ตำนานของ นันทมานพผู้ถูกธรณีสูบ

สำหรับตำนานที่จะพูดถึงในวันนี้เป็นตำนานของ นันทมานพผู้ถูกธรณีสูบ ซึ่งชายคนนี้เป็นบุคคลซึ่งมีการเล่าขานว่าเขาเป็นคนที่ถูกธรณีสูบ เพราะก่อกรรมทำเข็ญที่ยากเกินจะให้อภัย

สำหรับตำนานของนันทมานพที่เป็นคนบาปจนธรณีสูบลงไปใต้ดิน

นั้นเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลซึ่งในสมัยนั้นมีหญิงสาวที่งดงามมากคนหนึ่งเธอชื่อว่า นางอุบลวรรณา  เรียกได้ว่าหากใครได้เห็นหน้านางอุบลวรรณาต่างก็พากันตกหลุมรักนางเพราะนางเป็นหญิงสาวที่งดงามทั้งกายและใจ 

        แต่อย่างไรก็ตามนางอุบลวรรณาไม่เคยสนใจชายคนใดเลยและรู้สึกไม่ชอบใจด้วยซ้ำที่มักจะมีหนุ่มมาตามจีบจนในที่สุดนางอุบลวรรณาก็ตัดสินใจที่จะรับจากทางโลกแล้วปฏิบัติธรรมจึงได้ทำการออกบวชเป็นพระภิกษุณีโดยมีการโกนหัวถือศีลภาวนาซึ่งในสมัยปัจจุบันเราเรียกคนที่โกนหัวออกบวชนี้ว่าแม่ชีนั้นเอง 

        นางอุบลวรรณานั้นถึงแม้ว่าจะโกนหัวออกบวชเป็นแม่ชีแล้วแต่ความงดงามนั้นก็ยังคงมีอยู่ซึ่งแน่นอนว่าชายหลายคนที่เห็นว่านางอุบลวรรณามีการโกนหัวออกไปแล้วก็พากันเลิกคิดที่จะตามจีบนางอุบลวรรณาแต่ยังมีชายผู้ที่ชื่อนันทมานพยังคงตามเฝ้ามองนางอุบลวรรณาอยู่ตลอดเวลาเพราะเกิดรักปักใจถึงแม้ว่านางจะโกนหัวบวชชีไปแต่ก็ไม่ทำให้ความรักของนันทมานพนั้นลดน้อยลง

        นางอุบลวรรณานั้นถือศีลภาวนาจนในที่สุดก็สามารถบรรลุเป็นอรหันต์ได้ซึ่งเรื่องราวก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นเมื่อนันทมานพที่ติดตามเฝ้ามองนางอุบลวรรณามานานแสนนานไม่สามารถทนได้อีกต่อไปในที่สุดเขาก็ได้เข้าไปทำการข่มขืนนางอุบลวรรณาในอาศรมที่พักของนางอุบลวรรณาเองถึงแม้ว่านางอุบลวรรณาจะขัดขืนอย่างไรแต่ก็ไม่สามารถสู้แรงได้

         และเมื่อนันทมานพข่มขืนนางอุบลวรรณาเรียบร้อยแล้วก็ย่องหนีลงจากเรือนแต่ระหว่างที่ก้าวขาลงเหยียบพื้นนั้นเองก็เกิดธรณีหรือแผ่นดินแยกออกจากกันหลังจากนั้นก็สูบร่างของนายนันทมาณพลงไปเมื่อร่างของนาย นันทมานพผู้ถูกธรณีสูบ ลงไปภายใต้ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้วแผ่นดินที่แยกออกจากกันนั้นก็ประกบเข้าหากันเหมือนกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

         ส่วนทางด้านบนวรรณานั้นด้วยคิดว่าร่างกายของตนเองนั้นแปดเปื้อนไม่สามารถที่จะถือศีลได้แล้วจึงได้ไปให้พระพุทธเจ้าทำการปลงอาบัติให้แต่พระพุทธเจ้านั้นได้สอบถามเรื่องราวหลังจากทราบเรื่องราวแล้วจึงบอกนางอุบลวรรณาว่าสิ่งที่นางอุบลวรรณาพบเจอนั้นถือว่าผิดสินเนื่องจากว่านางอุบลวรรณานั้นไม่ได้ยินยอมพร้อมใจแต่เป็นเหตุสุดวิสัยจึงไม่จำเป็นต้องทำการปลงอาบัตินั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  gclubฟรี500

หลวงพ่อเขียน ผู้เป็นบุคคลในตำนานให้คนรู้จักการเดินเท้าขึ้นเขาคิชฌกูฏ เพื่อนำมัสการรอยเท้าพระพุทธบาท

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเขาคิชฌกูฏกันเป็นอย่างดี  การเดินเท้าขึ้นเขาคิชฌกูฏ  โดยเขานี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์มักจะเดินทางมากราบไหว้ขอพรบนยอดเขาคิชฌกูฏกันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่าที่บนยอดเขานั้นจะมีรอยเท้าของพระพุทธเจ้าเรียกว่ารอยพระพุทธบาทขนาดไหนปรากฏอยู่และที่เขาคิชฌกูฏแห่งนี้ไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทตลอดทั้งปีแต่จะเปิดเฉพาะแค่ช่วงเวลาเท่านั้น

        ซึ่งโดยปกติแล้วการที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทนั้นจะจัดขึ้นช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมโดยทางผู้ดูแลเขาคิชฌกูฏจะมีการประกาศผ่านสื่อต่างๆก่อนที่จะมีการเปิดให้ประชาชนเข้าไปนมัสการซึ่งเรื่องที่มีการเปิดให้ประชาชนขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทนั้นประชาชนจะสามารถเดินทางขึ้นไปได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่เคยรู้ว่าคนแรกที่พบเจอรอยเท้าพระพุทธบาทบนเขาคิชฌกูฏและเป็นบุคคลในตำนานที่ทำให้ปัจจุบันผู้คนหันไปสนใจที่จะขึ้นไปบนยอดเขาคิชฌกูฏเพื่อไปกราบไหว้ขอพรรอยเท้าพระพุทธบาท นั้นเป็นใครวันนี้เราจะมาแนะนำข้อมูลเหล่านี้ให้ทราบกัน 

         การเดินเท้าขึ้นเขาคิชฌกูฏ สำหรับบุคคลแรกที่เป็นบุคคลในตำนานที่ได้รับความเคารพนับถือจากชาวจังหวัดจันทบุรีนั้นก็คือหลวงพ่อเขียนนั่นเองซึ่งท่านนั้นเป็นพระครูนักพัฒนานำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดในจังหวัดจันทบุรีอย่างแท้จริงและท่านยังเป็นผู้นำเป็นผู้ที่ค้นพบรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏเป็นคนแรกเนื่องจากว่าหลวงพ่อเขียนนั้นท่านชอบทำจิตภาวนาจึงมักจะพูดลงไปยังสถานที่ต่างๆและหนึ่งในสถานที่ที่หลวงพ่อเขียนเดินธุดงค์ไปนั่นก็คือบนยอดเขาคิชฌกูฏนั่นเอง

           ซึ่งแน่นอนว่าตลอดระยะเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นท่านมีการยึดถือปฏิบัติเดินทางไปจิตตั้งจิตภาวนาที่บนยอดเขาคิชฌกูฏอยู่บ่อยครั้งเนื่องจากบนนั้นจะมีรอยเท้าพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าอยู่ทำให้หลังจากที่ผู้คนรู้ว่าบนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นมีรอยเท้าพระพุทธบาทก็ได้มีการตัดการเดินขึ้นเขาคิชฌกูฏเป็นประจำขึ้นทุกปีเพื่อที่จะให้ประชาชนได้มีโอกาสไปกราบไหว้ขอพรรอยเท้าพระพุทธบาทนั้นเองซึ่งระยะเวลาที่จะมีการขึ้นไปนั้นจะเปิดโอกาสให้ประชาชนขึ้นไปบนยอดเขาคิชฌกูฏแค่ประมาณ 2 เดือนเพียงเท่านั้น

            สำหรับการค้นพบรอยเท้าพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นหลวงพ่อเขียนค้นพบช่วงเวลาประมาณปีพ.ศ 2397 และเป็นการเผยแพร่ให้กับประชาชนที่มาฟังคำสั่งสอนเทศนาของหลวงพ่อเขียนได้รู้ว่าบนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นมีรอยเท้าพระพุทธบาทและท่านก็ส่งเสริมให้คนขึ้นไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาทนั้นเอง 

 

สนับสนุนโดย.    สมัคร gclub ไม่มีขั้นต่ำ

ตำนาน ไอ้ส้มฉุน แห่งวัดทรงเสวย

ไอ้ส้มฉุน แห่งวัดทรงเสวย  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในขณะนี้ไม่แพ้ ไอ้ไข่  แห่งวัดเจดีย์ กันเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นไอ้ส้มฉุนหรือว่าไอ้ไข่นั้นก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบ้านมักจะมากราบขอพรและขอหวยกับไอ้ไข่และไอ้ส้มฉุนกันเป็นประจำทุกเดือนด้วยเดือนนึงนั้นจะต้องเดินทางมาไม่ต่ำกว่า 2 รอบด้วยกันเนื่องจากว่าหวยจะออกเดือนละ 2 ครั้งจึงจำเป็นต้องมาขอเลขเด็ดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองรูปนี้นั่นเอง

           สำหรับ ไอ้ส้มฉุน แห่งวัดทรงเสวย นั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่โด่งดังมากในจังหวัดชัยนาทโดยมีรูปปั้นอยู่ที่วัดทรงเสวย   สำหรับเรื่องราวหรือตำนานของไอ้ส้มฉุนนั้นได้มีผู้เฒ่าผู้แก่ได้มีการบอกต่อๆกันมาให้ลูกหลานของตนเองฟังว่า ไอ้ส้มฉุน นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแต่สมัยที่มีการก่อสร้างวัดทรงเสวยในช่วงแรกๆนั้นเอง 

    ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเจ้าอาวาสที่ดูแลวัดทรงเสวยแห่งนี้ชื่อว่าหลวงปู่คล้อย โดยไอ้ส้มฉุนนั้นเป็นลูกศิษย์สายตรงของหลวงปู่คล้อยเป็นลูกศิษย์ที่หลวงปู่ค่อยให้ความรักและเอ็นดูโปรดปรานเป็นพิเศษนั่นเองซึ่งหลวงปู่ค่อยเรียกลูกศิษย์คนนี้ว่าเจ้าส้มฉุน  

       ส่วนสาเหตุที่หลวงปู่คอยรักและเอ็นดูเจ้าส้มฉุนเป็นพิเศษนั้นก็เพราะว่าเจ้าส้มฉุนนั้นเป็นเด็กกำพร้า  ดังนั้นหลวงปู่จึงได้ให้ความรักและเอ็นดูส้มฉุนเป็นพิเศษจนเมื่อเจ้าส้มฉุนนั้นอายุได้ 10 ปีก็ไปเล่นซนเลยแอบหลวงปู่ค่อยไปลงเล่นน้ำจนเป็นตะคริวและจมน้ำตายโดยที่ไม่มีใครเห็น

       เนื่องจากว่าในขณะนั้นเด็กอายุ 10 ขวบมักจะเล่นซนเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และหลังจากนั้นนับตั้งแต่ที่เจ้าส้มฉุน เสียชีวิตลง ใครก็ตามที่เข้ามาบวชที่วัดแห่งนี้จะต้องพบเจอกับวิญญาณของเจ้าส้มฉุน อยู่เป็นประจำ

      โดยในทุกๆคืนนั้นเจ้าจงสนจะออกมาวิ่งเล่นอยู่ภายในพื้นที่บริเวณวัดหรือบางครั้งก็อาจจะไปทำการขอขนมพระที่บวชใหม่หรือบางทีก็ไปกลั่นแกล้งบรรดาพระที่บวชใหม่ด้วยการเข้าไปขอนอนด้วยหรือไปดึงขาเล่น

      ซึ่งพระทุกรูปที่อยู่ในวัดทรงเสวยนั้นจะต้องเคยเจอกับเจ้าส้มฉุนกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำอย่างต่อเนื่องนั่นเอง ดังนั้นทางด้านเจ้าอาวาสและชาวบ้านจึงได้มีการรวมตัวกันตั้งศาลหลักเมืองมาและทำเป็นรูปปั้นซึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าส้มฉุนเพื่อให้เจ้าส้มฉุนนั้นอาศัยอยู่ภายในรูปปั้นดังกล่าว และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คนก็พากันมากราบไหว้และขอหวยขอพรกันไม่ขาดสายนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    gclub casinoทดลองเล่น

ตำนานแม่นากพระขโนง คือผีเฮี้ยนเป็นเรื่องจริงหรือไม่?

ตำนานแม่นากพระขโนง  ซึ่งในความสงสัยอย่างรุนแรงของพ่อมากนั้นเขาก็เลยได้ตั้งกลอุบายที่จะทำให้ตัวเองหนีออกจากบ้านไปได้นั่นก็คือเขาได้ทำการเจาะรูโอ่งที่มีน้ำเต็มโอ่งพร้อมกับอุดรูเอาไว้หลังจากนั้นก็รอให้เป็นเวลากลางคืนและได้อ้างต่อแม่นาคว่าปวดปัสสาวะขอลงไปฉี่หน่อย

โดยหลังจากนั้นก็ได้เปิดกลอุบายก็คือเอาจุกที่อุดรูโอ่งน้ำเอาไว้เพื่อให้น้ำไหลออกมาตกกระทบกับพื้นให้มีเสียงลักษณะคล้ายเหมือนกับสียงฉี่นั่นเองและในคืนนั้นเองพ่อมากก็ทำสำเร็จแต่เหมือนแม่นาคจะรู้ตัวแม่นาคก็ได้ทำการผูกเชือกเอาไว้ที่ข้อมือของพ่อมากและข้อมือของแม่นาคเอาไว้ด้วยกันในระยะห่างที่สามารถลงไปปัสสาวะและสามารถราดน้ำจากโอ่งได้

นอกจากนี้ก็ได้ทำให้พ่อมากนั้นเกิดตกใจอย่างเล็กน้อยว่าทำไมแม่นาคถึงระแวงได้ขนาดนี้แต่เขาก็ไม่ลดความพยายามเขาก็ลงไปปัสสาวะจริงๆและทำการเปิดรูที่เจาะโอ่งเอาไว้ให้มันมีเสียงเหมือนฉี่อยู่ตลอดเวลาพร้อมกับปลดเชือกที่อยู่ในมือไปผูกกับต้นไม้ที่อยู่ใกล้นั่นเอง

ตำนานแม่นากพระขโนง  เนื่องจากนี้พ่อมากก็ได้วิ่งออกไปหาความจริงและพ่อมากก็ได้รู้ความจริงแล้วว่าแม่นาคนั้นเธอได้เสียชีวิตไปตั้งนานแล้วและพ่อมากก็ไม่รู้จะไปพึ่งพาใครได้เขาเลยวิ่งไปหากุฏิพระอาจารย์ที่วัดมหาบุศย์โดยในตอนนั้นแม่นาคก็รู้ตัวแล้วว่าพ่อมากไปหนีออกจากเค้าไปแล้วแม่นาคโกรธมากพร้อมกับร้องเสียงดังออกมาลั่นหมู่บ้านและได้แปลงกายเป็นผีที่มีรูปร่างเน่าเปื่อยพร้อมกับออกตามหาพ่อมากอย่างทันที

ดังนั้นแม่นาคก็ได้ใช้ระยะเวลาไม่นานไปพร้อมเจอพ่อมากอยู่ที่กุฏิพร้อมกับพระอาจารย์ที่นั่งอยู่และได้ตีกรอบสายสิญจน์เป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนกับว่าป้องกันไม่ให้แม่นาคเข้ามาในสายสิญจน์เมื่อแม่นาคได้เห็นแบบนั้นก็โกรธเข้าไปใหย่พระอาจารย์ก็ได้พูดปลอบเป็นผีก็อยู่ส่วนผีอย่าได้มายุ่งกับมนุษย์เลย

ซึ่งก็ทำให้แม่นาคโกรธเป็นอย่างมากและแม่นาคก็เดินเข้ามาที่น่าสายสิญจน์และทำการดึงสายสิญจน์พร้อมกับฉีดสายสิญจน์ออกทั้งหมดเลยและตรงนั้นก็ได้สร้างความตกใจให้กับพ่อมากและพระอาจารย์มากว่าผีตนนี้หรือแม่นาคทำได้อย่างไง

เพราะฉะนั้นต่อให้แม่นาคฉีดสายสิญจน์ออกเป็นชิ้นๆแล้วเขาก็ยังสามารถเข้ามาในเขตอาคมได้แม่นาคก็เกิดความไม่พอใจและได้เดินหายเขาไปในป่าในที่สุดนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    gclub casinoทดลองเล่น

ตำนานรัชกาลที่5เสด็จเยือนเมืองพิษณุโลก

เคยได้ยินเรื่องการปลอมตัวของรัชกาลที่5ไหมและรู้หรือไม่ว่าพระองค์ได้ทรงปลอมตัวไปเพราะว่าอะไรเป็นเพียงแค่รัชกาลที่5ชอบเล่นแบบนี้หรือว่ามีเหตุผลอะไรมากกว่านั้นก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่ชวนให้อมยิ้มเล็กๆทุกครั้งเวลาที่ได้นึกถึงมันรู้สึกเวลาเราดูหนังและมีนางเอกปลอมตัวเราจะต้องลุ้นไปกับหนังด้วยว่าเขาจะจับได้หรือเปล่าอารมณ์นั้นเลย

โดยการเสด็จประพาสแบบนี้ของรัชกาลที่5จะมีโค้ดเนมว่าการประพาสต้นซึ่งในคำนี้จะหมายถึงการไปประพาสโดยที่ไม่ได้บอกคนแถวนั้นก่อนซึ่งก็จะทำให้หลายๆเจ้าเมืองที่พระองค์ได้ไปเยือนไม่ได้มีอะไรมาเตรียมการมาไว้ก่อนเลย 

วันนี้เราก็จะขอพาย้อนยุคกลับไปทำตัวเป็นคนสมัยก่อนกันไปดูสิว่าเมื่อเราได้เป็นคนสมัยก่อนและได้พบเจอ ร.5เข้าเราจะรู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นท่าน

โดยที่เราจะนำเอามาเล่าในตอนนี้นั้นก็จะเป็นเรื่องราวครั้ง ร.5 ได้เสด็จไปเยือนที่เมืองพิษณุโลกกับเจ้าเมืองพิษณุโลกที่ในสมัยนั้นเขาจะเรียกกันว่าเจ้าคุณโพต่างกับคนอื่นๆที่ไม่รู้ตัวว่าเวลาที่มีร.5ได้เสด็จมาเยือนเจ้าคุณโพเขาก็ได้มีหน่วยข่าวกรองที่รู้ดีมาก่อนว่าจะมีร.5ได้เสด็จมาเยือนแต่ก็ยังพลาด

หลังจากที่คุณโพได้ยินข่าวจากสายแนวว่าองค์เหนือหัวจะเสด็จมาท่านเจ้าคุณก็ไม่รีรอช้ามีแผนการที่จะคิดสร้างท่าเรือรอรับบริเวณที่เรือของ ร.5 จะมาลงเพื่อที่จะหวังว่าจะเป็นการต้อนรับแบบสมเกียรติแต่ด้วยความที่ว่าเวลามันกระชั้นชิดเจ้าคุณโพก็กลัวว่างานจะไม่เสร็จก็ได้ถอดเสื้อลงไปทำงานลุยกับพวกช่างตักเตรียมงานอะไรเองเลย

ในขณะที่กำลังสร้างอยู่นั้นก็ได้มีเรือแจวสี่ลำได้แจวเข้ามาและก็ได้จองเทียบท่าในนั้นก้จะมีผู้ชายอยู่สามคนได้เดินลงมาและเจ้าคุณโพก็รู้เลยว่านี่มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ธรรมดาแน่ๆต้องเป็นเรือของทางการที่มุ่งหน้ามาก่อนเพื่อที่จะให้เตรียมการในการรับเสด็จอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ในบรรดาพวกผู้ชายทั้งหมดนั้นก็จะมีชายอยู่คนหนึ่งที่ไว้หนวดและได้ถือกล้องอยู่อารมณ์จากผู้ดีจากเมืองกรุงและในตอนนี้คนอ่านก็พอจะรู้แล้วว่าท่านเป็นใครแต่เจ้าคุณโพไม่รู้เขากลับคิดว่าคนๆนั้นอาจจะเป็นหัวหน้างานก่อสร้างแน่ๆเลยถือกล้องมาตรวจเช็คงานอะไรประมาณนี้

ซึ่งต้องบอกก่อนเลยว่าสมัยนั้นยังไม่มีโซเชียลรูปภาพยังหาได้ยากเลยดังนั้นน้อยคนแล้วที่จะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์เหนือหัว

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย     คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริงฝากขั้นต่ำ100

ตำนานประเพณีวิ่งควาย ที่จังหวัดชลบุรี

           ถ้าหากใครเคยได้ไปเที่ยวจังหวัดชลบุรีจะรู้ว่าที่จังหวัดแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั้งสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นป่าและยังเป็นภูเขา  และทะเลก็มีนอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวแล้วยังมีประเพณีต่างๆมากมายที่น่าสนใจที่ชาวเมืองชลบุรีนั้นมีการจัดขึ้นซึ่งหนึ่งในประเพณีที่น่าสนใจนั้นก็คือประเพณีวิ่งควายนับได้ว่าเป็นประเพณีที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากของจังหวัดชลบุรีเลยก็ว่าได้เพราะประเพณีวิ่งควายนั้น

ในโลกนี้มีที่จังหวัดชลบุรีที่เดียวซึ่งในประเทศไทยจังหวัดอื่นๆก็ไม่ได้มีการจัดแข่งประเพณีวิ่งควายกันเลยดังนั้นนับได้ว่าประเพณีวิ่งควายเป็นประเพณีประจำจังหวัดของจังหวัดชลบุรีอย่างแท้จริงสำหรับประเพณีวิ่งควายนั้นจะมีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยมักจะจัดขึ้นหลังจากที่ชาวบ้านนั้นได้มีการเกี่ยวข้าวเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งจะเป็นช่วงที่ชาวบ้านนั้นได้พักผ่อนจึงได้หากิจกรรมต่างๆขึ้นมาจัดทำร่วมกันกับคนในชุมชนซึ่งสาเหตุที่มีการจัดตั้งประเพณีวิ่งควายขึ้นมา

ก็เพราะว่าจะได้ทำให้คนในชุมชนนั้นได้มีกิจกรรมทำร่วมกันเป็นการสร้างความรักความสามัคคีของคนในชุมชนอีกทั้งยังเป็นงานที่ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ออกมาร่วมกิจกรรมการทำให้ได้พบปะพูดคุยกันซึ่งภายในงานนั้นก็จะมีการนำสินค้ามาขายโดยปกติแล้วที่จังหวัดชลบุรีจะมีการจัดงานประเพณีวิ่งควายนั้นโดยกำหนดเอาไว้ว่างานจะต้องเกิดขึ้นก่อนวันออกพรรษา 1 วันประเพณี

มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้วและที่ชาวบ้านเล่าขานกันถึงเหตุผลที่ต้องมีประเพณีวิ่งควายว่ามีตำนานที่เล่ากันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าในสมัยโบราณนั้นไม่ได้มีประเพณีวิ่งควายแต่อย่างใดแต่ที่ต้องมีประเพณีเกิดขึ้นก็เพราะว่าในสมัยก่อนได้มีเปรตตัวหนึ่งซึ่งออกอาละวาดให้กับคนในชุมชนคอยหลอกหลอนให้คนในชุมชนนั้น

หวาดกลัวทุกค่ำคืน ด้วยความกลัว ชาวบ้านจึงได้มีการร้องขอไม่ให้เปรตออกมาอาละวาดโดยมีการสอบถามถึงของเซ่นไหว้ที่เปรตต้องการหากต้องการให้เปรต หยุดอาละวาด ซึ่ง เปรต ตัวดังกล่าวนั้นชื่นชอบการวิ่งควายเป็นชีวิตจิตใจดังนั้นมันจึงได้บอกให้ชาวบ้านจัดการแข่งขันวิ่งควายขึ้นมา

เพื่อเป็นเครื่องเซ่นไหว้ให้มันเป็นประจำทุกปีและมันจะไม่ออกมาอาละวาดหลอกหลอนผู้คนซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านจึงได้มีการจัดพิธีวิ่งควายเพื่อเป็นการเซ่นไหว้ เปรตตัวดังกล่าวนั้นเอง และนับตั้งแต่มีการจัดงานวิ่งขาย เปรตตนนั้นก็ไม่เคยมากวนชาวบ้านอีกเลย จึงได้มีการจัดวิ่งควายเป็นประจำทุกปี จนกลายมาเป็นประเพณีจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย.   ทางเข้าufabet168

กำเนิดตุ๊กตาหมี Teddy Bear

           สำหรับตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ชื่อว่าอะไรคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะเป็นตุ๊กตาสีขาวน่ารักซึ่งจริงๆแล้วประวัติตุ๊กตาตัวนี้มีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนานหลายปีแล้วซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงการกำเนิดตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ว่าเหตุผลที่ผู้ผลิตตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ได้สร้างตุ๊กตาตัวนี้ขึ้นมาเนื่องจากสาเหตุอะไรมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

          เรื่องราวเกี่ยวกับตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์นั้นเกิดขึ้นเมื่อช่วงประมาณปีพศ. 1912 ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นในช่วงสมัยของประธานาธิบดี  ธีโอดอร์ รูสเวลต์ ซึ่งในตอนนั้นประธานาธิบดีรถเมล์ได้เดินทางไปตรงบริเวณเส้นพรมแดนที่มีปัญหากันระหว่างรัฐมิสซิสซิปปีกับรัฐหลุยเซียน่า ซึ่งการไปครั้งนั้น ผู้ที่จัดงานต้อนรับคณะประธานาธิบดีได้มีการเตรียมงานกิจกรรมขึ้นมา

โดยให้ผู้นำของประเทศร่วมกิจกรรมล่าหมีแต่ไม่ว่าจะหาหมีอย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถพบเจอได้จึงได้มีคนนึงคิดที่จะเอาลูกหมีมาผูกติดไว้กับต้นไม้เพื่อให้ประธานาธิบดีนั้นยิงแต่ประธานาธิบดีรถเมล์นั้นกลับไม่ยอมยิงลูกหมีตัวดังกล่าวซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นที่กล่าวขานให้คนทั่วไปได้รับทราบและมีนักเขียนการ์ตูนคนหนึ่ง

เขาได้อยู่ในเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วยและเขารู้สึกประทับใจกับความคิดของประธานาธิบดีรถเมล์ที่ไม่ยอมฆ่าลูกหมีดังนั้นหลังจากเรื่องราวนั้นผ่านไปเขาจึงได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นมาเขียนเป็นการ์ตูนซึ่งนักเขียนคนนั้นกล่าวนั้นเขาเป็นนักเขียนเกี่ยวกับการเมืองโดยตรงดังนั้นเมื่อเขาเขียนการ์ตูนขึ้นมาซึ่งถูกโพสต์ลงไปในหนังสือ The Washington post ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการล้อการเมืองและคนในเมืองนิวยอร์กทุกคนต่างก็ได้เห็นการ์ตูนล้อการเมืองจากหนังสือพิมพ์ดังกล่าวซึ่งเมื่อทุกคนได้อ่านการ์ตูนล้อการเมืองฉบับนั้นต่างก็รู้สึกประทับใจในตัวของประธานาธิบดี

โดยมีครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นสามีภรรยาเขาเปิดร้านขายตุ๊กตาซึ่งปกติแล้วเขาจะมีตุ๊กตาต่างๆมากมายขายอยู่ในร้านแต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาได้เห็นภาพความประทับใจในการ์ตูนล้อการเมืองเขาจึงได้สร้างตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ขึ้นมาซึ่งแตกต่างจากตุ๊กตาหมีที่เขาเคยสร้าง

เพราะโดยปกติแล้วตุ๊กตาหมีที่เขาเคยสร้างนั้นหน้าตามันจะน่ากลัวตามสัญชาตญาณของการเลียนแบบของสัตว์แต่ตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ที่เขาได้สร้างขึ้นมาใหม่นี้เขาได้สร้างเป็นตุ๊กตาที่มีความน่ารัก ซึ่งเวลาที่มองดูก็ตาหมีเท็ดดี้แบร์แล้วหน้าตามันจะดูไร้เดียงสาเป็นอย่างมากโดยสามีภรรยาคู่นี้ให้เหตุผลในการสร้างตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ขึ้นมาว่าเขาต้องการที่จะสร้างเพื่อสรรเสริญคุณความดีของประธานาธิบดีรูสเวลท์และหลังจากที่เขามีการผลิตตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์เสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็นำไปวางไว้ภายในร้านของเขา

ซึ่งนำไปตั้งไว้บริเวณหน้าร้านและเมื่อใครผ่านไปผ่านมาเห็นตุ๊กตาหมีตัวดังกล่าวก็รู้สึกหลงรักด้วยความน่ารักและความไร้เดียงสาของมันซึ่งทำให้ตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ที่ 2 สามีภรรยานี้สร้างขึ้นมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่าจนในที่สุดก็สามารถมีเงินตั้งเป็นโรงงานสร้างตุ๊กตาหมี Teddy Bear จำหน่ายได้ส่วนสาเหตุที่สองสามีภรรยานี้ตั้งชื่อว่าตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์นั่นก็เพราะว่าเอ็ดดี้นั้นคือชื่อเล่นของประธานาธิบดีรูสเวลท์นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย     สมัครเว็บ ufabet

ตำนานคลองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

        ที่จังหวัดสุพรรณบุรีมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับตำนานสถานที่ต่างๆซึ่งตำนานที่จะพูดถึงกันในวันนี้คือตำนานคลองสองพี่น้องซึ่งหากพูดถึงเราสองพี่น้องเชื่อว่าคนจังหวัดสุพรรณบุรีย่อมรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะจะอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรีโดยอยู่ในอำเภอสองพี่น้องนั่นเองสำหรับตำนานนี้มีการพูดถึงชายหนุ่มสองคนซึ่งเป็นพี่น้องกันพวกเขามีหน้าตาที่หล่อเหลาและมีฐานะร่ำรวยใช่ผมสั้นของคนนั้นเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆในหมู่บ้านเป็นอย่างมากแต่พวกเขาไม่เคยสนใจใครเลยอยู่มาวันหนึ่งเขาได้ข่าวว่าอีกหมู่บ้านหนึ่งมีเศรษฐี

คนหนึ่งมีลูกสาวสวยมากเรื่องเศรษฐีคนดังกล่าวนั้นมีลูกสาว 2 คนทางด้านชายหนุ่มนั้นอยากได้สองสาวนั้นมาเป็นภรรยาได้ให้เถ้าแก่ไปสู่ขอซึ่งพ่อแม่ของฝ่ายหญิงเมื่อรู้ฐานะของฝ่ายชายและรู้ว่าฝ่ายชายนั้นร่ำรวยและเป็นคนหน้าตาดีก็ยินดีที่จะยกลูกสาวให้ ในวันที่ชายหนุ่มทั้งสองคนได้แห่กระบวนขันหมากไปหาเจ้าสาวที่หมู่บ้านนั้นมีการแห่ขันหมากกัน

ทางแม่น้ำลำคลองซึ่งทางด้านฝ่ายเจ้าบ่าวทั้งสองคนก็ได้มีการจัดขบวนขันหมากอย่างใหญ่โตมโหฬารมีทั้งเหล่านางรำและมีทั้งวงมโหรีปี่พาทย์ระหว่างที่พายเรือไปที่บ้านเจ้าสาวก็มีการร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานแต่เนื่องจากว่าคนบนเรือมีการคลื่นเครงกันมากเกินไปหน่อยทำให้เรือเกิดล่มซึ่งตรงจุดที่เรือล่มนั้นเป็นบริเวณที่มีน้ำลึกมากทำให้เจ้าบ่าวทั้งสองคนจมน้ำเสียชีวิตซึ่งบริเวณที่เรือร่มนั้นต่อมาชาวบ้านจึงได้เรียกตรงจุดนั้นว่าสำเภาทลายส่วนคลองที่เจ้าบ่าวได้ใช้เป็นเส้นทางในการพายเรือแห่ขันหมากมาขอเจ้าสาวนั้นชาวบ้านเรียกร้อง

ดังกล่าวว่าของสองพี่น้อง  ส่วนทางด้านเจ้าสาวทั้งสองคนที่รอคอยเจ้าบ่าวให้มาส่งของนั้นก็รอแล้วรอเล่าแต่ก็ไม่เห็นเจ้าบ่าวมาสักทีจนชาวบ้านได้มาส่งข่าวให้ทราบว่าเรือขันหมาก ทั้งสองคนนั้นเกิดล่มระหว่างทางพี่จะมาบ้านเจ้าสาวและเจ้าบ่าวได้จมน้ำเสียชีวิตแล้วทั้งสองคนทำให้เจ้าสาวเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก

ซึ่งต่อมาชาวบ้านก็พากันเรียกบ้านของเจ้าสาวว่าเป็นบ้านแม่หม้ายโดยปัจจุบันนี้ยังมีชื่อหมู่บ้านนี้อยู่ซึ่งอยู่ตรงบริเวณพื้นที่ของอำเภอบางปลาม้า  ซึ่งตำนานเกี่ยวกับเรื่องของสองพี่น้องนี้ยังมีอีกหลายจุดที่ขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวได้แห่ผ่านมาแล้วถูกเรียกขานเป็นชื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นตรงที่เจ้าบ่าวไปรับนักดนตรีเพื่อเอาไปเล่นมโหรีตรงจุดนั้นก็ถูกชาวบ้านเรียกว่าบางซอหรือจุดบริเวณที่มีชาวบ้านออกมาชมเรือ

ที่ภายในเล่นมโหรีเสียงดังครื้นเครงก็เรียกกันว่าบ้านสนุกซึ่งตำนานนั้นเป็นการบอกเล่าจุดต่างๆในเขตพื้นที่ของอำเภอสองพี่น้องในขณะที่เรือของเจ้าบ่าวทั้งคู่นั้นได้แล่นผ่านว่าจุดไหนถูกเรียกชื่อว่าอะไรบ้างซึ่งปัจจุบันนี้ชื่อเหล่านั้นก็ยังเป็นที่เรียกขานของหมู่บ้านต่างๆเหมือนเดิม

 

สนับสนุนโดย    gclub

ตำนานค่ายลูกเสือที่จังหวัดระยอง

       สำหรับเรื่องราวตำนานค่ายลูกเสือที่จังหวัดระยองนั้นเป็นตำนานเกี่ยวกับวิญญาณของเด็กชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตตอนที่เขามาเข้าค่ายลูกเสือแห่งนี้ซึ่งเรื่องราวน่ากลัวนี้ถูกเล่าขานต่อๆกันมาและถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในเรื่องวันหมาหอนที่ค่ายลูกเสือโดยเรื่องราวนี้มีการเล่าลือกันว่าที่ค่ายลูกเสือแห่งนี้ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยองโดยมีการก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2517

  โดยเป็นการเปิดให้ลูกเสือมาเข้าค่ายที่นี่เป็นครั้งแรกซึ่งมีการเล่าว่าในการเข้าค่ายครั้งนั้นมีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งหายออกไปจากค่ายลูกเสือและเมื่อมีการตามหาก็ไม่พบเด็กชายคนดังกล่าวซึ่งในบริเวณค่ายลูกเสือนั้นมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งเจ้าหน้าที่พยายามค้นหาร่างเพราะคิดว่าเด็กชายคนดังกล่าวนั้นอาจจะเสียชีวิตจากการจมน้ำจึงได้มีการสูบน้ำออกจากหนองน้ำแห่งนั้น

แต่ก็ไม่พบร่างของเด็กชายคนดังกล่าวเลยจนในที่สุดค่ายลูกเสือดังกล่าวก็ถูกปิดตัวลงและที่บริเวณหน้าค่ายลูกเสือได้มีการสร้างอนุสรณ์เป็นรูปปั้นเด็กชายที่แต่งกายคล้ายชุดลูกเสือยืนถือไม้พองอยู่และมีการระบุกำกับไว้ด้วยว่าตั้งขึ้นเมื่อปี 2517 สำหรับเหตุการณ์หลังจากนั้นเกิดขึ้นเมื่อมีโรงเรียนแห่งหนึ่งพาเด็กนักเรียนมาเข้าค่ายที่ลูกเสือแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง

โดยความน่ากลัวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลากลางคืนเมื่อเด็กนักเรียนเริ่มจัดกิจกรรมก่อกองไฟได้มีเด็กนักเรียนหายไปจำนวน 2 คนซึ่งทุกคนก็พยายามออกตามหาจนรุ่งเช้าจึงมาพบเด็กชายทั้งสองคนนั้นอยู่กันคนละที่โดยคนนึงนั้นอยู่ฐานซึ่งขุดไว้เป็นอุโมงโดยเด็กชายมีลักษณะอยู่ในอาการหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาจนเด็กชายอีกคนหนึ่งนั้นไปอยู่ที่โบสถ์

โดยเด็กชายทั้งสองคนเล่ากันตรงกันว่าพวกเขานั้นเห็นเด็กชายคนหนึ่งซึ่งแต่งกายคล้ายด้วยชุดลูกเสือโดยอ้างตนว่าเป็นรุ่นพี่มาชักชวนให้ไปเล่นผูกคอตายแต่โชคดีที่มีตากับยายคู่หนึ่งมาบอกให้พวกเขานั้นไปซ่อนตัวไว้ในโบสถ์ส่วนอีกคนหนึ่งถูกนำมาซ่อมตัวไว้ที่ฐานอุโมงค์ทำให้พวกเขานั้นไม่ถูกรุ่นพี่คนดังกล่าวพาไปแต่คนที่นำไปซ่อนตัวไว้ที่โบถส์นั้นได้เล่าว่าระหว่างที่เขานั่งรออยู่ในโบสถ์จนกว่าจะถึงเช้าตามที่ตากับยายสั่งนั้น

เขาได้มองออกมาที่นอกโบสถ์ยังเห็นว่ารุ่นพี่ที่แต่งชุดลูกเสือยังคงเดินวนเวียนอยู่รอบๆโบสถ์จนถึงเช้าเลยทีเดียว ส่วนเด็กนักเรียนคนอื่นก็แล้วกันว่าในช่วงเวลาที่อยู่ในการพักค่ายลูกเสือนั้นเวลากลางคืนที่ทุกคนต่างก็นอนหลับพักผ่อนอยู่ในเต็นท์ของตนเองปรากฏว่ามีเด็กชายคนหนึ่งซึ่งพวกเขาเองไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนได้คลานเข้ามานอนในเต็นท์ของพวกเขาด้วย

โดยร่างกายของเด็กชายคนนั้นเปียกชุ่มไปด้วยน้ำซึ่งเรื่องราวนี้ได้มีการเล่าขานต่อๆกันมาสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากจนไม่มีใครกล้าที่จะมาเข้าค่ายลูกเสือแห่งนี้กันอีกเลยจนในที่สุดสถานที่เข้าค่ายลูกเสือแห่งนี้ก็ต้องปิดตัวลง

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย   จีคลับ ผ่านมือถือ

ตํานานวันวาเลนไทน์

         สำหรับเรื่องเล่าตำนานของวันวาเลนไทน์นั้นเป็นเรื่องเล่าตั้งแต่สมัยคริสตศักราช 300 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงที่โลกยังคงมีการทำศึกสงครามกันอยู่เรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของวันวาเลนไทน์นั้นเกิดขึ้นที่กรุงโรมซึ่งในสมัยนั้นเป็นสมัยของพระเจ้าคลอดิอุสที่สอง ซึ่งในช่วงนั้นพระองค์กฐินกับถุงมือในการทำศึกสงครามเป็นอย่างมากมักจะเกณฑ์ไพล่พลที่เป็นผู้ชายเพื่อไปทำศึกสงคราม 

และแน่นอนว่าผู้ชายเหล่านั้นบางคนก็เป็นคนโสดและบางคนก็มีครอบครัวซึ่งคนที่มีครอบครัวอยู่แล้วก็มักจะไม่อยากจากครอบครัวของตนเองไปเพราะอยากอยู่กับคนรักทำให้ พระเจ้าคลอดิอุสที่สอง ทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมากถึงขนาดต้องมีการประกาศออกมาว่านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นไปห้ามมีการจัดการแต่งงานเกิดขึ้น

จนกว่าจะมีการทำศึกสงครามแล้วเสร็จซึ่งการประกาศเช่นนี้สร้างความเสียใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะหนุ่มสาวที่เป็นคู่รักกันและหวังจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้นได้มีบาทหลวงคนหนึ่งซึ่งเขามีชื่อว่าวาเลนไทน์บาทหลวงคนนี้เมื่อได้ฟังคำประกาศของพระราชาแล้วก็เกิดรู้สึกว่าคำประกาศนี้ไม่มีความเป็นธรรมให้กับประชาชนและเขาสงสารหนุ่มสาวที่รักกันจึงได้แอบจัดงานแต่งงานให้กับหนุ่มสาวอยู่หลายคู่จนในที่สุดก็ถูก พระเจ้าคลอดิอุสที่สอง  จับได้ว่านักบวชวาเลนไทน์นั้นเป็นคนที่แอบจัดงานแต่งงานให้กับหนุ่มสาวพระองค์จึงได้สั่งให้ทหารจับคุมนักบวชวาเลนไทน์มาขังไว้ในคุก

ซึ่งในสมัยนั้นนักบวชถือได้ว่ามีความรู้ที่จะสามารถรักษาคนป่วยได้ด้วยซึ่งทางด้านผู้คุมขังที่ดูแลนักบวชวาเลนไทน์อยู่นั้นมีลูกสาวอยู่ 1 คนเธอป่วยเป็นโรคตาบอดเขาจึงได้ขอร้องให้นักบวชวาเลนไทน์นั้นช่วยรักษาอาการให้กับลูกสาวของเขาซึ่งนักบวชวาเลนไทน์สามารถรักษาอาการของหญิงสาวคนดังกล่าวจนหายขาดจากอาการตาบอดและระหว่างที่มีการรักษาอาการตาบอดกันนั้น

ก็เกิดความรักขึ้นระหว่างนักบวชวาเลนไทน์กับหญิงสาวแต่อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดแล้วนักบวช Valentine ก็จะต้องถูกประหารชีวิตก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตนั้นเขาได้มีการส่งจดหมายไปบอกรักหญิงสาวคนดังกล่าวซึ่งในจดหมายนั้นเขาได้มีการลงชื่อไว้ตอนท้ายว่า from your Valentine

โดยข้อความในจดหมายนั้นมีการเขียนเอาไว้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ซึ่งตรงกับวันที่นักบวชวาเลนไทน์นั้นถูกฆ่าตายทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผู้คนต่างก็สรรเสริญนักบวชวาเลนไทน์จึงได้มีการจัดเทศกาลวันวาเลนไทน์ขึ้นโดยจะยึดเอาวันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันเสียชีวิตของนักบวชวาเลนไทน์รวมถึงวันที่นักบวชวาเลนไทน์ได้สารภาพรักกับหญิงสาวมาเป็นวันที่บอกรักให้กับผู้รับของตนเองในปัจจุบันนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย   คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง