คำว่า นาค นั้นหมายความว่าอย่างไร?

นาคมายความว่าอย่างไร ก่อนที่จะเข้าบวชชายเหล่านี้จะได้รับฐานะจากคนให้เป็น นาค เสียก่อนคนทั่วไปเรียกว่า บวชนาค มีนิทานพุทธที่เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางอยู่เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับนาคที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงแปลงเป็นมนุษย์มาขอบวชในภายหลังพระพุทธองค์ทรงทราบ นาค จึงต้องสึกจากการเป็นพระ

ซึ่ง นาค ทำได้เพียงแค่ขอต่อพระพุทธเจ้าว่า ต่อไปในภายภาคหน้าให้ผู้ที่กำลังเตรียมบวชให้มีชื่อเรียกว่า นาค ซึ่งเป็นที่มาของกำเนิดของประเพณีทำขวัญนาคและการบวชนาคจนกระทั่งปัจจุบันแท้จริงแล้วการบวชนาคไม่มีการกำเนิดไว้ในพุทธบัญญัติจึงไม่มีการบวชนาคนี้ในอินเดียและในลังกาโบราณ

แม้จะถือว่าเป็นต้นทางแห่งพระพุทธศาสนาก็ตามแต่ในทางกลับกันการบวชนาคได้กลายเป็นประเพณีพื้นเมืองที่ยึดถือกันเฉพาะในภูมิภาคอุษาขเณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริเวณส่วนพื้นแผ่นดินได้แก่พม่ากัมพูชาลาวและไทยในพิธีการบวชพระจะถามคำถามหนึ่งแก่ผู้ขอบวชทุกครั้งว่า “ ท่านเป็นมนุษย์หรือไม่ “ เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ที่จะมาบวชนี้ไม่ใช่นาคปลอมตัวมา

โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงสังคมอินเดียในยุคโบราณที่ไม่ยอมรับกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมต่ำกว่าให้อยู่ในฐานะคนแต่ถึงแม้ปรัชญาของศาสนาพุทธจะอยู่ตรงข้ามกับศาสนาพราหมณ์ที่เป็นหัวใจของชนชั้นปกครองอารยันในยุคสังคมวัณแต่ศาสนาพุทธก็ไม่อาจขัดขวางความสำนึกขั้นพื้นฐานของสังคมมนุษย์ในในยุคคนั้นได้ทั้งหมดเช่นกัน

นอกจากนี้ในวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขงแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและในประเทศลาวรวมทั้งกัมพูชายังมีพิธีกรรมเก่าแก่ที่ได้กระทำสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนพิธีเถราภิเษก

หรือ ฮดสรง ได้เป็นประเพณีโบราณการรสน้ำในโอกาสการเลื่อนสมาสักแก่พระสังฆ์ยิ่งเป็นพระสังฆ์รูปสำคัญอาจจะได้รับการ ฮดสรง จากเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์

พิธีกรรมเช่นนี้ยังเป็นที่นิยมปฏิบัติสำหรับชาวบ้านทั่วไปในงานบุญตามประเพณีสำคัญๆในปัจจุบันรางน้ำที่ทำด้วยไม้เป็นรูปนาคด้านล่างจะมีห่อผ้าขาวได้บรรจุของที่มีค้าขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเอาไว้ในห่อผ้าขาวนอกจากนี้น้ำก็จะถูกเทให้ไหลผ่านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ไหลลงมายังพระภิกษุให้ผ่านรางน้ำที่เป็นรูปนาค

เนื่องจากนี้ นาค จึงได้ทำหน้าที่คอยเชื่อมโยงเติมเต็มภาพแห่งในอุดมคติให้สมกับฐานะศักดิ์สิทธิ์ที่ได้สูงส่งขึ้นของพระภิกษุสงฆ์รูปนั้นตลอดเวลาช่วงนับพันปีในดินแดนอุษาขเณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากงูมาสู่นาคจากผีผสานเข้ากับพราหมณ์และพุทธ นาค เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยไขให้เห็นถึงความสัมผัสมในการเชื่องโยงความคิดและความเชื่องดั้งเดิมของผู้คนในอุษาขเณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.   สมัครเว็บ ufabet

ตำนานพระกินเณร

ตำนานพระกินเณร สำหรับเหตุการเณรชอบหายตัวไปหลังจากที่หลวงพ่อทองได้ธุดงค์มาเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดเขากบแห่งนี้และก็ได้มีคนมาบวชเป็นพระมากขึ้นและบวชเณรมากขึ้น

จนมีอยู่วันนึงเณรเหล่านี้ก็ได้หายตัวไปตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอจนทำให้หลวงพ่อทองนั้นได้คิดว่าพวกเณรคงจะอยู่ไม่ได้คงจะหนีกลับบ้านไปแล้วก็ได้

ดังนั้นหลวงพ่อทองท่านก็ได้ออกเดินตามหาไปยังที่บ้านของพวกเณรเหล่านี้และมันก็ได้สร้างความตกใจให้กับทางวัดและตัวของหลวงพ่อทองมาตรงนี้เขาก็เลยได้เริ่มสืบว่ามันเกิดอะไรกันแน่แต่ในตอนแรกพอสืบไปสืบมาก็ยังไม่ได้ความอะไรมากมายก็ปล่อยไปตามเวลาและค่อยหากันต่อไป

เมื่อเวลามันได้ผ่านมาแล้วเรื่อยๆสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นก็คือเณรก็เริ่มที่จะหายไปทีละองค์ๆและสิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตการณ์ของเรื่องนี้นั่นก็คือเณรส่วนใหญ่ที่หายไปจะเณรในโบสถ์สุดท้ายที่อยู่ติดกับเจดีย์เก่าที่เขาว่ากันว่าสร้างตั้งแต่กรุงสุโขทัยและในบริเวณนั้นก็ได้มีพระอยู่รูปหนึ่งประจำอยู่โสบถ์แห่งนั้นประจำที่เจดีย์เก่านี้อยู่

ซึ่งหลวงพ่อก็ไม่รีรอก็ได้เข้าไปหาที่พระองค์นี้แล้วก็ได้คุยปรึกษากันไปมาปรากฎว่าสิ่งที่พระเจดีย์เก่าเขาได้คุยกับหลวงพ่อทองนั้นมันได้สร้างความตกใจให้แก่หลวงพ่อทองเป็นอย่างมากเพราะเขาบอกว่าในที่เจดีย์เก่าแห่งนี้ได้มีพระพุทธรูปปรางยืนอยู่องค์นึง

โดยในตอนแรกสิ่งที่เขาพบเจอนั้นพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปขนาดที่เท่าคนธรรมดาหรืออัตราหนึ่งต่อหนึ่งเลยแต่หลังจากที่มีเหตุการณ์เณรหายตัวไปทีละคนแล้วพระพุทธรูปองค์นี้ก็เริ่มที่จะมีร่างกายใหญ่ขึ้นๆเรื่อยๆและที่สำคัญไปกว่านั้นคือมีเศษจีวรของเณรได้ติดอยู่ที่ปากของงพระพุทธรูปองค์นี้ด้วย

นอกจากนี้สิ่งที่หนักไปกว่านั้นก็คือมีคลาบสีแดงๆติดอยู่ที่ปากของพระพุทธรูปองค์นี้ด้วยหลังจากที่พระองค์นี้ได้บอกกับหลวงพ่อทองจึงทำให้หลวงพ่อทองได้เกิดความตกใจเป็นอย่างมากเขาก็คิดว่ามันคงจะไม่ได้มีอะไรหรอกอาจจะเป้นความบังเอิญก็ได้ก็ยังไม่ได้ทำอะไรในเรื่องของความเชื่อแล้วก็ตามหาเณรกันต่อไป

แต่หลังจากนั้นไม่นานเณรก็ไม่ได้หายไปอีกครั้งนึงและครั้งนี้มันแปลกไปกว่าในครั้งแรกเพราะครั้งนี้หลังจากที่ได้เข้าไปตรวจสอบที่เจดีย์เก่าแห่งนั้นอีกรอบนึงเพื่อที่จะได้หาคำตอบให้ได้ในเร็ววัน

 

ขอบคุณ. สล็อต777คาสิโนออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน

ประวัติดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย

     ประวัติดอยแม่สลอง เดิมดอยแม่สลองแห่งนี้เป็นภูเขาที่มีป่าไม้หนาแน่น

ไม่ได้มีคนอยู่อาศัยแต่แล้วในช่วงหลังสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏว่ามีทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นทหารชาวจีนได้ถอยร่นมาขออาศัยขอลี้ภัยอยู่ในประเทศไทย  โดยกองกำลังทหารจีนดังกล่าวนั้นชื่อว่ากองพล 93 ซึ่งทหารกลุ่มนี้ เป็นทหารที่ออกรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  อยู่ภาคอะไรของนายพลเจียงไคเช็คสังกัดพรรคก๊กมินตั๋ง  

      สิ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญที่กองกำลังทหารกองพล 93 นี้ไม่ยอมที่จะกลับประเทศของตนเองและก็เพราะว่าภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกนั้นปรากฏว่าประเทศจีนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้น

ซึ่งในครั้งนั้นมีเหมาเจ๋อตุงเข้าไปทำการยึดอำนาจซึ่งเขานั้นเป็นกลุ่มพรรคคอมมิวนิสต์และมีการเข้าไปทำการแก้ไขอำนาจและแปลงข้อมูลต่างๆภายในประเทศซึ่งทำให้กองทหารของสังกัดพรรคก๊กมินตั๋งนั้นไม่สามารถที่จะเข้ากับประโยคอาศัยในประเทศจีนได้จึงได้พากันไปปักหลักอาศัยอยู่ในไต้หวัน

        อย่างไรก็ตามทางด้านเหมาเจ๋อตุงได้มีการส่งกองกำลังทหารเข้าไปกดดันกองพล 93 ทำให้ทหารของกองพล 93 นั้นจึงต้องพากันหลบหนีเข้ามายังเขตของประเทศพม่ากลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น

ซึ่งเมื่อทางกองกำลังของประเทศพม่าทราบเรื่องก็ไม่ยอมให้อยู่ในประเทศพยายามผลักดันให้กองกำลังพลัดถิ่นนี้กลับไปอยู่ที่เกาะไต้หวันเหมือนเดิมโดยมีการสู้รบและปะทะกันอยู่หลายครั้งจนในที่สุดทางด้านกองพล 93 ก็ไม่สามารถที่จะสู้กองกำลังของฝ่ายพม่าได้จึงได้มีการถอยมาปักหลักอยู่ตรงบริเวณชายแดนของไทย

       ซึ่งอยู่ตรงบริเวณเทือกดอยตุงซึ่งตรงบริเวณนี้เองพม่าเองก็ยังไม่พอใจได้มีการร้องเรียนไปที่สหประชาชาติต้องการที่จะให้กองพล 93 กับประเทศไต้หวันแต่ว่ากองพล 93 ทั้งหมดนั้นไม่ยินยอมที่จะกลับประเทศยินดีที่จะขอลี้ภัยในประเทศไทย

จึงมีการส่งเรื่องขอเป็นหนังสือขอลี้ภัยทางการเมืองซึ่งในขณะนั้นแบ่งสังกัดการดูแลออกเป็น 2 กลุ่มกลุ่มแรกเป็นของนายพลต้วนซีเหวินซึ่งมีทหารที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาประมาณ 30 คนในขณะอีกสังกัดหนึ่งดูแลภายใต้นายพลหลีเหวินฟาน

       อย่างไรก็ตามทางการของประเทศไทยนั้นได้มีการอนุมัติให้ทหารพัฒนาที่ขอลี้ภัยสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้โดยมีการจัดแบ่งพื้นที่ที่อยู่อาศัยให้โดยมีการส่งมอบทหารภายใต้การดูแลของพลหลี่เหวินฟานให้เดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่โดยให้อาศัยอยู่ที่บริเวณถ้ำง้อบส่วนของทางด้านทหารภายใต้นายพลต้วนซีเหวิน ให้อยู่ที่บริเวณเขตชายแดนบนดอยแม่สลอง

          การลี้ภัยในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงประมาณปีพ.ศ 2504 แล้วนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศไทยก็พบกับปัญหายาเสพติดเนื่องจากว่ากองกำลังนายพลต้วนซีเหวินนั้นมีการปลูกฝิ่นและกัญชาขายซึ่งภายหลังนั้นทางรัฐบาลไทยได้เข้าไปทำการดูแลและริเริ่มโครงการให้กับกลุ่มกองกำลังพัฒนาอื่นได้มีอาชีพอื่นซึ่งก็คือการปลูกสนสามใบและใบชา ขาย และเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านแม่สลองเป็นหมู่บ้านสันติคีรี และนับตั้งแต่นั้นมาหมู่บ้านนี้ก็กลายมาเป็นแหล่งทอ่งเที่ยวของไทยนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย.   gclub สล็อตฟรี

ประวัติเจดียย์ ของวัดพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย

ประวัติเจดียย์ ของวัดพระธาตุดอยตุง เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเดินทางไปเที่ยววัดพระธาตุดอยตุงในจังหวัดเชียงรายบ้างแล้วซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเป็นวัดที่มีความงดงามเป็นอย่างมากที่สำคัญยังเป็นวัดที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทางด้านพระพุทธศาสนาเอาไว้มากมายอย่างเช่นองค์เจดีย์ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 องค์ซึ่งภายในนั้นมีการบรรจุพระรากขวัญเบื้องซ้ายและอีกองค์นั้นบรรจุเป็นพระบรมสารีริกธาตุ

        นอกจากนี้ลักษณะของการออกแบบวัดพระธาตุดอยตรงนั้นก็ยังมีความงดงามอ่อนช้อยโดยใช้ศิลปะแบบล้านนามาผสมผสานมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีทองเหลืองอร่ามตาทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัด

และนอกจังหวัดรวมถึงต่างชาติมากเลยทีเดียวอย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าประวัติความเป็นมาของวัดพระธาตุดอยตุงนั้นมีความเป็นมาหรือประวัติอย่างไรซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงตำนานหรือประวัติของพระธาตุดอยตุงกัน     

    ตำนานบอกว่าผู้ที่สร้างพระธาตุดอยตุงแห่งนี้ขึ้นมานั้นเป็นกษัตริย์ที่ปกครองเมืองโยนกนาคพันธุ์โดยในสมัยนั้นกษัตริย์ที่มีอำนาจในการสั่งให้สร้างวัดแห่งนี้ก็คือพระเจ้าอชุตราช  นั่นเอง

หลังจากที่มีการสร้างวัดพระธาตุดอยตุงขึ้นมาแล้วปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่งพระมหากัสสปะได้เดินทางมาที่วัดแห่งนี้ด้วยได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ซึ่งเป็นส่วนของพระรากขวัญเบื้องซ้ายหรือที่เรารู้จักกันดีในนามของกระดูกไหปลาร้า

โดยเป็นกระดูกไหปลาร้าทางด้านซ้ายมามอบให้กับพระเจ้าอชุตราช 

         เมื่อพระองค์ได้รับพระบรมสารีริกธาตุพระองค์จึงได้มีการเกณฑ์คนงานให้ช่วยกันสร้างเจดีย์ขึ้นมาเพื่อที่จะเอาไว้จัดเก็บพระบรมสารีริกธาตุโดยเจดีย์ที่ถูกสร้างนั้นก็สร้างไว้ในวัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้นั่นเอง  

ซึ่งตรงบริเวณจุดที่สร้างวัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้แต่เดิมนั้นเป็นที่ดินของพวกลาวจก  แต่พระเจ้าอชุตราช  ได้มีการจ่ายเงินซื้อที่ดินตรงนี้หลังจากนั้นก็ให้มีการก่อสร้างวัดพระธาตุดอยตุงขึ้นมา

โดยพระองค์นั้นยังได้มีการจ่ายเงินว่าจ้างพวกมิลักขะอุให้คอยดูแลพระธาตุอีกด้วยซึ่งมีทั้งหมด 500 ครัวเรือนด้วยกัน  

       ต่อมาภายใต้การปกครองของพระเจ้ามังราย   ปรากฏว่ามีพระมหาวชิรพงศ์โพธิเถระได้เดินทางนำพระบรมสารีริกธาตุมาถวายให้กับพระเจ้ามังรายพระองค์จึงได้มีการสั่งเกณฑ์รายงานสร้างพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งใกล้ๆกันหลังจากนั้นก็นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ด้านในทำให้ที่วัดพระธาตุดอยตุงแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่จัดเก็บเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ถึง 2 องค์ด้วยกัน 

 

สนับสนุนโดย.    gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานพญานาคตามความเชื่อ

สำหรับความเชื่อเรื่องของพญานาคแล้วตามความเชื่อของศาสนาฮินดูศาสนาพุทธแล้วก็ศาสนาเชนพญานาคหรือนาคจะมีความหมายว่างูใหญ่ที่มีหงอนเป็นสีทองและในความเชื่อของศาสนาฮินดูนาคถือเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งเทวะที่มีพลังอำนาจวิเศษมากมายเลย

ซึ่งมีความสามารถดลบันดาลทำให้เกิดสิ่งต่างๆอย่างมากมายทั้งในด้านที่ดี ตำนานพญานาคตามความเชื่อ และในด้านที่ไม่ดีและด้วยความที่ว่านาคนั้นได้เป็นกึ่งเทวะนาคจึงอาจจะสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้หรือจะแปลงกายเป็นมนุษย์กึ่งนาคหรือจะเป้นนาคที่เป็นงูที่มีขนาดตัวใหญ่มากๆแล้วก็มีหงาน

โดยตามความเชื่อแล้วนาคส่วนใหญ่เราเชื่อกันว่าน่าจะอาศัยอยู่เมืองบาดาลที่ภายในเมืองบาดลจะเต็มไปด้วยอัญมณีอย่างเช่นทองคำเพชรพลอยและก็ทรัพย์สมบัติทางโลกอื่นๆอีกมากมายเลยทีเดียว

นอกจากนี้นาคยังมีความเกี่ยวพันธุ์กับแม้น้ำทะเลสาปทะเลหรือแม้แต่บ่อน้ำโดยพลังอำนาจของนาครวมถึงพิษของนาคด้วยทำให้บางพื้นที่ทำให้นาคอาจจะเป็นอันตรายกับมนุษย์ได้แต่ถึงอย่างไรก็ตามนาคก็มักจะปรากฏอยู่ในฐานะของความดีเสียมากกว่าและยังถือเป็นผู้บำเพ็ญศีลบารมีที่ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และเทวดาเอง

เพราะฉะนั้นแล้วในครั้งหนึ่งตามตำนานของศาสนาฮินดูเหล่าเทวดากับอสูรจะต้องกวนเกษียรสมุทรก็คือทะเลน้ำนมที่มีขนาดใหญ่โดยในครั้งนั้นได้มีพระญาวาสุกีซึ่งเป็นพญานาคได้เสียสละตัวเองมาเป็นเชื่อกรัดเขามันทระเพื่อที่จะให้เทวดาและอสูรดึงตัวเองในการหมุนเขาเพื่อที่จะกวนเกษียรสมุทรนั่นเอง

เนื่องจากนี้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ได้มีตำนานต่างๆเกิดขึ้นอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นตำนานเกี่ยวกับการเกิดของพระจันทร์พระอาทิตย์หรือแม้แต่ราหูรวมถึงของวิเศษตามตำนานอีกมากมายก็เกิดขึ้นภายในเหตุการณืนี้เช่นกันหรือแม้แต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับสัตว์ที่มีพิษต่างๆมากมายบนโลกของเรา

โดยบางความเชื่อนั่นก็ได้เชื่อกันว่าในการกวนเกษียรสมุทรใมนครั้งนั้นพระญาวาสุกีที่ตนจะต้องถูดตึงอย่างรุนแรงทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมหาศาลจนตัวเองต้องพ่นพิษออกมาอย่างมากมายและก็ได้มีสัตว์จำพวกงูแมงป่องตะขาบอะไรพวกนี้ได้เข้าไปกินพิษของพระญาวาสุกีจึงทำให้สัตว์เหล่านี้มีพิษตามตำนานบางเรื่อง

ดังนี้เราต้องขอบอกกับทุกคนก่อนว่าเรื่องราวตำนานความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคมันได้มีอยู่หลายแบบมากโดยมักจะแตกต่างกันออกไปในบางส่วนแล้วแต่พื้นที่นั้นๆและความเชื่อที่เกี่ยวกับพญานาคของไทยเราเราโดยจะมีตระกูลใหญ่ด้วยกันนั่นก็คือตระกูลวิรูปักษ์พญานาคที่มีสีทองการเกิดของพญานาคนั้นได้เกิดมาแบบโอปปาติกะเกิดแล้วโตทันที

 

สนับสนุนโดย.    ufabetฝ่ายบริการ

ตำนานพญานาคเคยปกครองเมืองสยาม

ตำนานพญานาค ซึ่งพญาบาดาลก็ได้ส่งลูกขึ้นมาให้ปรนนิบัติพระเจ้ากรุงสุโขทัยได้กลายร่างมากเป็นหญิงได้ไปปรนนิบัติพระเจ้ากรุงสุโขทัยจนกระทั่งตัวเองท้องท่านก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงอุส่าหนีมาบำเพ็ญศลีอยู่ในป่าแต่ก็ไม่เป้นไรพระเจ้ากรุงสุโขทัยก็รักนางมากและบอกว่าจะพานางกลับไปยังวัง

นอกจากนี้ถ้าหากว่าท่านได้พากลับไปทั้งที่ได้ออกมาบำเพ็ญศลีคนในวังก็ไม่รู้จะทำยังก็เลยบอกกับพญานาคว่าพี่จะขอกลับวังไปสัก7วันเสร็จแล้วก็จะกลับมารับเข้าไปอยู่ในวังเช่นกันรับผ้าแดงกับแหวนไปแล้วกันรับประกันว่าพี่จะกลับมาหาน้องแน่ๆก็ได้ให้ของไว้กับนาคสาวและได้กลับกรุงสุโขทัยไป

เมื่อได้กลับมาถึงวังการบ้านการเมืองก็มีเยอะบวกกับสนมในวังก็เยอะจนหลัง7วันผ่านไปพระเจ้ากรุงสุโขทัยไม่ได้กลับมาหานาคสาวลืมไปแล้วนาคสาวตนนี้ก็ได้แต่รอและรู้สึกว่าไม่แน่ใจแล้วในตอนนั้นเองนางรู้สึกว่าตัวนางท้องแต่จะกลับไปใต้บาดาลที่ตั้งท้องอยู่ก็จะน่าเกียจ

ดังนั้นจึงคิดว่าจะเอาลูกออกแต่โชคดีที่เธอนั้นเป็นพญานาคไม่ต้องไปทำแท้งก็แค่ไปสำรอกออกมาพญานาคสาวก็เลยได้เดินทางไปริมแม่น้ำเสร็จแล้วก็สำรอกออกมาเป็นก้อนเลือดบางตำนานก็บอกว่าเป็นไข่แต่ในสำนวนที่อ่านมาว่ามันเป็นโลหิตจึงได้ทิ้งก้อนเลือดเอาไว้พร้อมกับผ้าและแหวนเสร็จแล้วก็กลายร่างกลับเมืองบาดาลไป

ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีคางคกหนึ่งตัวได้กระโดเข้ามาเสร็จจแล้วได้กินเข้าไปแต่มันได้เป็นก้อนเลือดของพญานาคและมีพิษทำให้คางคกตายแต่ทว่าร่างกายของคางคกมันยังสามารถขยับได้อยู่นั่นก็เพราะว่าก้อนเลือดที่อยู่ในท้องของคางคกมันคือเด็กวิเศษได้ใช้ร่างของคางคกเป็นหุ่นเชด

เนื่องจากนี้ได้มีสองตายายมีอาชีพหาปลาและเห็นผ้ากับแหวนตกก็ได้หยิบเอามาใช้เองเสียเลยเมื่อเอาเอาผ้าขึ้นมาก็พบคางคกตัวหนึ่งสบัดดทิ้งไปและเอาผ้ามาใช้และได้ร่องเรือจับปลาต่อและการจับปลาวันนั้นเหมือนดวงจะไม่ดีเอาเสียเลยจับยังไงก็จะได้แต่คางคกตัวเดิม

โดยคางคกตัวนี้ทำให้ตาโกรธจึงจับมันมาฆ่าจากนั้นคางคกได้บอกว่าตาจ๋าอย่าทำหนูเลยเอาข้าไปเลี้ยงและข้าจะดูแลปัดกวาดถูบ้านจึงทำให้สองตายายตกใจคิดว่ามันเป็นคางคกเทพแน่เลยจึงได้นำเอาคางคกนั้นมาเลี้ยงนำขึ้นมาแล้วพากลับบ้าน

 

สนับสนุนโดย.   gclub สล็อตฟรี

ประวัติของการ์ตูน

ประวัติของการ์ตูน ความเป็นมาของการ์ตูนที่เราดูหรืออ่านทุกๆวัน หลายๆคนอาจจะยังไม่รุ้ประวัติของมันเลย โดยการ์ตูนนั้นจะเริ่มมาจาก ค.ศ.ที่13 ของทวีป ยุโรป ช่วงเรเนซองต์ ซึ่งการ์ตูนนั้นมาจากภาษา อิตาลี คือคำว่า Catone(คาโตเน่) ซึ่งแปลว่า กระดาษผืนใหญ่ เพราะในสมัยนั้นจะยังเป็นงานศิลปะแบบ เฟรสโก้(Fresco)

ซึ่งเป็นงานแบบภาพแนว สีน้ำมัน และหลังจากนั้น ก็เกิดการ์ตูนของแต่ล่ะประเทศเพิ่มขึ้น และมีการพัฒนาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ล่ะประเทศ จนเป็นสิ่งที่เราเห็นกันในปัจจุบัน มีการดำเนินเรื่องที่แสดงออกมาเป็นช่องสี่เหลี่ยม และมีการใส่คำพูดเข้าไปในตัวละครต่างๆ ในแต่ล่ะช่อง ซึ่งเรียกกันว่า คอมมิค

การ์ตูนของทางฝั่ง ยุโรป

การ์ตูนของทางยุโรปเริ่มกันที่ ค.ศ.ที่18 โดยมีสิ่งที่ยืนยันได้ก็คือภาพร่างการ์ตูนของ William Hogarth ซึ่งเป็นนักวาดการ์ตูนชาวอังกฤษ ในช่วงราวๆ ปี ค.ศ.1843 ซึ่งเป็นนิตยสารของ Punch เป็นการ์ตูนที่ส่อเสียดสังคม John Leech และเป็นหนังสือการ์ตูนเล่มแรกที่ตีพิมพ์ลงในสื่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ และในสมัยนั้นเป็นการ์ตูนเสียดสีการเมืองที่นิยมมากอีกด้วย และจากจุดนั้นเอง ทำให้เป็นประเทศต่างๆ เช่น เยอร์มัน จีน และประเทศอื่นๆ ก็เริ่มทำการตีพิมพ์หนังสือการ์ตูนอีกด้วย

การ์ตูนของทางประเทศ ญี่ปุ่น

การ์ตูนของประเทศญี่ปุ่นนั้น ได้มีผู้ริเริ่มเขียนขึ้นมาหลังจากเหตุการณ์ สงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นและเรียกกันว่า มังงะ (Manga) [มังงะ(Manga)ในภาษาญี่ปุ่นจะแปลว่าความไม่แน่นอน] ซึ่งเป็นหรือพัฒนามาจาก อุคิโยเอะ(Ukiyoe) (อุคิโยเอะ(Ukiyoe) เป็นภาพเขียนของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีลักษณะที่สวยงาม เน้นที่ อารมณ์และความคิด มากกว่าที่จะเน้นลายเส้นและรูปร่างของตัวละคร)

และการนำภาพเขียนของทางตะวันตกมาผสมกัน และเกิดคำว่า มังงะ(Manga) และมังงะเริ่มต้นมาจากหนังสือที่มีชื่อว่า โฮคุไซ มังงะ(Hokusai Manga) และ งิงะ ที่เป็นภาพที่ล้อเลียน ศิลปิน12ท่าน ซึ่งดูและจะรุ้สึกคล้ายกับมังงะ

การ์ตูนของไทย

การ์ตูนของประเทศไทยนั้นจะเริ่มาจากการที่การวาดภาพบน ผนังวัดต่างๆ และหลังจากที่เริ่มมีการพัฒนาให้เข้ากับตะวันตกนั้นเอง และการ์ตูนไทยก็เริ่มที่จะมี เป็นรูปประกอบ ในเนื้อเรื่องของนิยาย และเรียกกันว่านิยายภาพ และการ์ตูนการเมืองในปี พ.ศ. 2500 ซึ่งเป็นยุคที่หนังสือการ์ตูนของไทยเป็นที่ยอดนิยม

และมีการตีพิมพ์เป็นอย่างมากใน หนังสือพิมพ์ วารสาร และในสมัยนั้นมีนักเขียนที่ขึ้นชื่ออยู่มาก เช่น เหม เวชกร และ จุก เบี้ยวสกุล และหลังจากนั้นก็ได้มีการตีพิมพ์ เป็นหนังสือการ์ตูนแยก เป็นเล่มล่ะ 1 บาท ซึ่งมีให้เลือกอ่านหลายแนวมากมาย เช่น แนวยองขวัญ ตลก เป็นต้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.   แจ้งฝาก-ถอน ufabet

ตำนานพระพุทธรูปกินสามเณร

               ตำนานพระพุทธรูปกินสามเณร  เกี่ยวกับตำนานเรื่องเล่าของพระพุทธรูปที่สามารถกินสามเณรได้นั้นเป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์  เบอร์เกิดขึ้นที่วัดเก่าแก่แห่งหนึ่ง  ซึ่งเรื่องนี้มีการเล่ากันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายมาเป็นนิทานปรัมปราและกลายมาเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงโด่งดังของวัดดังกล่าวอีกด้วย

        ตามตำนานว่ากันว่าวัดแห่งนี้แต่เดิมนั้นเป็นวัดที่ถูกปล่อยให้ทิ้ง รกร้าง  หลังจากนั้นก็มีพระธุดงค์องค์หนึ่งเดินทางมาเจอวัดร้างดังกล่าวแห่งนี้ซึ่งพระองค์นั้นมีชื่อว่าหลวงพ่อทอง  เมื่อหลวงพ่อทองเห็นจึงได้มีการเข้ามาบูรณะซ่อมแซมวัดร้างแห่งนี้ให้กลายมาเป็นวัดที่ชาวบ้านในพื้นที่สามารถมาทำบุญ  และมาปฏิบัติธรรมได้ นับจากนั้นเป็นต้นมาหลวงพ่อทองก็กลายมาเป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้และชาวบ้านก็พากันเดินทางมาทำบุญ 

          และเหตุการณ์ที่เกิดเป็นตำนานของพระพุทธรูปหินสามเณรเกิดขึ้นนับตั้งแต่วัดแห่งนี้มีการเปิดให้มีการบวชพระบวชเณรซึ่งมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นว่าในทุกๆคืนมักจะมีสามเณรหายออกจากวัดโดยที่ไม่มีทราบสาเหตุช่วงแรกๆพระลูกวัดรวมถึงเจ้าอาวาสต่างก็คิดกันว่าสามเณรเหล่านั้นที่หายออกไปจากวัดนั้นน่าจะคิดถึงบ้านจึงอาจจะกลับบ้านโดยที่ไม่บอกกล่าวกับพระองค์อื่นๆแต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีสัปเหร่อได้มาบอกกับทางด้านเจ้าอาวาสว่าเขาเกิดความสงสัยพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งอยู่ในโบสถ์โดยเขาสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มีสามเณรหายออกจากวัดพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวนั้นจะมีรอยเลือดติดอยู่ตรงบริเวณปากและมีเศษจีวรติดอยู่ตรงบริเวณปากด้วย 

          ที่สำคัญเขาสังเกตเห็นว่าพระพุทธรูปองค์นั้นมีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นเมื่อจะเอาว่าได้ยินเรื่องนี้จึงได้เดินทางมาดูแล้วก็เห็นจริงว่าพระพุทธรูปมีขนาดใหญ่โตขึ้นจากเดิมมากอย่างนั้นชาวบ้านรวมถึงพระและเจ้าอาวาสจึงพากันมาแอบดูในช่วงเวลากลางคืนจึงเห็นว่าเมื่อมีสามเณรเดินผ่านมาตรงโบสถ์ดังกล่าวก็จะมีการถูกพระพุทธรูปดึงเข้าไปกิน  จึงทำให้ทุกคนเข้าใจทันทีว่าสามเณรที่หายไปนั้นไม่ได้กลับบ้านแต่ปู่พระพุทธรูปภายในโบสถ์ของวัดนั้นกินเข้าไป

           หลวงพ่อทองจึงได้มีการสวดคาถาอาคมและสั่งให้ช่างมาทำกรงขังเลยเอาเหล็กมาทำเป็นกองให้มีความแน่นหนาขายพระพุทธรูปเอาไว้และสั่งห้ามไม่ให้สามเณรเดินมาใกล้บริเวณโบสถ์ดังกล่าวไปนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเรื่องราวของพระพุทธรูปกินสามเณรก็เป็นเรื่องราวที่มีการพูดถึงกันแต่ภายหลังจากที่มีการขังพระพุทธรูปเอาไว้ไม่มีเณรตายเรื่องราวเหล่านั้นจึงได้เลิกพูดถึงกันนั่นเอง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    Gclub ฟรี 500

ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย

      ประวัติกีฬาเปตองในประเทศไทย  สำหรับกีฬาเปตองนั้นถึงแม้ว่าจะเป็นกีฬาที่คนไทยให้ความนิยมเล่นกันแต่จริงๆแล้วต้นกำเนิดนั้นไม่ได้มาจากประเทศไทย  สำหรับกีฬาชนิดนี้ พึ่งเข้ามาสู่ประเทศไทยได้เมื่อช่วงประมาณปีพ.ศ 2518 เพียงเท่านั้นโดยคนที่นำมาบุกเบิกให้คนไทยได้รู้จักกีฬาเปตองกันนั้นก็คือนายจันทร์  โพยหาญ นั่นเอง 

     นายจันทร์  โพยหาญ เขาคือคนไทยคนแรกที่รู้จักกีฬาเปตองแล้วนำมาเผยแพร่ให้กับคนไทยได้รู้จักกันแต่ว่าในช่วงที่เขานำมาเผยแพร่ในครั้งแรกนั้นยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักและอุปกรณ์ในการเล่นก็ค่อนข้างขาดแคลนนั่นก็คือตัวลูกเปตองนั่นเองหลังจากนั้น นายจันทร์  โพยหาญ จึงได้ตัดสินใจชักชวนคนอื่นๆซึ่งเป็นนักธุรกิจที่เขาได้มีการประสานงานพูดคุยกันซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศไทยในขณะนั้นให้หันมารู้จักกีฬาชนิดนี้และร่วมกันเปิดธุรกิจลงทุนสั่งลูกเปตองมาขายในประเทศไทย

        นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเผยแพร่ให้คนไทยนั้นได้รู้จักกีฬาชนิดนี้และเล่นกีฬาชนิดนี้เป็นมีการขยายความรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาเปตองไปทั่วประเทศไทยตามจังหวัดต่างๆและส่งเสริมให้กีฬาเปตองนั้นกลายเป็นกีฬาของไทยอย่างหนึ่งที่ทุกคนนั้นเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ในการเล่นจนในที่สุดกีฬาเปตองก็ได้รับความสนใจและถูกบันทึกว่าเป็นกีฬาใหม่อย่างหนึ่งในเมืองไทยนั่นเอง 

        ถึงแม้ว่าในช่วงแรกๆนั้นคนจะรู้จักกีฬาเปตองน้อยทำให้การขายลูกเปตองนั้นขายไม่ค่อยได้แต่ทางด้านผู้บริหารของบริษัทที่มีการนำเบตงมาขายก็มองว่ามันสามารถที่จะดีได้ในอนาคตและกีฬาชนิดนี้จะเป็นกีฬาที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทยดังนั้นพวกเขาจึงใช้วิธีการแจกลูกเปตองไปตามสถานที่ราชการต่างๆไม่ว่าจะเป็นสถานีตำรวจรวมถึงทหารรวมทั้งสถานที่ที่เป็นเอกชนเพื่อให้เหล่าบรรดาข้าราชการและพนักงานเอกชนนั้นได้มีโอกาสทดลองเล่นกีฬาเปตอง

         หลังจากนั้นเมื่อทุกคนสามารถทราบวิธีการเล่นและมีความรู้เกี่ยวกับการเล่นกีฬาเปตองแล้วก็เริ่มที่จะให้ความสนใจกันเยอะมากขึ้นจนถึงขนาดที่มีการจัดตั้งสมาคมเปตองขึ้นมาโดยการจัดตั้งสมาคมนั้นเกิดขึ้นในปีพศ 2519 มีการสนับสนุนกีฬาชนิดนี้อย่างกว้างขวางและกีฬาชนิดนี้ยังเป็นกีฬาที่ถูกนำไปให้บรรดาข้าราชบริพารของสมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนีเล่นอีกด้วย

       ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นสนุกสนานเพลิดเพลินกับกีฬาชนิดนี้จนกีฬาเปตองกลายเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเลยทีเดียว  ถึงขนาดที่ทำให้พระองค์นั้นรับเอาสมาคมกีฬาเบตงมาไว้ในการอุปถัมภ์และมีการพัฒนากีฬาชนิดนี้อย่างต่อเนื่องและมีการส่งเสริมให้มีการฝึกเล่นกีฬาชนิดนี้และส่งไปแข่งขันกับต่างประเทศ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย    Gclub ฝากขั้นต่ำ50

แก๊ง MS13เถื่อนที่สุดในสหรัฐอเมริกาในปี 1980

จะมีใครเชื่อหรือไม่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะเป็นประเทศที่มีสถิติการก่ออาชญากรรมที่สูงและสาเหตุหลักๆที่เขาพากันทำเลยก็คือการมี แก๊ง MS13เถื่อนที่สุด เสรีภาพมากเกินไปมันไม่มีกฎหมายการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดพอมีเงินแล้วก็จบแค่นั้นแต่กฎหมายบ้านเขาค่อนข้างหนักอยู่พอสมควรเลยและยังได้มีเชื้อชาติที่หลากหลายอยู่ภายในประเทศที่ได้พากันอพยพมายังอเมริกาแล้วก็ไม่มีงานทำ

ซึ่งปัญหามันก็เลยเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะอยู่พอสมควรท้ายที่สุดแล้วนั้นก็เลือกเส้นทางลูกผู้ชายกันหมดเพราะว่ามันไม่มีทางเลือกยังไงพร้อมแล้วเราไปดูแก็งMS13กันเลย

นอกเหนือจากแก็งเจ้าพ่อผู้เปี่ยมล้นไปด้วยบารมีเงินมันก็ได้มีแก็งอื่นๆที่มีอิทธิพลต่างๆมากมายเลยไม่ว่าจะเป็นแก็งเล็กแก็งน้อยมีเกิดขึ้นอยู่หลายกลุ่มโดยกิจกรรมส่วนใหญ่ของแก็งทั้งหลายก็มีอยู่เยอะแยะและนี่ก็คือหนึ่งในนั้นคือ MS13กิจกรรมที่ได้พูดไปก่อนหน้านี้ของแก็งเลยก็คือการค้ายาโจรกรรมขู่เข็นเรียกค่าคุ้มครองขายอาวุธพ่นสีกำแพงและทำร้ายร่างกาย

เนื่องจากนี้เราเชื่อว่าพวกเราหลายคนคงจะรู้จักแก็งนี้อยู่พอสมควร MS13ถูกตั้งขึ้นมาภายในปี1980หรือประมาณ40ปีที่แล้วนั่นเองส่วนอาณาเขตของแก๊งดังกล่าวที่ปกครองไปนั่นก็มีตั้งแต่อเมริกาเหนือแล้วก็รากยาวไปถึงอเมริกาใต้สมาชิกมีประมาณ1แสนคนกว่าๆโดยประมาณ

เพราะฉะนั้นแล้วคุณจะเชื่อหรือไม่แก๊ง MS13มีอยู่ทั่วรัฐสหรัฐอเมริกากว่า50รัฐด้วยกันส่วนจุดเรื่อมต้นของ MS13เริ่มขึ้นจากสนามเด็กเล่นธรรมดาในบริเวณบ้านพักของผู้ลี้ภัยชาวสอดอเลียนภายในปี1980จนถึงปี1992ของประเทศดังกล่าวนี้ได้มีปัญหาภายในประเทศเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมาทำให้มีการฆ่าล้างโคตรคนในชาติของตัวเองระหว่างภายรัฐบาลหรือหน่วยราดสังหาร

ซึ่งในช่วงหลัง12ปีที่พี่น้อยร่วมชาติต้องล้มตายไปกว่า75,000คน

ประชาชนกว่า1ล้านคนต้องไร้บ้านไม่มีที่พักอาศัยมันก็เลยทำให้พี่น้อยหลายคนต้องพากันอพยพไปกันในหลายประเทศและประเทศร่วมใหญ่ก็เป็นสหรัฐอเมริกาแล้วก็แคนาดาและจุดกำเนิดเกิดขึ้นในลอสแอนเจลิสในปี1980

โดยในช่วงนั้นสหรัฐอเมริกาสังคมก็เดือดกันอยู่เขาเกียจทุกอย่างเลยไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติสีผิวและถ้าคนเชื้อชาติอื่นได้อาศัยอยู่ในชุมชนคนผิวขาวเยอะคนผิวขาวขายบ้านหนีเลยเพราะว่าพวกเขานั้นคิดว่าคนพวกนี้มันโหดเถื่อนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าปัจจุบันนี้เขาเลิกฮิตอะไรแบบนี้ไปกันหรือยังและคนที่อพยพมาอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวก็ถูกทำร้ายร่างกายเป็นว่าเล่นกันเลยชาวสอดอเลียนโดนทุกอย่าง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   เปิดยูส ขั้นต่ำ 100