13 วิธี เพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวัน


การมีสุขภาพดี…ไม่ใช่เรื่องอยาก แต่ต้องอาศัยความตั้งใจและการมีวินัยในตัวเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นประโยชน์ของการกระทำสิ่งนั้น 20 วิธีเพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวันเป็นข้อแนะนำการใช้ชีวิตที่เราๆ ท่านๆ สามารถปฏิบัติตามได้ โดยมีเป้าหมาย คือ การเป็น-อยู่ อย่างสุขภาพดี

 13 วิธี เพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวัน

                 การมีสุขภาพดี…ไม่ใช่เรื่องอยาก แต่ต้องอาศัยความตั้งใจและการมีวินัยในตัวเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นประโยชน์ของการกระทำสิ่งนั้น 20 วิธีเพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวันเป็นข้อแนะนำการใช้ชีวิตที่เราๆ ท่านๆ สามารถปฏิบัติตามได้ โดยมีเป้าหมาย คือ การเป็น-อยู่ อย่างสุขภาพดี

1 . อยากกระฉับกระเฉง ต้องกินมื้อเช้า ใครที่บอกว่าไม่มีเวลาถือว่าขาดทักษะการบริหารเวลาเชียวนะ ต้องถือว่าการกินมื้อเช้าเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องปฏิบัติ และในแต่ละวันควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
2 . ดื่มน้ำให้ถูกจังหวะ ระหว่างมื้ออาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด หรือถึงขั้นอาเจียนได้แต่ตอนเช้าหลังตื่นนอนควรดื่มน้ำสัก 1- 2 แก้ว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ใน
3. “ขยับ เท่ากับออกกำลังกาย” ทำได้ง่ายๆ เช่น เดินไปคุยงานกับเพื่อนห้องข้างๆ แทนการใช้โทรศัพท์ ทำงานบ้านด้วยตัวเองทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
4. ปัญหาเรื่องข้อเข่าพบมากขึ้นในคนวัยทำงานทั้งๆ ที่อายุยังไม่มากนักจึงควรป้องกันไว้แต่เนินๆ โดยลดเลี่ยงกิจกรรม หรือการออกกำลังกายที่จะทำให้เกิดการกดน้ำหนักที่ข้อเข่ามากๆ อย่างกระโดดเชือก รวมทั้งไม่ยืน หรือยกของหนักเป็นเวลานานๆ แนะนำให้บริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าให้แข็งแรง โดยนั่งยกขาทีละข้างแล้วเกร็งค้างไว้ หรือออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน
5. ผู้ที่ทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ควรหยุดพักสายตาและลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ดวงตาอ่อนล้าและเกิดเส้นยึด จนมีอาการปวดเมื่อยเป็นประจำ หนำซ้ำอาจพ่วงโรคไมเกรนมาเป็นของแถว
6. ควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของเราในเรื่องหลักๆซึ่งสัมพันธ์กับโรคยอดนิยมทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เช่น โรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น


7. ยิ้มรับอรุณทุกวัน เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีก่อนเริ่มวันใหม่และบอกสิ่งดีๆ กับตัวเองในกระจกเพื่อปลุกจิตใจประจำวัน เช่น ฉันมีความสุขมาก และหัวเราะทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อรับสารแห่งความสุขที่หลั่งจากสมอง การหัวเราะตามธรรมชาติ นับเป็นยาอายุวัฒนะชะลอความแก่ให้กายและใจได้เป็นอย่างดี
8. มองหาข้อดีในเรื่องร้ายๆ เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ขึ้นอยู่กับว่า…เราจะเลือกมองอย่างไรให้ได้ประโยชน์ การที่เราพบกับเรื่องร้ายๆ และเราก็ผ่านมันได้โดยยังมีลมหายใจอยู่ สิ่งที่เราได้แน่ๆ คือบทเรียนสำคัญที่จะไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก และเรายังได้รับความอดทน ความเข้มแข็งของจิตใจซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ตลอดชีวิตเป็นของแถมที่ล้ำค่าอีกด้วย
9. ให้รางวัลแก่ตัวเองเมื่อเราสามารถทำเรื่องยากๆ หรือเป็นสิ่งดีที่ฝืนความรู้สึก ได้การเอาชนะสิ่งอื่นใด ก็ยิ่งใหญ่เท่าเอาชนะใจตัวเอง รางวัลที่แท้จริงที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอด คือ ความรู้สึกชื่นชมและเคารพตัวเองซึ่งลึกซึ่งกินใจยิ่งกว่ารางวัลใดๆ จากใครทั้งมวล
10.รู้จักให้อภัยทำใจให้เป็นกลาง กับศัตรู คู่แข่ง จนถึงคนที่เราไม่ถูกชะตา เกลียดหน้าแบบไม่มีเหตุผล ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดๆ ระหว่างกันมาก่อนหรือเพียงแค่มองหน้าก็พาให้โมโห เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในอดีตมันจบลงอย่างไม่สมบูรณ์แล้ว การฟื้นฝอยอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาในใจ คนเสียหายขาดทุนก็คือตัวเราคนเดียว เราจึงควรฝึกให้อภัย ทำไปสักพัก ใจเราก็จะรู้สึกเบาขึ้น ความรู้สึกด้านลบจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลางแล้วอาจกลับกลายเป็นบวกได้ในที่สุด
11. “การให้” เป็นสิ่งที่สร้างความสุขใจให้เกิดกับทุกฝ่ายทั้งผู้ให้และผู้รับ การให้ไม่ได้นับเฉพาะการให้เงิน หรือสิ่งของ การให้สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการให้แรงกายช่วยทำกิจการงาน การให้กำลังใจ การให้ความรู้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จนถึงการให้อภัย นอกจากความสุขในใจแล้ว การให้ยังช่วยให้เราพัฒนาคุณธรรมของตัวเอง
12. จัดการกับเรื่องกังวลก่อนนอน อย่ามัวเสียเวลานอนคิดพลิกซ้าย-ขวาให้ลุกขึ้นมาเขียนเรื่องที่กังวลนั้นใส่กระดาษพร้อมเขียนวิธีแก้ไข ถ้าคิดไม่ออกก็เขียน “ฝากไว้ก่อน”จะได้ทิ้งเรื่องนั้นใส่ในกระดาษแทนใส่ไว้ในหัวเรา
13. การมีสติ คือ การรู้สึก เป็นสิ่งที่ควรฝึกปฏิบัติให้เคยชิน หลายคนอาจนึกว่าการลืมตาไม่ได้หลับไหล นั่นก็คือการมีสติ แต่ถ้าเราพิจารณาลงลึกสังเกตตัวเราให้ถี่ถ้วน จะพบว่าใจเราไม่ได้อยู่กับตัวเราตลอดทุกวินาทีแม้จะลืมตาตื่นก็เถอะ เดี๋ยวก็ใจลอยคิดห่วงหน้า พะวงหลัง การฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันขณะแบบง่ายๆ ทำได้โดยใส่ความตั้งใจไปในทุกงานทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ขณะนั้นๆ จะเป็นวิธีการฝึกสติอย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ

ด้วยความปรารถนาดีจากรพ.วิภาวดี 13 วิธี เพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวัน
การมีสุขภาพดี…ไม่ใช่เรื่องอยาก แต่ต้องอาศัยความตั้งใจและการมีวินัยในตัวเอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเห็นประโยชน์ของการกระทำสิ่งนั้น 20 วิธีเพื่อสุขภาพที่ดีในวิถีประจำวันเป็นข้อแนะนำการใช้ชีวิตที่เราๆ ท่านๆ สามารถปฏิบัติตามได้ โดยมีเป้าหมาย คือ การเป็น-อยู่ อย่างสุขภาพดี


1 . อยากกระฉับกระเฉง ต้องกินมื้อเช้า ใครที่บอกว่าไม่มีเวลาถือว่าขาดทักษะการบริหารเวลาเชียวนะ ต้องถือว่าการกินมื้อเช้าเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องปฏิบัติ และในแต่ละวันควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
2 . ดื่มน้ำให้ถูกจังหวะ ระหว่างมื้ออาหารไม่ควรดื่มน้ำมาก เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ส่งผลให้เกิดอาการท้องอืด หรือถึงขั้นอาเจียนได้แต่ตอนเช้าหลังตื่นนอนควรดื่มน้ำสัก 1- 2 แก้ว จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆ ใน
3. “ขยับ เท่ากับออกกำลังกายทำได้ง่ายๆ เช่น เดินไปคุยงานกับเพื่อนห้องข้างๆ แทนการใช้โทรศัพท์ ทำงานบ้านด้วยตัวเองทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
4. ปัญหาเรื่องข้อเข่าพบมากขึ้นในคนวัยทำงานทั้งๆ ที่อายุยังไม่มากนักจึงควรป้องกันไว้แต่เนินๆ โดยลดเลี่ยงกิจกรรม หรือการออกกำลังกายที่จะทำให้เกิดการกดน้ำหนักที่ข้อเข่ามากๆ อย่างกระโดดเชือก รวมทั้งไม่ยืน หรือยกของหนักเป็นเวลานานๆ แนะนำให้บริหารกล้ามเนื้อรอบหัวเข่าให้แข็งแรง โดยนั่งยกขาทีละข้างแล้วเกร็งค้างไว้ หรือออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน
5. ผู้ที่ทำงาน ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ควรหยุดพักสายตาและลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ดวงตาอ่อนล้าและเกิดเส้นยึด จนมีอาการปวดเมื่อยเป็นประจำ หนำซ้ำอาจพ่วงโรคไมเกรนมาเป็นของแถว
6. ควรตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพของเราในเรื่องหลักๆซึ่งสัมพันธ์กับโรคยอดนิยมทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เช่น โรคโลหิตจาง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
7. ยิ้มรับอรุณทุกวัน เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีก่อนเริ่มวันใหม่และบอกสิ่งดีๆ กับตัวเองในกระจกเพื่อปลุกจิตใจประจำวัน เช่น ฉันมีความสุขมาก และหัวเราะทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อรับสารแห่งความสุขที่หลั่งจากสมอง การหัวเราะตามธรรมชาติ นับเป็นยาอายุวัฒนะชะลอความแก่ให้กายและใจได้เป็นอย่างดี
8. มองหาข้อดีในเรื่องร้ายๆ เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ขึ้นอยู่กับว่า…เราจะเลือกมองอย่างไรให้ได้ประโยชน์ การที่เราพบกับเรื่องร้ายๆ และเราก็ผ่านมันได้โดยยังมีลมหายใจอยู่ สิ่งที่เราได้แน่ๆ คือบทเรียนสำคัญที่จะไม่ให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก และเรายังได้รับความอดทน ความเข้มแข็งของจิตใจซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้ตลอดชีวิตเป็นของแถมที่ล้ำค่าอีกด้วย
9. ให้รางวัลแก่ตัวเองเมื่อเราสามารถทำเรื่องยากๆ หรือเป็นสิ่งดีที่ฝืนความรู้สึก ได้การเอาชนะสิ่งอื่นใด ก็ยิ่งใหญ่เท่าเอาชนะใจตัวเอง รางวัลที่แท้จริงที่จะอยู่กับตัวเราไปตลอด คือ ความรู้สึกชื่นชมและเคารพตัวเองซึ่งลึกซึ่งกินใจยิ่งกว่ารางวัลใดๆ จากใครทั้งมวล
10.รู้จักให้อภัยทำใจให้เป็นกลาง กับศัตรู คู่แข่ง จนถึงคนที่เราไม่ถูกชะตา เกลียดหน้าแบบไม่มีเหตุผล ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดๆ ระหว่างกันมาก่อนหรือเพียงแค่มองหน้าก็พาให้โมโห เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในอดีตมันจบลงอย่างไม่สมบูรณ์แล้ว การฟื้นฝอยอารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาในใจ คนเสียหายขาดทุนก็คือตัวเราคนเดียว เราจึงควรฝึกให้อภัย ทำไปสักพัก ใจเราก็จะรู้สึกเบาขึ้น ความรู้สึกด้านลบจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกลางแล้วอาจกลับกลายเป็นบวกได้ในที่สุด
11. “การให้” เป็นสิ่งที่สร้างความสุขใจให้เกิดกับทุกฝ่ายทั้งผู้ให้และผู้รับ การให้ไม่ได้นับเฉพาะการให้เงิน หรือสิ่งของ การให้สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งการให้แรงกายช่วยทำกิจการงาน การให้กำลังใจ การให้ความรู้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ จนถึงการให้อภัย นอกจากความสุขในใจแล้ว การให้ยังช่วยให้เราพัฒนาคุณธรรมของตัวเอง
12. จัดการกับเรื่องกังวลก่อนนอน อย่ามัวเสียเวลานอนคิดพลิกซ้าย-ขวาให้ลุกขึ้นมาเขียนเรื่องที่กังวลนั้นใส่กระดาษพร้อมเขียนวิธีแก้ไข ถ้าคิดไม่ออกก็เขียน “ฝากไว้ก่อน”จะได้ทิ้งเรื่องนั้นใส่ในกระดาษแทนใส่ไว้ในหัวเรา
13. การมีสติ คือ การรู้สึก เป็นสิ่งที่ควรฝึกปฏิบัติให้เคยชิน หลายคนอาจนึกว่าการลืมตาไม่ได้หลับไหล นั่นก็คือการมีสติ แต่ถ้าเราพิจารณาลงลึกสังเกตตัวเราให้ถี่ถ้วน จะพบว่าใจเราไม่ได้อยู่กับตัวเราตลอดทุกวินาทีแม้จะลืมตาตื่นก็เถอะ เดี๋ยวก็ใจลอยคิดห่วงหน้า พะวงหลัง การฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบันขณะแบบง่ายๆ ทำได้โดยใส่ความตั้งใจไปในทุกงานทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ขณะนั้นๆ จะเป็นวิธีการฝึกสติอย่างเป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพ

การพนันในสังคมไทย

               สังคมไทยมองว่าคนเล่นการพนันไม่ใช่คนเลว ถ้าเล่นเพื่อความสนุกสนาน สร้างความสัมพันธ์ในชุมชน หรือเล่นเพื่อเสี่ยงโชค แต่กลุ่มที่เป็นปัญหาคือ “นักพนัน” เป็นคนไม่ดี เป็นคนที่หมกมุ่นหรือใช้เวลาส่วนใหญ่เพื่อการเล่นพนัน แสวงหาที่จะเล่นพนันตลอดเวลา ทุกรูปแบบ ซึ่งในแต่ละชุมชนจะมีกลุ่มที่เป็นปัญหาหรือเรียกว่า “นักพนัน” ไม่กี่คน

เมื่อการเล่นพนันไม่ใช่ปัญหา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยเกือบ 77% เคยเล่นการพนันมาแล้ว โดยผู้ที่มีอายุต่ำสุดในการเล่นพนันครั้งแรกมีอายุเพียง 7 ปี และสถานที่เล่นการพนันครั้งแรกๆมักอยู่ในบ้าน ละแวกบ้าน หรือในโรงเรียน

คนเล่นพนันบางคนค่อยๆพัฒนาการเล่นจากวงเล็กไปสู่วงที่ใหญ่ขึ้นๆ และมีโอกาสกลายเป็น “นักพนัน” ในที่สุด อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคณะ ได้ทำการสำรวจและให้ข้อมูลในหนังสือ อุตสาหกรรมการพนัน พบว่า ปี 2539-2541 ธุรกิจการพนันผิดกฎหมายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ 1) หวยใต้ดิน 2)บ่อนเถื่อน และ3)พนันฟุตบอล การพนันเหล่านี้ทำเงินให้กับผู้ให้บริการการพนันสูงถึง 138,000-277,000 ล้านบาทต่อปี

อีก 1 รอบนักษัตรต่อมา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการ สำรวจสถานการณ์การพนัน ซ้ำอีกรอบ พบว่า ปี2553 หวยใต้ดินยังครองแชมป์อันดับหนึ่งของการพนันไทยควบคู่กับสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยมีการพนันในบ่อนและการพนันฟุตบอลติดอันดับตามมา และประมาณการจำนวนเงินที่สะพัดในอุตสาหกรรมการพนันตลอดทั้งปีสูงถึง 357,275 ล้านบาท

                                  หวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล

เป็นการพนันที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ปี 2553 มีจำนวนคนเล่นหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งสูงพอๆกัน คือเกือบ 20 ล้านคน มีเงินหมุนเวียนรวมกันตลอดทั้งปีสูงถึง 178,827 ล้านบาท

หวยใต้ดินที่มีจำนวนผู้เล่นมากที่สุดและมีวงเงินเล่นพนันสูงสุดผูกติดกับการออกรางวัลสลากกินแบ่งเดือนละ 2 ครั้ง ส่วนหวยอื่นๆ เช่น หวยหุ้น หวยปิงปอง จับยี่กี่ หวยต่างประเทศ ทั้งประเทศลาว กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ เป็นการเล่นในกลุ่มเฉพาะ

สลากกินแบ่งก็ได้รับความนิยมไม่น้อย ปัจจุบันสลากกินแบ่งมียอดพิมพ์จำหน่ายงวดละ 68 ล้านฉบับ เป็นสลากกินแบ่งรัฐบาล เอากำไรเข้าคลัง 50 ล้านฉบับ และสลากการกุศล เอาเงินไปให้องค์กรสาธารณะตามที่ปรากฏบนหน้าสลาก 18 ล้านฉบับ

ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ การขายสลากเกินราคา จาก 80 บาท ขายกันจริงๆ 100-120 บาทต่อฉบับ ส่วนต่างอีก 25-50% นั้น รัตพงษ์ สอนสุภาพ และศรัณย์ ธิติลักษณ์ ทำวิจัยเรื่องนี้ พบว่า เกิดจากโครงสร้างการกระจายสลากที่มีลักษณะกระจุก ทำให้เกิดการผูกขาดและมีการปั่นราคา

ล่าสุดเกิดกรณีปัญหาแชร์ลูกโซ่สลากกินแบ่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ครูแห่งหนึ่งทางภาคอีสานก้าวเข้าสู่วงจร หวังนำรายได้ไปสร้างสวัสดิการให้ครู หลงลืมว่าการกระทำนี้เท่ากับยอมเป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบผู้บริโภค คุณครูหลายท่านเห็นแล้วรู้สึกสะเทือนถึงวิชาชีพของ “คนเป็นครู” ใครคือผู้ใช้องค์กรครูเป็นเครื่องมือทำเรื่องไม่เหมาะสม ทุกฝ่ายช่วยกันจัดการ..ด่วน

                                 พนันทายผลการแข่งขันฟุตบอล

เป็นการพนันที่เติบโตรวดเร็วมากในช่วง 4-5 ปีมานี้ เฟื่องฟูขึ้นตามการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ปี 2553 มีจำนวนคนเล่นพนันบอลสูงกว่าล้านคน มีเงินหมุนเวียนตลอดปีสูงถึง 38,005 ล้านบาท

กระแสการเล่นพนันบอลที่กระจายสู่สังคมวัยรุ่น ทำให้นักศึกษาที่แม่โจ้ รัฐชาติ พรรษา และคณะ ทำการศึกษาเรื่อง พนันฟุตบอลรอบรั้วมหาวิทยาลัยเมื่อปี 2553 พบว่า นักศึกษาที่เล่นพนันบอลมากสุดคือ ชั้นปี 3 และ นักศึกษาส่วนใหญ่คิดว่า นักศึกษาที่เล่นพนันบอลส่วนใหญ่สามารถรับผิดชอบผลการเรียนได้ มีเพียงบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ เพราะเล่นพนันเกินรายได้ ทำให้มีปัญหาหนี้สิน ต้องนำเวลามาหาเงินใช้หนี้พนัน และบางรายมีปัญหาถูกทวงหนี้แบบนอกระบบ

การขยายตัวของการพนันในรั้วมหาวิทยาลัย จะทำให้นักศึกษากลุ่มหลังมัวเมากับการเล่นพนัน ใช้เวลาและความคิดกับการพินิจพิจารณาว่าจะเล่นทีมไหน รอลุ้นผลการแข่งขันจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เกิดความเครียดและความเสื่อมถอยทางสุขภาพจิต สุขภาพกาย

แต่อะไรทำให้นักศึกษากลุ่มหลังก้าวเข้าสู่วังวนแห่งปัญหา รัฐชาติและคณะมิได้กล่าวถึง ดังนั้นการหาทางแก้ไขจึงยังไม่ปรากฏ

                          ผู้ใหญ่คิดอย่างไรกับการพนันฟุตบอล?

ผู้นำชุมชนคิดต่างเรื่องผลกระทบ และกังวลว่า ในไม่ช้าจำนวนผู้เล่นพนันบอลจะแซงหน้าคนเล่นหวย เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ เช่น

  • การเล่นพนันบอลมีลักษณะแอบแฝงกับการกีฬา ทำให้ผู้เล่นรู้สึกไม่ถูกเพ่งเล็ง สามารถอ้างว่าสนใจกีฬามากกว่าเล่นการพนัน การพนันเป็นเพียงผลพลอยได้ เป็นส่วนเสริม และที่สำคัญ การพนันที่แทรกมากับกีฬายังถือเป็นการเล่นพนันอีกระดับหนึ่งที่ “ดูเท่ห์” ไม่ได้เล่นเอารวยเหมือนการพนันชนิดอื่นๆ
  • การเล่นพนันบอลทำได้ง่าย โพยบอลกระจายไปทั่ว สื่อนำเสนอเนื้อหาสนับสนุน กระตุ้นให้รู้สึกว่าเล่นพนันฟุตบอลเป็นเรื่องธรรมดา
  • ในหลายจังหวัด เย็นวันศุกร์และเสาร์ ท้องถนนจะมีบรรยากาศแบบวัยรุ่น ตามร้านขายอาหาร ร้านเหล้าเล็กๆ จะตั้งทีวีถ่ายทอดสดฟุตบอล วัยรุ่นมานั่งกินดื่ม เล่นพนันและเชียร์บอล

และเหตุผลส่วนบุคคลของนักศึกษาที่เล่นพนันบอล คือ

  1. ความต้องการรายได้ เพื่อให้การใช้ชีวิตมีความสุขสบายมากขึ้น
  2. อิทธิพลของสื่อ โดยเฉพาะหนังสือวิเคราะห์เกมฟุตบอลและหนังสือพิมพ์กีฬา เช่น สปอร์ตพูล สตาร์ชอคเก้อร์ สปอร์ตแมน
  3. อิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมด้านที่พักอาศัย
  4. อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อน

“พนันฟุตบอล” จึงกลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อจะเข้าสู่ฤดูแข่งขันใหญ่ทุก 2 ปี สลับระหว่างฟุตบอลโลกกับฟุตบอลยูโร

หลายหน่วยงานมีนโยบายและมาตรการต่อต้านเด่นชัด แต่ผลลัพธ์ที่ผ่านมาคือ ยิ่งต้านจำนวนผู้เล่นพนันบอลยิ่งเพิ่ม และเพิ่มปริมาณอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากผู้เล่นพนันบอลส่วนใหญ่รู้สึกว่าการเล่นพนันบอลเป็นเพียง “เรื่องขำๆ”

8 มิถุนานี้ ฤดูแข่งขันยูโร 2012 จะเริ่มต้นอีกครั้ง ถ้าไม่อยากให้คนที่เรารัก “ขำไม่ออก” เพราะเสียพนันจนเป็นหนี้ ทุกคนต้องช่วยกันสอดส่อง อย่าปล่อยให้คนใกล้ตัวหมกมุ่นกับการพนันฟุตบอลจนเสียงาน เสียสุขภาพ และอาจจะเสีย…

                             ความเห็นไม่ตรงกัน พนันถูกกฎหมายหรือไม่?

ฝ่ายสนับสนุน ให้มุมมองจากโลกที่เป็นจริงว่า การพนันในสังคมไทยมีอยู่ทั่วไป และในทางปฏิบัติก็ไม่มีทางควบคุมได้ทั้งหมด ถ้าทำการพนันให้เป็นธุรกิจถูกกฎหมาย จะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีจากการพนัน และลดทอนบทบาทของกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ได้

ฝ่ายค้าน โต้จากมุมมองของหลักการ หลักศีลธรรม เห็นว่าการทำให้การพนันเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย คือการสร้างความชอบธรรมและส่งเสริมการเล่นพนัน ทำให้คนเล่นพนันได้ง่ายขึ้น และผลกระทบทางลบของการพนันจะบานปลาย เช่น การเป็นหนี้ ละงาน ขาดความรรับผิดชอบ ภาวะครอบครัวแตกแยก และอาชญากรรม

และที่สำคัญที่สุดคือ สังคมไทยขาดประสบการณ์ ทำให้ขาดความเชื่อถือในการกำกับดูแลและคิดว่าระบบการทำงานของตำรวจและนักการเมืองยังไม่พร้อม ตอกย้ำความเชื่อว่า การทำการพนันให้ถูกกฎหมายเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทย ไม่เป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม แต่จะให้ผลประโยชน์ส่วนตัวกับนักธุรกิจและนักการเมืองบางกลุ่มบางคนเท่านั้น

ภาวะการยันกันอยู่ ทำให้นโยบายเรื่องอุตสาหกรรมการพนันไม่อาจหาข้อสรุปได้ จุดเริ่มต้นสำคัญของการแสวงหาคำตอบ คือการทำให้สาธารณชนมีการอภิปรายประเด็นการพนันอย่างกว้างขวาง ทำให้ผู้คนในชุมชนคุยเรื่องการพนัน สร้างข้อถกเถียงกันตั้งแต่ระดับชุมชน เพื่อทำให้สังคมรู้เท่าทัน มีภูมิคุ้มกันและสามารถจัดการตัวเองในทุกระดับ

ควันหลงพาราลิมปิก: จากการแข่งขันกีฬาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

หนึ่งในเหตุการณ์แห่งปีของปี 2012 คงไม่มีใครลืมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเป็นแน่ และทุกๆ ครั้งหลังจากจบการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ประเทศเจ้าภาพจะจัดการแข่งขันพาราลิมปิกต่อเนื่องกันไป ซึ่งเป็นที่ประทับใจไม่แพ้กัน เบื้องหลังความสำเร็จของการจัดการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกนั้นคือการเตรียมงานและทำงานอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลอังกฤษ โดยเมื่อการแข่งขันเสร็จสิ้นลง สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยและสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติได้เพื่อสานต่องานด้านคนพิการต่อไป

ในการนี้ นางนภา เศรษฐกร เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ พร้อมคณะ ได้เข้าหารือกับเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มร. มาร์ค เคนท์ เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะการทำงานด้านคนพิการ และเรียนรู้แนวทางนโยบาย ตลอดจนการทำงาน ปัญหาและอุปสรรค ก่อนเดินทางพร้อมคณะไปศึกษาดูงาน ณ สหราชอาณาจักร เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนโยบายเพื่อคนพิการของกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ สถานีโทรทัศน์ Channel 4 การกีฬาแห่งชาติอังกฤษ (Sport UK) Social Enterprise UK และ Disability Rights UK

มร. มาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า

ในฐานะตัวแทนรัฐบาลอังกฤษ ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางสถานทูตได้สานต่องานด้านคนพิการกับหน่วยงานราชการของประเทศไทย สำหรับการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกที่กรุงลอนดอนปีที่ผ่านมานั้นไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬา แต่สหราชอาณาจักรยังตั้งเป้าไปถึงการเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมที่มีต่อคนพิการ สนับสนุนให้เกิดโอกาสสำหรับคนพิการที่จะมีส่วนร่วมในมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญและยังไปถึงการมีส่วนร่วมของคนพิการกับกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอื่นๆ ในสังคม

เจ้าหน้าที่ของสถานีโทรทัศน์ Channel 4 ได้อธิบายระหว่างการเยี่ยมชมงานว่า ทางสถานีนั้นเป็นผู้ถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกอย่างเป็นทางการ และได้มีการวางแผนเตรียมความพร้อม โดยทางสถานีนั้นมองไปถึงการสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้นให้สังคมอย่างยั่งยืน เปลี่ยนมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อคนพิการ มีการรับสมัครคนพิการเพื่อเข้ามาเป็นผู้รายงานข่าวกีฬา ซึ่งคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 300 คน พร้อมฝึกอบรมงานผู้ประกาศให้กับผู้ที่ได้รับคัดเลือก ซึ่งปัจจุบันมีผู้รายงานข่าวที่ยังคงทำงานกับทางสถานีต่อไป

นางนภา เศรษฐกร เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ กล่าวภายหลังการเดินทางกลับมาจากสหราชอาณาจักรว่า

การเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้ ได้รับแนวคิดทั้งทางด้านนโยบายและการปฏิบัติงานที่มีประโยชน์อย่างมาก การพูดคุยกับกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษนั้นทำให้ทราบว่า การจ้างงานคนพิการของหน่วยงานราชการอังกฤษนั้น มองถึงความยั่งยืน คือไม่ได้มองแค่การหางานเฉยๆ แต่คนพิการที่เข้าสู่สังคมปกติ ต้องการปรับตัว หน่วยงานมีหน้าที่คิดต่อยอดว่าทำอย่างไรให้คนพิการทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จอย่างยั่งยืน องค์กรของอังกฤษยอดเยี่ยมมาก ไม่เพียงแต่หางาน แต่มีศูนย์ให้คำปรึกษาการจ้างงาน มีการวิเคราะห์ค่างานตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา มีการเตรียมความพร้อม ฝึกอบรม การเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่ความยั่งยืนของการมีงานทำของคนพิการ เป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดในการทำงานที่ทางเจ้าหน้าที่ของเรารับมา งานติดตามให้คำแนะนำ คนพิการ ทั้งในหน่วยงานและสถานประกอบการต่างๆ

อีกประเด็นหนึ่งคือการเข้าถึงสถานที่ทำงานได้โดยสะดวก การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกในหน่วยงานที่รับคนพิการเข้าทำงาน และพื้นที่สาธารณะ ทางหน่วยงานของสหราชอาณาจักรนั้นได้รณรงค์จนประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม คนพิการสามารถเดินออกจากบ้าน ได้อย่างอิสระและมีความสุข ถ้าประเทศไทยทำอย่างนี้ได้ ก็เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนการวิธีการทำงาน การรณรงค์ที่มีสื่อและเทคนิคหลากหลาย ทั้งเอกสาร ภาพ โบรชัวร์ ทำให้ทางคณะได้เห็นภาพการทำงานที่ชัดเจน

อีกหนึ่งหน่วยงานที่ทางคณะได้ไปเยี่ยมชมก็คือ Social Enterprise UK ที่ทำงานเกี่ยวกับ “การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม” โดยได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวางในเรื่องการผลักดันสู่ภาคธุรกิจที่จะนำผลกำไรมาผลักดันงานพัฒนาเพื่อคนพิการ นับเป็นแนวคิดการทำงานพัฒนาอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง หลังจากการเดินทางครั้งนี้ ทางสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติมีกำหนดการจัดการประชุมตัวแทนจากประเทศจากอาเซียนในเดือนพฤษภาคม เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องธุรกิจเพื่อสังคมสำหรับคนพิการ และนำแนวคิดที่ได้จากการศึกษาดูงานครั้งนี้มาถกในวงกว้างต่อไป