฝ่ายชายนั้นมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งในขณะที่ฝ่ายหญิงนั้นก็จนแทบจะไม่มีเงินใช้การที่มีความรักอย่างเดียวไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ในที่สุดเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมเรียนจบก็ถูกเจ้าเมืองเชียงใหม่เลขตัวกับประเทศไทยซึ่งก็น้อยเองก็จำเป็นต้องกลับมาเมืองไทยและได้ทิ้งหญิงคนรักเอาไว้ที่ประเทศพม่าในเมื่อกลับมาอยู่ประเทศไทยนั้น

ด้วยความคิดถึงหญิงคนรักอย่างมากทำให้เจ้านายสุขเกษมนั้นเราทนทุกข์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอนซึ่งเป็นโรคต่อมใจในที่สุดนั้นเจ้าน้อยศุขเกษมก็ได้เสียชีวิตลงจากการซ่อมใจเพราะคิดถึงหญิงสาวคนรักนั่นเองส่วนหญิงสาวที่ชื่อว่าเมียะนั้นเมื่อถูกเจ้าน้อยศุขเกษมทอดทิ้งให้อยู่ที่ประเทศพม่าและไม่เคยกลับมาหาอีกเลย

เธอจึงได้ตัดสินใจมีความเศร้าในจิตใจของตนเองด้วยการไปบวชเป็นแม่ชี หลังจากที่มะเมียะได้บวชเป็นแม่ชีแล้วจะได้รู้ว่าเจ้าน้อยศุขเกษมนั้นได้แต่งงานกับหญิงคนอื่นทำให้แม่ชีมะเมียะนั้นเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมาขอพบเจ้าน้อยศุขเกษมแต่อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วแม่ชีเมียะไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบเจ้าน้อยศุขเกษมได้

เธอจึงมั่นใจว่าเจ้าน้อยนั้นหมดรักในตัวเธอแล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแม่ชีมะเมียะก็บวชชีตลอดชีวิตเลยไม่เคยสึกออกมาอีกเลยจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตซึ่งแม่ชีมะเมียะเสียชีวิตตอนอายุได้ 75 ปีโดยเสียชีวิตในปีพศ 2505 และนี่ก็เป็นเรื่องราวความรักตำนานของคนสองคนที่รักกันแต่มียศฐาบรรดาศักดิ์มาขวางกั้นทำให้สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

 

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

ศิลปะสร้างโลก

ศิลปะถือวาเป็นสิ่งที่กำเนิดหลายๆสิ่งขึ้นมา ศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างหลายๆสิ่งหลายอย่างให้เกิดขึ้นมาได้และศิลปะนั้นยังคงเป็นสิ่งที่คนเรานั้นควรจะมีการศึกษาและทำความเข้าใจถึงแก่แท้ของศิลปะด้วย เพราะศิลปะนั้นไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะพียงเท่านั้นแต่ศิลปะสามารถที่จะเชื่อมต่อสิ่งต่างๆและทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ ดังนั้นแล้วการทำความเข้าใจ

และเรียนรู้ในศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก และศิลปะควรจะมีการปลูกฝังการเรียนรู้และการทำความเข้าใจตั้งแค่ช่วงวัยเด็กเพื่อเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กนั้นสามารถตระหนักได้อยู่เสมอว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สามารถสร้างโลกได้และไม่ได้เป็นการสร้างโลกไดเพียงใบเดียวแต่สามารถที่จะสร้างโลกอีกหลายๆใบขึ้นมาได้ และการสร้างโลกนั้นก็เกิดจากการจินตนาการผสมผสานกับการเรียนรู้ด้วยนั่นเอง

ทำให้เกิดการผสมผสานในหลายๆสิ่ง เพราะศอลปะนั้นไม่ได้เป็นเพียงการวาดรูปเท่านั้นแต่ศิลปะยังมีอะไรที่มากมายกว่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้โดยส่วนใหญ่นั้นก็มีสิ่งที่เป็นศิลปะผสมผสานอยู่ในสิ่งเหล่านั้นทั้งสิ้น ศิลปะจึงแนสิ่งที่ถือว่ามีความสำคัญในชีวิตของคนเราอย่างมากแต่ในบางครั้งเราอาจจะมองข้ามและไม่ได้ให้ความสำคัญในศิลปะเท่าที่ควรนั่นเอง

ทำให้คนมีจิตใจที่อ่อนโยนมากขึ้น เป็นสิ่งที่สำคัญและเห็นผลได้อย่างชัดเจนมาก เพราะสามารถสังเกตได้เลยว่าคนที่มีความเข้าใจในศิลปะนั้นมักจะเป็นคนที่มีจิตใจที่อ่อนโยน และการที่จะมีจอตใจที่อ่อนโยนจากศิลปะได้นั้นก็คือเกิดจากการเรียนรู้และเข้าใจ จึงกล่าวได้ว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สามารถขัดเกลาจิตใจของคนเราได้อย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นศิลปะก็เป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างคนและคนและสิ่งต่างๆบนโลกได้ด้วย

รู้จักความเป็นมาและสิ่งต่างๆบนโลก ศิลปะถือเป็นสิ่งที่มาช้านานไม่สามารถระบุอย่างชัดเจนได้ว่ามีการเกิดขึ้นจริงๆนั้นเมื่อไหร่มีเพียงข้อสันนิษฐานและการคาดเดาเพียงเท่านั้นแต่ศิลปะนั้นถือเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้และได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่างๆเพราะในอดีตนั้นก็มีการบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมานั้นโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น การสลักหิน การวาดรูปบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆก็ล้วนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยเกี่ยวกับศิลปะทั้งสิ้น

เข้าใจจิตใจของมนุษย์มากยิ่งขึ้น เมื่อเราได้เรียนรู้และเข้าใจในศิลปะก็จะสามารถเชื่อยมโยงให้เรานั้นสามารถเข้าใจมนุษย์ได้จากการสร้างสรรค์ผลงานเพราะการสร้างสรรคืผลงานต่างๆนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ออกมาจากจิตใจของมนุษย์ทั้งสิ้น ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจได้มากขึ้นด้วย และศิลปะยังเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อสิ่งต่างได้อีกมากมายอย่างหน้าอัศจรรย์มากถือว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สร้างโลกที่มากกว่าโลกใบเดิมๆนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานผีหอพัก 5

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อนที่ฉันอยู่มหาวิทยาลัยตอนนั้นมหาวิทยาลัยจะให้นักศึกษาปีที่ 1 อยู่หอไม่ว่าจะอยู่ต่างจังหวัดก็ตาม แต่พอจะเริ่มเปิดเทอมแล้วฉันก็ไปดูที่หอแต่ทุกหอก็จะเต็มหมดแล้ว หลังจากนั้นแม่ของฉันจึงโทรไปหาเจ้าของหอของหอ 1 หอนั้นมีห้องหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่ ฉันจึงเข้าไปดูกับน้องแม่ห้องของฉันก็ไม่ได้เก่า ตึกก็ไม่ได้เก่าและที่นี่ยังมี 3 อาคารอีกด้วยอาคารแรกมีอยู่ชั้นเดียวไม่สามารถขึ้นไปด้านบนได้ 

และอาคารที่ 2 จะมีอยู่ 2 ชั้น อาคารที่ 3  จะมีบ้านเล็กๆให้เราอยู่คนละหลัง ฉันได้อาคารแรกเลขที่ห้องเป็นเลข  301  ของฉันสีชมพูและเขียวสลับกันไปมาเพิ่งทาเสร็จเมื่อไม่นาน  ห้องน้ำของห้องนี้จะอยู่หลังระเบียงฉันต้องออกระเบียงไปก่อนถึงจะเข้างานได้แต่พอฉันไปดูที่หน้าห้องน้ำ ก็เห็นยันแขวนไว้อยู่ หน้าห้องน้ำ และพอฉันไปถามเจ้าของหอพักเขาก็บอกว่าไม่มีอะไร

หรอกคนที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้เขาแปะไว้เล่นเล่น ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจนถึงเดือนที่ 3 ที่ฉันมาอยู่ที่หอนี้และเจ้าของก็เริ่มทำศาลาใกล้หอพักของฉัน แต่แล้วก็เกิดเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับฉันคือ ห้องที่อยู่ตรงข้ามกับฉันมันเปิดไม่ได้ทั้งๆที่เราไม่ได้ล็อก แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันก็คือเวลาที่ฉันเข้าห้องน้ำไฟมันอยู่อยู่ก็ดับเอง

และเปิดเองตลอดเวลาทั้งทั้งที่ฉันไม่ได้ทำ ฉันเช็กดูแล้วแต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไรและคืนนี้ยังเกิดเรื่องอีกคือฉันนอนไม่หลับแล้วฉันก็รู้ได้ว่ามีใคร มาทำให้ฉันตกเตียงฉันนึกขึ้นได้ว่าฉันมีพระหนึ่งองค์เป็นองค์ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มันอยู่หน้าห้องน้ำฉันกลัวมากฉันรีบวิ่งไปเปิดไฟและฉันก็วิ่งไปบอกให้เพื่อนมาอยู่ด้วยจนกว่าฟ้าจะสางฉันจึงไปอยู่ห้องเพื่อน

แต่ฉันจะกลับมาหยิบเสื้อผ้าเดือนนึงผ่านไปก็อยู่ตามปกกติแต่มีอยู่วันนึงฉันลืมไปหยิบเสื้อผ้าตอนเช้าเลยต้องไปหยิบตอนกลางคืนฉันกลัวเลยขอให้เพื่อนไปด้วยแต่มีแค่เพื่อนสองคนของฉันที่ยอมไปด้วยฉันและเพื่อนเพื่อนกำลังช่วยกันเก็บของก็ได้ยินเสียงน้ำไหลฉันและเพื่อนเพื่อนต่างก็รีบวิ่งออกจากห้องและฉันก็ตั้งใจว่าจะไปบอกเจ้าของหอพักและขอให้เปลี่ยนห้องให้และพอฉันบอกเรื่องที่เกิดขึ้นแต่เจ้าของหอพักก็บอกว่า “ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น”ฉันตกใจมากว่าจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

และฉันจึงขอให้เปลี่ยนห้องให้หน่อยเจ้าของห้องก็ตกลงพอฉันกำลังเก็บข้าวของของฉันฉันเห็นว่ารอยรูปดอกไม้ที่ติดอยู่ตรงมันลุดออกมาเหมือนว่ามีใครบ้างคนปีนลงมาจากเพดานเพราะเราเห็นรอยมือสีเทาติดอยู่เต็มห้องห้องน้ำก็ยังมีแต่พอฉันมารู้ว่ามันเป็นการทำศาลาอันใหม่เพราะว่าเขาทุบศาลาจนพังภูตผีวิญญาณจึงเข้ามา

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

ตำนานผีสาวปากฉีก

ตำนานผีสาวปากฉีกนั้นขึ้นในสมัยเฮอันประเทศญี่ปุ่น มีสาวคนนึงซึ่งมีหน้าตาสะสวยมากและเป็นภรรยาของซามูไรหนุ่มที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงโด่งดัง ใครๆต่างก็พากันชื่นชมความงดงามของเธอเป็นอย่างมาก แต่หญิงสาวได้แอบนอกใจสามีของตนเองไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นซึ่งชาวบ้านพากันรู้กันทั่วแล้วอยู่มาวันหนึ่งอยู่ๆสามีของเธอที่เป็นซามูไรก็จับได้ว่าเธอนอกใจเขา

และเมื่อเขาจับได้เขาจึงได้ทำร้ายเธอด้วยการใช้ดาบซามูไรฟันไปที่ปากของเธอกรีดยาวไปถึงใบหูโดยเขาต้องการให้เธอเสียโฉมและอับอายไม่กล้าไปสู้หน้าผู้คน และตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่กล้าเดินออกไปไหนอีกเลยเธอมักจะสอบถามคนที่อยู่ภายในบ้านว่าเธอสวยหรือไม่เนื่องจากว่าเธอเป็นคนที่ลุ่มหลงอยู่ในหน้าตาของตนเอง และแต่ตั้งแต่ที่เธอถูกกรีดปากนั้นเธอก็มักจะสอบถามผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาที่พบเจอกับเธอเสมอว่าเธอสวยหรือไม่ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะตอบกับเธอว่าเธอไม่สวยและหลายคนก็แสดงท่าทางรังเกียจและกลัวเธออย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งจากการที่ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวเธอนั้นทำให้เธอช้ำใจอยู่ไม่นานเธอก็ได้ตามใจตายลงไป และหลังจากที่เธอตายไปแล้วนั้นวิญญาณของเธอก็มีแต่ความอาฆาตแค้นเธอจึงมักออกมาหลอกหลอนผู้คนโดยเธอมักจะเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างงดงามและเมื่อมีคนหลงเสน่ห์ของเธอเธอก็จะกลายร่างเป็นผีสาวปากฉีกพร้อมทั้งถามคนที่เธอหลอกว่าเธอสวยหรือไม่ ซึ่งเธอจะเฝ้าวนเวียนหลอกหลอนผู้คนและสามีของเธอเธอต้องการแก้แค้นทุกคนที่ต่อว่าเธอและกลัวเธอในตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ผู้คนมักจะเห็นผีสาวปากฉีกในช่วงวันที่มีอากาศเย็นมีหมอกหนาโดยเธอมักจะมาปรากฏตัวหลัง 18:00 นเป็นต้นไป

คนที่พบเห็นต่างก็แล้วกันว่าเธอมักจะมายืนอยู่ตรงริมถนนและมีการปิดบังตนเองด้วยการใส่หน้ากากหรือนำพัดมาปิดตรงที่บริเวณปาก และหากใครเดินผ่านไปเธอก็จะเดินเข้าไปหาแล้วถามว่าเธอสวยหรือไม่ เรื่องนี้มีการร่ำลือกันมาต่อๆกันเรื่อยมาจนถึงปีคริสตศักราช 1979 มีข่าวหรือว่ามีผีสาวปากฉีกเกิดขึ้นที่นางาซากิประเทศญี่ปุ่น ซึ่งข่าวลือดังกล่าวสร้างความหวังกับผู้คนเป็นจำนวนมาก

โดยตำรวจต้องมีการออกมาตรวจตาตามถนนมากขึ้นและเด็กนักเรียนก็จะต้องมีคุณครูเดินทางมาส่งถึงที่บ้าน โดยมีการเล่าต่อๆกันมาว่ามีคนเคยพบเห็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสวยคนหนึ่งมักจะสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอและถ้าหากไปเจอเด็กคนไหนเดินอยู่คนเดียวเธอก็จะเข้าไปถามว่าเขาสวยไหมถ้าหากตอบว่าสวยเธอก็จะถอดหน้ากากอนามัยออกพร้อมกับยิ้มให้แล้วยังถามต่อว่าแล้วแบบนี้ยังสวยอยู่หรือไม่ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆเป็นจำนวนมากแต่ถ้าหากใครก็ตามตอบว่าเธอไม่สวยเธอก็จะนำกรรไกรมาตัดปากหน่อยคนนั้นเรื่องนี้เป็นแค่เพียงเรื่องเล่าขานต่อๆกันมาซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด

ดนตรีแนวอินดี้

ดนตรีแนวอินดี้เป็นแนวเพลงที่มีมานานมากแล้วแต่ในยุคก่อนนั้นยังไม่ได้เป็นที่นิยมหรือที่ชื่นชอบของคนฟังเพลงสักเท่าไหร่นัก เพราะก่อนหน้านี้แนวเพลงที่มีบทบาทสำคัญในยุคก่อนๆก็คือแนวเพลงร็อคหรืออัลเทอร์เนทีฟนั่นเอง แต่มาในยุคปัจจุบันเพลงแนวอินดี้นั้นเริ่มมีบทบาทสำคัญของวงการเพลงไทยมากขึ้น

เพราะด้วยการร้องและจังหวะดนตรีที่มีความแตกต่างและเนื้อหาส่วนใหญ่ในเพลงแนวอินดี้นั้นจะเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างมีความหมายลึกซึ้งมากๆแตกต่างจากเนื้อเพลงโดยทั่วไปและด้วยโลกที่มีการเปิดกว้างทั้งการที่โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกคน ทำให้เพลงแนวอินดี้นั้นสามารถลืมตาอ้าปากได้จากโซเชียลต่างๆนั่นเอง

ดนตรีในแนวอินดี้นั้นถือว่าได้รับความนิยมจากผู้ฟังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนบางเพลงที่มีการแต่งและร้องทำดนตรีมาเกือบสิบปีแล้วแต่เพิ่จะมาดังและมีผู้ฟังเป็นจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้ และวงดนตรีส่วนใหญ่ในแนวเพลงอินดี้นั้นพวกเขาบอกเลยว่า การที่พวกเข่สามารถเดินทางมาถึงจุดนี้ได้นั้นก็เพราะการใช้โซเชียลมีเดียในการปรโมทเพลงหรือนำเพลงออกมาสู่ผู้ฟังได้อย่างง่ายและผู้ฟังก็สามารถเข้าถึงดนตรีแนวอินดี้ได้อย่างง่ายด้วย โดยวงอินดี้ส่วนใหญ่นั้นจะมีการเติบโตได้จากการลงเพลงในช่องยูทูปที่ทุกคนรู้จักกันอย่างดี

แต่การที่คนจะสามารถเปิดใจและรับฟังเพลงแนวนี้ได้นั้นส่วนใหญ่จะต้องเป็นคนที่ชอบฟังเพลงและอยากที่จะฟังเพลงในแนวใหม่ๆอยู่เสมอนั่นเอง หรือบางคนก็ได้ฟังดนตรี เพลงแนวอินดี้ได้ก็เพราะการฟังของคนอื่นหรือการไปเห็นคนอื่นโพสท์ลงในโซเชียลนั่นเอง เมื่อมีการฟังต่อๆกันและด้วยดนตรีและคำร้องที่มีความหมายชวนให้หลงไหลจึงทำให้ดนตรีแนวอินดี้นั้นได้รับความนิยมจากผู้ฟังอย่างมาก

ดนตรีแนวอินดี้ยังคงมีการพัฒนาแนวเพลงต่อไปอย่างต่อเนื่องและวงดนตรีแนวอินดี้ที่เมื่อมีชื่อเสียงแล้วนั้นก็มีความตั้งใจและใส่ใจผู้ฟังเพื่อที่จะทำดนตรีในแนวนี้ให้ผู้ฟังได้ไฟต่อไปนั่นเอง ดนตรีแนวอินดี้นั้นจะเป็นดนตรีที่มีจังหวะที่แปลกและแตกต่างไปจากดนตรีแนวอื่น จะเน้นเป็การร้องและเล่นกับเครื่องดนตรีน้อยชิ้น แต่จะเน้นและให้ความสำคัญกับเพลงและการสื่ออารมณ์จากคนร้องสู่ผู้ฟังมากกว่า

และดนตรีแนวอินดี้ที่ได้รับความนิยมและสามารถเติบโตได้ก็คือ บอย อิมเมจิ้นนั่นเอง ซึ่งเพลงของเขานั้นมีการแต่งและร้องเมื่อนานมากแล้วและได้มีการลงในยูทูปซึ่งก่อนหน้านี้ยอดวิวน้อยมากแต่ในปัจจุบันยอดวิวเยอะจนคิดว่าเป็นเพลงฮิตเพลงหนึ่งในปัจจุบันเลยนั่นเองและเพลงที่ว่านั้นก็คือเพลงยินดี บอยอิมเมจิ้น นั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ถ่ายลองชุดหน้ากระจก

ถ่ายลองชุดหน้ากระจก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ในการถ่ายภาพเชิงพานิชย์นั้นจะเห็นได้ว่า เราจะเห็นภาพแนวนี้เยอะมากๆ ตากล้องหลายๆคนก็จะให้ภาพแบบนี้เป็นการเล่นเรื่องของสาวๆ หรือว่าเรื่องของชุด หรือว่าเรื่องการการโปรโมทห้องหรือคอนโดก็เป็นได้ แต่มีน้อยรายนะ ที่จะถ่ายภาพแบบนี้เล่นกันเองเพื่อลงโซเชียล แต่ไม่ใช่จะคิดว่า ฉันก็ถ่ายบ่อยนะ ถ่ายหน้ากระจกเองลงเอง ไม่ใช่แบบนั้น เพราะการถ่ายเทคนิคแบบนี้นั้น

จะต้องเป็นคนอื่นถ่าย เหมือนเป็นมุมมองคนที่สองที่มองตัวแบบผ่านกระจก ไม่ใช่การที่ตัวแบบถ่ายเองแบบนั้น ดังนั้นแล้วการถ่ายแนวนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ทำออกมาแล้วจะดูน่ารักสดใสมากๆเลยล่ะ แต่ก็อาจจะดูร่าเริงจนดูหน้าหมั่นไส้ก็ได้นะ เพราะมันดูออกว่าเป็นการจัดฉากนั้นเอง เพราะฉะนั้นแล้วเราก็เลยเห็นการถ่ายภาพแบบนี้บ่อยๆกับการถ่ายงานมากกว่า เพราะมันเกิดการจัดฉากอยู่แล้วนั้นเอง

เทคนิคนี้ไม่ยากในการถ่าย แต่ก็ต้องขอบอกว่าถ้าเป็นการถ่ายในห้องเราเองนั้นยากพอควร เพราะเรื่องของสถานที่ซะมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของการถ่าย เพราะมันจำเป็นจะต้องจัดฉากให้ดูไม่รก ให้ดูสวยในสไตล์ห้องแบบมินิมอล แล้วก็ต้องตั้งกรอบที่เห็นทั้งกำแพง ทั้งพื้น ทั้งตัวกระจกให้เห็นทั้งบานนั้นเอง บ้านของคนที่จะมีมุมที่สะอาดสะอ้านและมีสไตล์แบบนี้ถือว่าหายากเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นกว่าจะได้ถ่าย ก็ต้องมีการจัดฉากกันหน่อยเสียเวลาเป็นวันๆแน่ๆล่ะ ฮ่าๆ ยิ่งห้องผมนะ ขอบอกเลยว่ายากมากๆ ต่อมาก็ต้องหากระจกที่สูง ที่สามารถเห็นได้ทั้งตัว และแถมยังต้องมีขอบที่สวยและมีสไตล์อีกด้วย ไม่งั้นก็ดูเป็นกระจกห่วยๆ เมื่อจัดอะไรเสร็จทั้งหมดแล้ว ต่อมาก็คือแสง ใช้แสงของห้องนั้นไม่เพียงพอให้ภาพนั้นสวยอย่างแน่นอน ต้องใช้แสงจากข้างนอกให้จ้าพอที่ภาพจะดูมีความสดใสนั้นเอง

ห้ามใช้แสงที่ทำให้ห้องดูมืดสลัวเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นจะทำให้ภาพผิดไปจากสิ่งที่เราอยากจะบอกคนเห็น ต่อไปขึ้นตอนสุดท้ายคือการถ่าย ก็ง่ายๆล่ะ เพียงแค่ตากล้องต้องยืนเยื้องๆกับกระจกเงาให้เห็นตัวแบบเต็มตัว รวมทั้งห้ามเห็นตัวเองในกระจกเงาด้วย เพียงแค่นั้นก็ถ่ายได้เลย เหลือเพียงให้แบบแอคท่าน่ารักๆสดใสไปเรื่อยๆเพียงแค่นั้น แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า อย่าร่าเริงจนเกินเหตุล่ะ เดี๋ยวมันจะดูน่ามั่นไส้จนเกินไป ไว้โอกาสเหมาะๆเราก็สามารถถ่ายเทคนิคนี้ได้

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

ข้อห้ามของโบราณ

สิ่งที่ไม่ควรทำตามความเชื่อผู้สูงอายุ

ห้ามเล่าความฝันระหว่างที่กินข้าว สำหรับความเชื่อเรื่องห้ามเล่าความฝันระหว่างกินข้าวนั้นว่ากันว่าถ้าเกิดว่ามีผู้ใดเล่าความฝันที่ตัวเองฝันเมื่อคืนในตอนที่ระหว่างกินข้าวนั้นความฝันนั้นก็จะกลายเป็นจริงซึ่งส่วนใหญ่ฝันที่กลายเป็นจริงจะเป็นฝันร้ายของตัวเองอย่างนั้นคนโบราณจึงห้ามไม่ให้ใครก็ตามเล่าถึงความฝันในระหว่างที่กินข้าว นี่ก็เป็นความเชื่อของผู้สูงอายุแต่บางทีผู้สูงอายุอาจจะเล่าเรื่องนี้แก่เราก็เพราะว่าเวลากินข้าวนั้นเป็นเวลาที่เราควรจะมีความสุขกับคนที่กินด้วยเพราะถ้ามัวแต่เราฝันร้ายอีกฝ่ายก็จะหมดความสุข และนอกจากนั้น บางทีผู้สูงอายุอาจจะเตือนเราไปอย่างนั้นก็เพราะว่าเวลากินข้าวควรจะไม่พูดคุยต้องกินอาหารที่ก่อนถึงจะพูดคุยได้เพราะอาจจะทำให้เราสำลักหรือติดคอได้นั่นเองค่ะ 

 

เวลาทำอาหารห้ามกินอาหารโดยการใช้ทัพพี   ว่ากันว่าเหตุผลที่เวลาทำอาหารห้ามลองชิมอาหารด้วยการใช้วิธีนั้นก็เป็นเพราะว่าเวลาที่เราท้องลูกพอคลอดลูกออกมาลูกจะมีหน้าตาโค้งงอหรือจะพิการเหมือนทัพพีดังนั้นคนโบราณจึงห้ามไม่ให้ผู้หญิงหรือแม้แต่กระทั่งผู้ชายนำทัพผีมาชิมอาหารโดยเด็ดขาด แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงคือเพราะว่าเวลาที่เราใช้ทัพพี ขึ้นมาอาหารที่เราจะขึ้นมาเธอมีส่วนที่เกินมาบ้างและพอเรากินไม่หมดเราก็แค่กลับลงไปในทำให้น่าขยะแขยงโอกาสที่จะทำให้น้ำลายของเราอยู่ในอาหารด้วยดังนั้นคนโบราณบอกไว้ว่าห้ามกินอาหารด้วยทัพพีนั่นเองค่ะ

 

เวลามีคนมาหาที่บ้านห้ามทำแกงหอยขมให้แขกทาน  ว่ากันว่าถ้าเกิดว่ามีคนมาหาที่บ้านก็เราทำแกงหอยที่คนที่มานั้นทานก็จะทำให้มิตรกลายเป็นศัตรูจากความรักที่เคยปรองดองกษัตริย์แตกแยกและคิดจะฆ่ากันเองดังนั้นคนโบราณจึงห้ามเอาไว้ แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงก็เพราะว่าแกงหอยนั้นกินหญ้าโดยเฉพาะหอยขมที่กินไม่เป็นก็อาจจะทำให้สำลักออกมาได้ซึ่งไม่มีใครต้องการที่จะกินต่อหรือบางทีเวลาที่เรากินหอยขมนั้นเราจะต้องใช้ปากดูดในสมัยโบราณดังนั้นคนจึงไม่นิยมที่จะกินหอยขมเนื่องจากเวลากินจะทำให้ดูไม่มีมารยาทดังนั้นคนโบราณจึงสั้นข้อห้ามโบราณนี้เอาไว้เพื่อที่ลูกหลานจะได้ไม่ทำและจะได้ไม่มีใครกล่าวว่าวาดรูปหลานของตนนั้นไม่มีมารยาท ละนี่ก็คือ3ข้อห้ามที่คนโบราณได้คิดเอาไว้ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์