ตำนานค่ายลูกเสือที่จังหวัดระยอง

       สำหรับเรื่องราวตำนานค่ายลูกเสือที่จังหวัดระยองนั้นเป็นตำนานเกี่ยวกับวิญญาณของเด็กชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตตอนที่เขามาเข้าค่ายลูกเสือแห่งนี้ซึ่งเรื่องราวน่ากลัวนี้ถูกเล่าขานต่อๆกันมาและถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในเรื่องวันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือโดยเรื่องราวนี้มีการเล่าลือกันว่าที่ค่ายลูกเสือแห่งนี้ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยองโดยมีการก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2517

  โดยเป็นการเปิดให้ลูกเสือมาเข้าค่ายที่นี่เป็นครั้งแรกซึ่งมีการเล่าว่าในการเข้าค่ายครั้งนั้นมีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งหายออกไปจากค่ายลูกเสือและเมื่อมีการตามหาก็ไม่พบเด็กชายคนดังกล่าวซึ่งในบริเวณค่ายลูกเสือนั้นมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งเจ้าหน้าที่พยายามค้นหาร่างเพราะคิดว่าเด็กชายคนดังกล่าวนั้นอาจจะเสียชีวิตจากการจมน้ำจึงได้มีการสูบน้ำออกจากหนองน้ำแห่งนั้น

แต่ก็ไม่พบร่างของเด็กชายคนดังกล่าวเลยจนในที่สุดค่ายลูกเสือดังกล่าวก็ถูกปิดตัวลงและที่บริเวณหน้าค่ายลูกเสือได้มีการสร้างอนุสรณ์เป็นรูปปั้นเด็กชายที่แต่งกายคล้ายชุดลูกเสือยืนถือไม้พองอยู่และมีการระบุกำกับไว้ด้วยว่าตั้งขึ้นเมื่อปี 2517 สำหรับเหตุการณ์หลังจากนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีโรงเรียนแห่งหนึ่งพาเด็กนักเรียนมาเข้าค่ายที่ลูกเสือแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง

โดยความน่ากลัวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลากลางคืนเมื่อเด็กนักเรียนเริ่มจัดกิจกรรมก่อกองไฟได้มีเด็กนักเรียนหายไปจำนวน 2 คนซึ่งทุกคนก็พยายามออกตามหาจนรุ่งเช้าจึงมาพบเด็กชายทั้งสองคนนั้นอยู่กันคนละที่โดยคนนึงนั้นอยู่ฐานซึ่งขุดไว้เป็นอุโมงโดยเด็กชายมีลักษณะอยู่ในอาการหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาจนเด็กชายอีกคนหนึ่งนั้นไปอยู่ที่โบสถ์

โดยเด็กชายทั้งสองคนเล่ากันตรงกันว่าพวกเขานั้นเห็นเด็กชายคนหนึ่งซึ่งแต่งกายคล้ายด้วยชุดลูกเสือโดยอ้างตนว่าเป็นรุ่นพี่มาชักชวนให้ไปเล่นผูกคอตายแต่โชคดีที่มีตากับยายคู่หนึ่งมาบอกให้พวกเขานั้นไปซ่อนตัวไว้ในโบสถ์ส่วนอีกคนหนึ่งถูกนำมาซ่อมตัวไว้ที่ฐานอุโมงค์ทำให้พวกเขานั้นไม่ถูกรุ่นพี่คนดังกล่าวพาไปแต่คนที่นำไปซ่อนตัวไว้ที่โบถส์นั้นได้เล่าว่าระหว่างที่เขานั่งรออยู่ในโบสถ์จนกว่าจะถึงเช้าตามที่ตากับยายสั่งนั้น

เขาได้มองออกมาที่นอกโบสถ์ยังเห็นว่ารุ่นพี่ที่แต่งชุดลูกเสือยังคงเดินวนเวียนอยู่รอบๆโบสถ์จนถึงเช้าเลยทีเดียว ส่วนเด็กนักเรียนคนอื่นก็แล้วกันว่าในช่วงเวลาที่อยู่ในการพักค่ายลูกเสือนั้นเวลากลางคืนที่ทุกคนต่างก็นอนหลับพักผ่อนอยู่ในเต็นท์ของตนเองปรากฏว่ามีเด็กชายคนหนึ่งซึ่งพวกเขาเองไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนได้คลานเข้ามานอนในเต็นท์ของพวกเขาด้วย

โดยร่างกายของเด็กชายคนนั้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำซึ่งเรื่องราวนี้ได้มีการเล่าขานต่อๆกันมาสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากจนไม่มีใครกล้าที่จะมาเข้าค่ายลูกเสือแห่งนี้กันอีกเลยจนในที่สุดสถานที่เข้าค่ายลูกเสือแห่งนี้ก็ต้องปิดตัวลง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   จีคลับ ผ่านมือถือ

ตํานานวันวาเลนไทน์

         สำหรับเรื่องเล่าตำนานของวันวาเลนไทน์นั้นเป็นเรื่องเล่าตั้งแต่สมัยคริสตศักราช 300 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่โลกยังคงมีการทำศึกสงครามกันอยู่เรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของวันวาเลนไทน์นั้นเกิดขึ้นที่กรุงโรมซึ่งในสมัยนั้นเป็นสมัยของพระเจ้าคลอดิอุสที่สอง ซึ่งในช่วงนั้นพระองค์กฐินกับถุงมือในการทำศึกสงครามเป็นอย่างมากมักจะเกณฑ์ไพล่พลที่เป็นผู้ชายเพื่อไปทำศึกสงคราม 

และแน่นอนว่าผู้ชายเหล่านั้นบางคนก็เป็นคนโสดและบางคนก็มีครอบครัวซึ่งคนที่มีครอบครัวอยู่แล้วก็มักจะไม่อยากจากครอบครัวของตนเองไปเพราะอยากอยู่กับคนรักทำให้ พระเจ้าคลอดิอุสที่สอง ทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมากถึงขนาดต้องมีการประกาศออกมาว่านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไปห้ามมีการจัดการแต่งงานเกิดขึ้น

จนกว่าจะมีการทำศึกสงครามแล้วเสร็จซึ่งการประกาศเช่นนี้สร้างความเสียใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะหนุ่มสาวที่เป็นคู่รักกันและหวังจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้นได้มีบาทหลวงคนหนึ่งซึ่งเขามีชื่อว่าวาเลนไทน์บาทหลวงคนนี้เมื่อได้ฟังคำประกาศของพระราชาแล้วก็เกิดรู้สึกว่าคำประกาศนี้ไม่มีความเป็นธรรมให้กับประชาชนและเขาสงสารหนุ่มสาวที่รักกันจึงได้แอบจัดงานแต่งงานให้กับหนุ่มสาวอยู่หลายคู่จนในที่สุดก็ถูก พระเจ้าคลอดิอุสที่สอง  จับได้ว่านักบวชวาเลนไทน์นั้นเป็นคนที่แอบจัดงานแต่งงานให้กับหนุ่มสาวพระองค์จึงได้สั่งให้ทหารจับคุมนักบวชวาเลนไทน์มาขังไว้ในคุก

ซึ่งในสมัยนั้นนักบวชถือได้ว่ามีความรู้ที่จะสามารถรักษาคนป่วยได้ด้วยซึ่งทางด้านผู้คุมขังที่ดูแลนักบวชวาเลนไทน์อยู่นั้นมีลูกสาวอยู่ 1 คนเธอป่วยเป็นโรคตาบอดเขาจึงได้ขอร้องให้นักบวชวาเลนไทน์นั้นช่วยรักษาอาการให้กับลูกสาวของเขาซึ่งนักบวชวาเลนไทน์สามารถรักษาอาการของหญิงสาวคนดังกล่าวจนหายขาดจากอาการตาบอดและระหว่างที่มีการรักษาอาการตาบอดกันนั้น

ก็เกิดความรักขึ้นระหว่างนักบวชวาเลนไทน์กับหญิงสาวแต่อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้วนักบวช Valentine ก็จะต้องถูกประหารชีวิตก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตนั้นเขาได้มีการส่งจดหมายไปบอกรักหญิงสาวคนดังกล่าวซึ่งในจดหมายนั้นเขาได้มีการลงชื่อไว้ตอนท้ายว่า from your Valentine

โดยข้อความในจดหมายนั้นมีการเขียนเอาไว้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ซึ่งตรงกับวันที่นักบวชวาเลนไทน์นั้นถูกฆ่าตายทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คนต่างก็สรรเสริญนักบวชวาเลนไทน์จึงได้มีการจัดเทศกาลวันวาเลนไทน์ขึ้นโดยจะยึดเอาวันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันเสียชีวิตของนักบวชวาเลนไทน์รวมถึงวันที่นักบวชวาเลนไทน์ได้สารภาพรักกับหญิงสาวมาเป็นวันที่บอกรักให้กับผู้รับของตนเองในปัจจุบันนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง

ตำนานผีช้ำรัก คาร์ล พรุอิทท์

           มีตำนานเรื่องเล่าของผู้ชายคนหนึ่ง  เขาชื่อว่า  คาร์ล พรุอิทท์ เรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตของคาร์ล พรุอิทท์ ได้มีการพูดถึงความรักของเขาและภรรยาโดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1938 โดยมีอยู่วันหนึ่ง คาร์ล พรุอิทท์ ที่เดินทางออกไปทำธุระนอกบ้านได้เดินทางกลับมาถึงบ้านโดยที่ภรรยาของเขาไม่รู้ตัวมาก่อนเมื่อเขามาถึงที่บ้านก็พบว่าภรรยาของเขากำลังนอกใจและอยู่กับชายชู้คนหนึ่งด้วยความโมโห คาร์ล พรุอิทท์

จึงได้เดินไปหยิบโซ่ขนาดใหญ่มาแล้วรัดคอภรรยาของเขาส่วนชายชุดนั้นก็ได้วิ่งหนีหายไป และเมื่อ อารมณ์โมโหได้ผ่อนคลายลงเขาก็พบว่าเขาได้ฆ่าภรรยาของเขาเสียชีวิตไปเสียแล้วและด้วยความรู้สึกผิดที่ตนเองได้ก่อขึ้นเขาจึงได้ฆ่าตัวตายตามภรรยาของเขาไป

หลังจากที่เขาฆ่าตัวตายชาวบ้านก็พากันนำร่างของเขาและภรรยาไปฝังแต่บังเอิญว่าชาวบ้านได้ฝังคาร์ล พรุอิทท์ และ ภรรยาของเขาคนละสุสานซึ่งชาวบ้านต่างก็บอกกันว่าหากอยากรู้ว่าหลุมฝังศพของคาร์ล พรุอิทท์ เป็นหลุมไหนให้สังเกตที่หลุมฝังศพให้ดีเพราะจะมีโซ่ผูกติดเอาไว้ด้วย ตำนานเล่าถึงที่มาของโซ่เส้นดังกล่าวว่าหลังจากที่คาร์ล พรุอิทท์ เสียชีวิตและถูกฝังเอาไว้แล้วมีคนต้องตายจากวิญญาณของคาร์ล พรุอิทท์

โดยพวกเขาเชื่อว่าวิญญาณของคาร์ล พรุอิทท์ เป็นวิญญาณร้ายโดยมีเรื่องเล่าว่ามีเด็กชายคนหนึ่งได้ขี่จักรยานผ่านมาบริเวณสุสานและเด็กชายคนดังกล่าวได้เอาก้อนหินปาไปที่หลุมฝังศพของคาร์ล พรุอิทท์ หลังจากนั้นรถจักรยานที่เด็กชายขี่อยู่ก็เกิดควบคุมไม่ได้สุดท้ายรถก็ล้มและที่น่าแปลกก็คือโซ่ที่คล้องตรงล้อจักรยานหลุดออกมาและมันไปพันคอเด็กชายจนถึงแก่ความตาย 2 สัปดาห์ต่อมาแม่ของเด็กชายได้นำขวานมาที่หลุมฝังศพของคาร์ล พรุอิทท์

และเธอได้พังสุสานของคาร์ล พรุอิทท์ จน ฟังเสียหายหลังจากนั้นเธอก็กลับมาบ้านและมาตากผ้าแต่อยู่ดีๆเชื่อเราตากผ้าของเธอก็หลุดและมาพันที่คอของเธอจนเธอนั้นเสียชีวิต ซึ่งเชือกราวตากผ้าที่พันคอหญิงสาวคนดังกล่าวนั้นมีลักษณะเป็นโซ่ คล้ายกับโซ่ของหลุมฝังศพของ คาร์ล พรุอิทท์ และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปตรวจสอบหลุมฝังศพของคาร์ล พรุอิทท์ พวกเขากลับไม่พบว่าหลุมฝังศพนั้นเกิดความเสียหายจากการถูกทำลายเลยเพราะหลุมฝังศพของคาร์ล พรุอิทท์ ยังคงอยู่ปกติเหมือนเดิม หลังจากนั้นชาวบ้านก็ช่วยกันทำพิธีล้างป่าช้าขุดเอาศพไปทำพิธีทางศาสนาหมด

ยกเว้นหลุมฝังศพของคาร์ล พรุอิทท์ ที่ชาวบ้านไม่ได้ไปยุ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาที่ดินคืนนั้นก็ถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าและมีเพียงหลุมฝังศพของคาร์ล พรุอิทท์ ที่อยู่ที่นั้นอยู่กลุ่มเดียวจนในปี 1950 ก็ได้มีการพัฒนาที่ดินตรงบริเวณนั้นโดยมีการขุดถมที่ดินใหม่และสุสานของคาร์ล พรุอิทท์ก็ถูกขุดออกไปทำร้ายด้วยเช่นเดียวกันแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงเกิดขึ้นซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าน่าจะเป็นไปได้ว่าวิญญาณของคาร์ล พรุอิทท์ ได้ไปเกิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  gclub casino online มือถือ

ตำนาน นายดั้นคนตาบอด

เมื่อนานมาแล้วสมัยที่คนยังห่มผ้านุ่งนุ่งโจงกระเบน ได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเขานั้นชื่อว่าดั้น เท่านั้นเป็นคนที่ป่วยเป็นโรคตาบอดใสซึ่งเป็นอาการของคนที่ตาบอดแต่จะสามารถลืมตาได้และสามารถหลอกคนอื่นได้ว่าตัวเองไม่ได้ตาบอดเพราะว่าเดินทางของพวกเขานั้นเปรียบเสมือนกับว่าพวกเขานั้นไม่ได้ตาบอดแต่ยังคงลืมตาอยู่ในช่วงเวลานั้นเอง เขาเองนั้นได้ตกหลุมรักกับหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่านางริงไร ใจเธอนั้นเป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านเขาได้ยินชื่อสิ่งของเธอจึงตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจังเธอนั้น

เป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดในหมู่บ้านเขาได้ยินชื่อสิ่งของเธอจึงตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจังโดย เขานั้นได้ขอให้ครอบครัวพาเขาไปสู่ขอนางริงไร โดยฝ่ายเธอเองซึ่งเป็นหญิงสาวนั้นไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่เธอกำลังจะแต่งงานด้วยเป็นชายหนุ่มที่เป็นโรคตาบอดใสเธอจึงแต่งงานกับเขาไปอาศัยอยู่ด้วยกัน 1 อาทิตย์ช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงเวลาที่หญิงสาวได้ลงไปตากผ้าที่หลังบ้านและฝ่ายชายเองนั้นซึ่งก็คือนายดั้นได้หิวข้าวจึงเดินทางเข้าไปในห้องครัวของบ้านและพยายามจะยึดหม้อข้าว

แต่เนื่องจากเขาตาบอดมือของเขาจึงได้จัดโดยหม้อข้าวทำให้มันตกลงพื้นเข้ากระจัดกระจายเต็มไปหมดฝ่ายนางริงไร ไม่ได้ยินเสียงของตกเธอจึงรีบขึ้นมาและเห็นว่านาย ดั้นสามีของเธอ ได้ยินอยู่ตรงที่ข้าวนั้นกระจัดกระจายเธอจึงถามสามีของเธอว่าเทข้าวลงพื้นทำไมเขาจึงแก้ไขสถานการณ์โดยการหลอกภรรยาเขาไปว่าที่เขานั้น ทำข้าวตกลงไปเยอะแบบนี้ก็เพราะว่าเขานั้นต้องการที่จะให้ไก่ มากินข้าวและฝ่ายภรรยาเองก็เชื่อจึงได้เดินทางไปตากผ้าต่อที่หลังบ้านอีกวันหนึ่งชายหนุ่มก็ถูกภรรยาสั่งให้ไปนำวัวควายไว้ไถนา

ซึ่งเขานั้นก็ทำตามแต่เนื่องจากที่เขานั้นป่วยเป็นโรคตาบอดใสและมองอะไรไม่เห็นน่าจะทำให้เขานั้นไม่สามารถบังคับวัวได้เขาจึงตกลงไปในแม่น้ำแห่งนึงที่น้ำน้ำไหลไม่เชี่ยวมากแล้วจ้ามัวก็ได้หนีเข้าป่าไปช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงเวลาที่มีเสียงลมพัด ทำให้เขานั้นคิดว่าเสียงลมพัดที่กระทบกับใบไม้นั้นก็คือเสียงของเจ้าวัวหรือควายที่วิ่งเข้าไปในป่าเขาจึงพยายามสาดน้ำไปทางป่าภรรยาของ เขาก็เดินมาหาและถามว่าทำไมเขาก็บอกว่าทุ่งนาของพวกเขานั้นแห้งเหี่ยวเขาจะพยายามสาดน้ำใส่ด้วยความที่ภรรยาไม่รู้อะไรภรรยาจึงเชื่อและเดินทางกลับบ้านไปทำอาหารมีอยู่วันหนึ่งที่นายดั้น อยากกินหมาก

เขาจึงถามภรรยาว่าหมากอยู่ไหนฝ่ายภรรยาเองนั้นก็ตอบว่าอยู่ที่โต๊ะกินข้าวแต่เนื่องจากเขาเองนั้นมองไม่เห็นเขาจะไม่สามารถที่จะหาได้เจอเขาจึงคิดว่ามันไม่ได้มีหมากอยู่บนโต๊ะจริงๆ เขาจึงท้ากับภรรยาของตัวเองว่าหากภรรยาของเขา เดินมาที่โต๊ะกินข้าวและเห็นว่ามีหมากอยู่เขาก็ยอมที่จะให้ภรรยานั้นนำปูนมาถูที่ตาของเขาเลยด้วยความที่ ภรรยารีบเดินมาได้เห็นว่ามีหมากอยู่ที่โต๊ะด้วยความที่เธอโมโห

เธอจึงรีบ เอาปูน ไปถูหน้าของสามี ฝ่ายชายจึงได้ใช้โอกาสนี้ในการบอกว่าที่ภรรยาทำแบบนี้จึงทำให้เขานั้นตาบอดภรรยาจึงได้จ้างหมอที่เก่งที่สุดในโลกมารักษาโดยสุดท้ายนั้นเขาก็สามารถรักษาตาของเขาได้ในที่สุดและเขาก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้

ในตำนานนี่นั้นเป็นตำนานที่คนเฒ่าคนแก่เล่ากันมาจะสอนให้กับลูกหลานตัวเองในตำนานนี้นั้นให้ข้อคิดว่าเมื่อมีปัญหาเราจะต้องสงบสติและคิดวิธีแก้ปัญหาให้ดีที่สุด

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   แทงบอลออนไลน์

ตํานานหมู่บ้านลัดดาแลนด์

        หมู่บ้านลัดดาแลนด์ก่อนที่จะกลายมาเป็นตำนานหมู่บ้านผีสิงนั้นเลยกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีคนอยู่อาศัยโดยมีเจ้าของที่ดินก็คือคุณนายรัชดา   พันธาภา  ซึ่งในสมัยปี 2520 นั้นเธอเป็นเจ้าของที่ดินและมีความร่ำรวยเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งโดยเธอมีความคิดว่าจะใช้พื้นที่ดินของเธอนี้สร้างหมู่บ้านขนาดใหญ่สำหรับรองรับคนที่เป็นไฮโซและมีเงินพอที่จะซื้อหมู่บ้านในราคาหลายร้อยล้านของเธอ

ดังนั้นเธอจึงได้มีการลงทุนจำนวนเงินมหาศาลสร้างหมู่บ้านนี้ขึ้นมาและแน่นอนว่าด้วยความสวยงามและความทันสมัยและเป็นหมู่บ้านแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่จึงทำให้มีผู้คนต่างสนใจมาซื้อหมู่บ้านนี้โดยประกาศขายแค่เพียงไม่นานก็สามารถขายได้หมดทุกหลังอย่างไรก็ตามหลังจากที่มีการเข้าอยู่ของชาวบ้านที่มีการซื้อหมู่บ้านในโครงการของรัฐดาแลนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้วทุกคนก็อยู่กันอย่างมีความสุขเรื่อยมาจนอยู่มาวันหนึ่งได้มีเหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นกับบ้านหลังหนึ่งซึ่งถูกโจรนั้นขึ้นขโมยทรัพย์สินและค่าเจ้าของบ้านตายทั้งหมด

ซึ่งเหตุการณ์ที่บ้านหลังดังกล่าวนั้นถูกโจรขึ้นขโมยทรัพย์สินไม่มีใครได้ยินเนื่องจากว่าในคืนนั้นมีฝนตกหนักและหลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็มักจะพบเจอกับเรื่องราวความน่ากลัวทุกค่ำคืนเมื่อบางคืนพวกเขาก็จะได้ยินเสียงคนหัวเราะออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวทั้งๆที่หลังจากที่มีคนตายแล้วก็ไม่มีใครเข้าไปอยู่อีกเธอหรือบางคืนก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้และกรีดร้องโหยหวนก็มีชาวบ้านที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามหรือว่าบ้านบริเวณใกล้เคียงต่างก็พากันหวาดกลัวเพราะบางวันนั้นก็เห็นว่าวิญญาณของคนที่ตายในบ้านหลังดังกล่าวออกมายืนรดน้ำต้นไม้รวมถึงมาคอยหลอกหลอนคนที่เดินผ่านไปมาในช่วงเวลาค่ำคืนและไม่เพียง

เฉพาะในซอยนั้นเท่านั้นวิญญาณของคนตายนั้นยังไปหลอกหลอนคนในซอยอื่นๆทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวจนในที่สุดชาวบ้านก็พากันย้ายออกจากหมู่บ้านหลังดังกล่าวจึงทำให้หมู่บ้านหลังดังกล่าวนั้นกลายเป็นหมู่บ้านร้างนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

      อย่างไรก็ตามความน่ากลัวของเรื่องเล่านี้ยังคงเป็นตำนานที่เล่าขานกันมาถึงแม้ว่าเวลานั้นจะผ่านมา 40 กว่าปีแล้วก็ตาม ปัจจุบันหมู่บ้านลัดดาแลนด์นั้นถูกนำมาปรับปรุงใหม่และถูกนำมาขายใหม่จนปัจจุบันนี้มีคนย้ายเข้าไปอยู่หมู่บ้านลัดดาแลนด์ที่เคยมีประวัติน่ากลัวนี้กันเต็มในตอนนี้นั้นไม่มีความน่ากลัวหลงเหลืออยู่อีกแล้ว

 

สนับสนุนโดย  เว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์

ตำนานผีหอพัก 5

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อนที่ฉันอยู่มหาวิทยาลัยตอนนั้นมหาวิทยาลัยจะให้นักศึกษาปีที่ 1 อยู่หอไม่ว่าจะอยู่ต่างจังหวัดก็ตาม แต่พอจะเริ่มเปิดเทอมแล้วฉันก็ไปดูที่หอแต่ทุกหอก็จะเต็มหมดแล้ว หลังจากนั้นแม่ของฉันจึงโทรไปหาเจ้าของหอของหอ 1 หอนั้นมีห้องหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่ ฉันจึงเข้าไปดูกับน้องแม่ห้องของฉันก็ไม่ได้เก่า ตึกก็ไม่ได้เก่าและที่นี่ยังมี 3 อาคารอีกด้วยอาคารแรกมีอยู่ชั้นเดียวไม่สามารถขึ้นไปด้านบนได้ 

และอาคารที่ 2 จะมีอยู่ 2 ชั้น อาคารที่ 3  จะมีบ้านเล็กๆให้เราอยู่คนละหลัง ฉันได้อาคารแรกเลขที่ห้องเป็นเลข  301  ของฉันสีชมพูและเขียวสลับกันไปมาเพิ่งทาเสร็จเมื่อไม่นาน  ห้องน้ำของห้องนี้จะอยู่หลังระเบียงฉันต้องออกระเบียงไปก่อนถึงจะเข้างานได้แต่พอฉันไปดูที่หน้าห้องน้ำ ก็เห็นยันแขวนไว้อยู่ หน้าห้องน้ำ และพอฉันไปถามเจ้าของหอพักเขาก็บอกว่าไม่มีอะไร

หรอกคนที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้เขาแปะไว้เล่นเล่น ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจนถึงเดือนที่ 3 ที่ฉันมาอยู่ที่หอนี้และเจ้าของก็เริ่มทำศาลาใกล้หอพักของฉัน แต่แล้วก็เกิดเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับฉันคือ ห้องที่อยู่ตรงข้ามกับฉันมันเปิดไม่ได้ทั้งๆที่เราไม่ได้ล็อก แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันก็คือเวลาที่ฉันเข้าห้องน้ำไฟมันอยู่อยู่ก็ดับเอง

และเปิดเองตลอดเวลาทั้งทั้งที่ฉันไม่ได้ทำ ฉันเช็กดูแล้วแต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไรและคืนนี้ยังเกิดเรื่องอีกคือฉันนอนไม่หลับแล้วฉันก็รู้ได้ว่ามีใคร มาทำให้ฉันตกเตียงฉันนึกขึ้นได้ว่าฉันมีพระหนึ่งองค์เป็นองค์ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มันอยู่หน้าห้องน้ำฉันกลัวมากฉันรีบวิ่งไปเปิดไฟและฉันก็วิ่งไปบอกให้เพื่อนมาอยู่ด้วยจนกว่าฟ้าจะสางฉันจึงไปอยู่ห้องเพื่อน

แต่ฉันจะกลับมาหยิบเสื้อผ้าเดือนนึงผ่านไปก็อยู่ตามปกกติแต่มีอยู่วันนึงฉันลืมไปหยิบเสื้อผ้าตอนเช้าเลยต้องไปหยิบตอนกลางคืนฉันกลัวเลยขอให้เพื่อนไปด้วยแต่มีแค่เพื่อนสองคนของฉันที่ยอมไปด้วยฉันและเพื่อนเพื่อนกำลังช่วยกันเก็บของก็ได้ยินเสียงน้ำไหลฉันและเพื่อนเพื่อนต่างก็รีบวิ่งออกจากห้องและฉันก็ตั้งใจว่าจะไปบอกเจ้าของหอพักและขอให้เปลี่ยนห้องให้และพอฉันบอกเรื่องที่เกิดขึ้นแต่เจ้าของหอพักก็บอกว่า “ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น”ฉันตกใจมากว่าจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

และฉันจึงขอให้เปลี่ยนห้องให้หน่อยเจ้าของห้องก็ตกลงพอฉันกำลังเก็บข้าวของของฉันฉันเห็นว่ารอยรูปดอกไม้ที่ติดอยู่ตรงมันลุดออกมาเหมือนว่ามีใครบ้างคนปีนลงมาจากเพดานเพราะเราเห็นรอยมือสีเทาติดอยู่เต็มห้องห้องน้ำก็ยังมีแต่พอฉันมารู้ว่ามันเป็นการทำศาลาอันใหม่เพราะว่าเขาทุบศาลาจนพังภูตผีวิญญาณจึงเข้ามา

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

ตำนานผีสาวปากฉีก

ตำนานผีสาวปากฉีกนั้นขึ้นในสมัยเฮอันประเทศญี่ปุ่น มีสาวคนนึงซึ่งมีหน้าตาสะสวยมากและเป็นภรรยาของซามูไรหนุ่มที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงโด่งดัง ใครๆต่างก็พากันชื่นชมความงดงามของเธอเป็นอย่างมาก แต่หญิงสาวได้แอบนอกใจสามีของตนเองไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นซึ่งชาวบ้านพากันรู้กันทั่วแล้วอยู่มาวันหนึ่งอยู่ๆสามีของเธอที่เป็นซามูไรก็จับได้ว่าเธอนอกใจเขา

และเมื่อเขาจับได้เขาจึงได้ทำร้ายเธอด้วยการใช้ดาบซามูไรฟันไปที่ปากของเธอกรีดยาวไปถึงใบหูโดยเขาต้องการให้เธอเสียโฉมและอับอายไม่กล้าไปสู้หน้าผู้คน และตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่กล้าเดินออกไปไหนอีกเลยเธอมักจะสอบถามคนที่อยู่ภายในบ้านว่าเธอสวยหรือไม่เนื่องจากว่าเธอเป็นคนที่ลุ่มหลงอยู่ในหน้าตาของตนเอง และแต่ตั้งแต่ที่เธอถูกกรีดปากนั้นเธอก็มักจะสอบถามผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาที่พบเจอกับเธอเสมอว่าเธอสวยหรือไม่ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะตอบกับเธอว่าเธอไม่สวยและหลายคนก็แสดงท่าทางรังเกียจและกลัวเธออย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งจากการที่ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวเธอนั้นทำให้เธอช้ำใจอยู่ไม่นานเธอก็ได้ตามใจตายลงไป และหลังจากที่เธอตายไปแล้วนั้นวิญญาณของเธอก็มีแต่ความอาฆาตแค้นเธอจึงมักออกมาหลอกหลอนผู้คนโดยเธอมักจะเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างงดงามและเมื่อมีคนหลงเสน่ห์ของเธอเธอก็จะกลายร่างเป็นผีสาวปากฉีกพร้อมทั้งถามคนที่เธอหลอกว่าเธอสวยหรือไม่ ซึ่งเธอจะเฝ้าวนเวียนหลอกหลอนผู้คนและสามีของเธอเธอต้องการแก้แค้นทุกคนที่ต่อว่าเธอและกลัวเธอในตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ผู้คนมักจะเห็นผีสาวปากฉีกในช่วงวันที่มีอากาศเย็นมีหมอกหนาโดยเธอมักจะมาปรากฏตัวหลัง 18:00 นเป็นต้นไป

คนที่พบเห็นต่างก็แล้วกันว่าเธอมักจะมายืนอยู่ตรงริมถนนและมีการปิดบังตนเองด้วยการใส่หน้ากากหรือนำพัดมาปิดตรงที่บริเวณปาก และหากใครเดินผ่านไปเธอก็จะเดินเข้าไปหาแล้วถามว่าเธอสวยหรือไม่ เรื่องนี้มีการร่ำลือกันมาต่อๆกันเรื่อยมาจนถึงปีคริสตศักราช 1979 มีข่าวหรือว่ามีผีสาวปากฉีกเกิดขึ้นที่นางาซากิประเทศญี่ปุ่น ซึ่งข่าวลือดังกล่าวสร้างความหวังกับผู้คนเป็นจำนวนมาก

โดยตำรวจต้องมีการออกมาตรวจตาตามถนนมากขึ้นและเด็กนักเรียนก็จะต้องมีคุณครูเดินทางมาส่งถึงที่บ้าน โดยมีการเล่าต่อๆกันมาว่ามีคนเคยพบเห็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสวยคนหนึ่งมักจะสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอและถ้าหากไปเจอเด็กคนไหนเดินอยู่คนเดียวเธอก็จะเข้าไปถามว่าเขาสวยไหมถ้าหากตอบว่าสวยเธอก็จะถอดหน้ากากอนามัยออกพร้อมกับยิ้มให้แล้วยังถามต่อว่าแล้วแบบนี้ยังสวยอยู่หรือไม่ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆเป็นจำนวนมากแต่ถ้าหากใครก็ตามตอบว่าเธอไม่สวยเธอก็จะนำกรรไกรมาตัดปากหน่อยคนนั้นเรื่องนี้เป็นแค่เพียงเรื่องเล่าขานต่อๆกันมาซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด

ข้อห้ามของโบราณ

สิ่งที่ไม่ควรทำตามความเชื่อผู้สูงอายุ

ห้ามเล่าความฝันระหว่างที่กินข้าว สำหรับความเชื่อเรื่องห้ามเล่าความฝันระหว่างกินข้าวนั้นว่ากันว่าถ้าเกิดว่ามีผู้ใดเล่าความฝันที่ตัวเองฝันเมื่อคืนในตอนที่ระหว่างกินข้าวนั้นความฝันนั้นก็จะกลายเป็นจริงซึ่งส่วนใหญ่ฝันที่กลายเป็นจริงจะเป็นฝันร้ายของตัวเองอย่างนั้นคนโบราณจึงห้ามไม่ให้ใครก็ตามเล่าถึงความฝันในระหว่างที่กินข้าว นี่ก็เป็นความเชื่อของผู้สูงอายุแต่บางทีผู้สูงอายุอาจจะเล่าเรื่องนี้แก่เราก็เพราะว่าเวลากินข้าวนั้นเป็นเวลาที่เราควรจะมีความสุขกับคนที่กินด้วยเพราะถ้ามัวแต่เราฝันร้ายอีกฝ่ายก็จะหมดความสุข และนอกจากนั้น บางทีผู้สูงอายุอาจจะเตือนเราไปอย่างนั้นก็เพราะว่าเวลากินข้าวควรจะไม่พูดคุยต้องกินอาหารที่ก่อนถึงจะพูดคุยได้เพราะอาจจะทำให้เราสำลักหรือติดคอได้นั่นเองค่ะ 

 

เวลาทำอาหารห้ามกินอาหารโดยการใช้ทัพพี   ว่ากันว่าเหตุผลที่เวลาทำอาหารห้ามลองชิมอาหารด้วยการใช้วิธีนั้นก็เป็นเพราะว่าเวลาที่เราท้องลูกพอคลอดลูกออกมาลูกจะมีหน้าตาโค้งงอหรือจะพิการเหมือนทัพพีดังนั้นคนโบราณจึงห้ามไม่ให้ผู้หญิงหรือแม้แต่กระทั่งผู้ชายนำทัพผีมาชิมอาหารโดยเด็ดขาด แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงคือเพราะว่าเวลาที่เราใช้ทัพพี ขึ้นมาอาหารที่เราจะขึ้นมาเธอมีส่วนที่เกินมาบ้างและพอเรากินไม่หมดเราก็แค่กลับลงไปในทำให้น่าขยะแขยงโอกาสที่จะทำให้น้ำลายของเราอยู่ในอาหารด้วยดังนั้นคนโบราณบอกไว้ว่าห้ามกินอาหารด้วยทัพพีนั่นเองค่ะ

 

เวลามีคนมาหาที่บ้านห้ามทำแกงหอยขมให้แขกทาน  ว่ากันว่าถ้าเกิดว่ามีคนมาหาที่บ้านก็เราทำแกงหอยที่คนที่มานั้นทานก็จะทำให้มิตรกลายเป็นศัตรูจากความรักที่เคยปรองดองกษัตริย์แตกแยกและคิดจะฆ่ากันเองดังนั้นคนโบราณจึงห้ามเอาไว้ แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงก็เพราะว่าแกงหอยนั้นกินหญ้าโดยเฉพาะหอยขมที่กินไม่เป็นก็อาจจะทำให้สำลักออกมาได้ซึ่งไม่มีใครต้องการที่จะกินต่อหรือบางทีเวลาที่เรากินหอยขมนั้นเราจะต้องใช้ปากดูดในสมัยโบราณดังนั้นคนจึงไม่นิยมที่จะกินหอยขมเนื่องจากเวลากินจะทำให้ดูไม่มีมารยาทดังนั้นคนโบราณจึงสั้นข้อห้ามโบราณนี้เอาไว้เพื่อที่ลูกหลานจะได้ไม่ทำและจะได้ไม่มีใครกล่าวว่าวาดรูปหลานของตนนั้นไม่มีมารยาท ละนี่ก็คือ3ข้อห้ามที่คนโบราณได้คิดเอาไว้ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์