ตำนานมะเมียะ

           สำหรับตำนานความรักมะเมียะนี้เป็นเรื่องราวของความรักของเจ้านายชั้นสูงของประเทศไทยที่ปกครองเมืองเชียงใหม่ซึ่งพบรักกับสาวชาวพม่าซึ่งมีฐานะต่ำต้อยแต่ก็เช่นเดิมว่าทั้งคู่ไม่ได้สมหวัง ในความรักและก็ถูกความตายและฐานะมาแยกให้ทั้งคู่ออกจากกรรมสำหรับเรื่องราวความรักในครั้งนี้เป็นความรักที่หน้าเศร้าเป็นความรักต่างเชื้อชาติที่เกิดขึ้นและมีการเล่าขานต่อๆกันมาจนถึงปัจจุบัน

โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่และประเทศพม่าซึ่งตำนานนี้เล่ากันว่าเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้มีบุตรชายซึ่งชื่อว่าเจ้าน้อยศุขเกษมเมื่อยังทรงพระเยาว์นั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปร่ำเรียนวิชาที่ประเทศพม่าระหว่างที่เรียนอยู่นั้นก็ได้พบรักกับหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งเธอชื่อว่ามะเมียะซึ่งมะเมียะนี้เป็นหญิงสาวที่มีฐานะยากจนเธอเป็นเพียงแค่แม่ค้าขายของเท่านั้น

ซึ่งทำรักของคนทั้งคู่นั้นไม่สมหวังเนื่องจากว่าฝ่ายชายนั้นมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งในขณะที่ฝ่ายหญิงนั้นก็จนแทบจะไม่มีเงินใช้การที่มีความรักอย่างเดียวไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ในที่สุดเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมเรียนจบก็ถูกเจ้าเมืองเชียงใหม่เลขตัวกับประเทศไทยซึ่งก็น้อยเองก็จำเป็นต้องกลับมาเมืองไทยและได้ทิ้งหญิงคนรักเอาไว้ที่ประเทศพม่าในเมื่อกลับมาอยู่ประเทศไทยนั้น

ด้วยความคิดถึงหญิงคนรักอย่างมากทำให้เจ้านายสุขเกษมนั้นเราทนทุกข์ไม่ยอมกินไม่ยอมนอนซึ่งเป็นโรคต่อมใจในที่สุดนั้นเจ้าน้อยศุขเกษมก็ได้เสียชีวิตลงจากการซ่อมใจเพราะคิดถึงหญิงสาวคนรักนั่นเองส่วนหญิงสาวที่ชื่อว่าเมียะนั้นเมื่อถูกเจ้าน้อยศุขเกษมทอดทิ้งให้อยู่ที่ประเทศพม่าและไม่เคยกลับมาหาอีกเลย

เธอจึงได้ตัดสินใจมีความเศร้าในจิตใจของตนเองด้วยการไปบวชเป็นแม่ชี หลังจากที่มะเมียะได้บวชเป็นแม่ชีแล้วจะได้รู้ว่าเจ้าน้อยศุขเกษมนั้นได้แต่งงานกับหญิงคนอื่นทำให้แม่ชีมะเมียะนั้นเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมาขอพบเจ้าน้อยศุขเกษมแต่อย่างไรก็ตามเมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วแม่ชีเมียะไม่สามารถติดต่อขอเข้าพบเจ้าน้อยศุขเกษมได้

เธอจึงมั่นใจว่าเจ้าน้อยนั้นหมดรักในตัวเธอแล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาแม่ชีมะเมียะก็บวชชีตลอดชีวิตเลยไม่เคยสึกออกมาอีกเลยจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตซึ่งแม่ชีมะเมียะเสียชีวิตตอนอายุได้ 75 ปีโดยเสียชีวิตในปีพศ 2505 และนี่ก็เป็นเรื่องราวความรักตำนานของคนสองคนที่รักกันแต่มียศฐาบรรดาศักดิ์มาขวางกั้นทำให้สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

 

 

สนับสนุนโดย  Aesexy

ศิลปะสร้างโลก

ศิลปะถือวาเป็นสิ่งที่กำเนิดหลายๆสิ่งขึ้นมา ศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างหลายๆสิ่งหลายอย่างให้เกิดขึ้นมาได้และศิลปะนั้นยังคงเป็นสิ่งที่คนเรานั้นควรจะมีการศึกษาและทำความเข้าใจถึงแก่แท้ของศิลปะด้วย เพราะศิลปะนั้นไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะพียงเท่านั้นแต่ศิลปะสามารถที่จะเชื่อมต่อสิ่งต่างๆและทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นมาได้ ดังนั้นแล้วการทำความเข้าใจ

และเรียนรู้ในศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก และศิลปะควรจะมีการปลูกฝังการเรียนรู้และการทำความเข้าใจตั้งแค่ช่วงวัยเด็กเพื่อเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กนั้นสามารถตระหนักได้อยู่เสมอว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สามารถสร้างโลกได้และไม่ได้เป็นการสร้างโลกไดเพียงใบเดียวแต่สามารถที่จะสร้างโลกอีกหลายๆใบขึ้นมาได้ และการสร้างโลกนั้นก็เกิดจากการจินตนาการผสมผสานกับการเรียนรู้ด้วยนั่นเอง

ทำให้เกิดการผสมผสานในหลายๆสิ่ง เพราะศอลปะนั้นไม่ได้เป็นเพียงการวาดรูปเท่านั้นแต่ศิลปะยังมีอะไรที่มากมายกว่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้โดยส่วนใหญ่นั้นก็มีสิ่งที่เป็นศิลปะผสมผสานอยู่ในสิ่งเหล่านั้นทั้งสิ้น ศิลปะจึงแนสิ่งที่ถือว่ามีความสำคัญในชีวิตของคนเราอย่างมากแต่ในบางครั้งเราอาจจะมองข้ามและไม่ได้ให้ความสำคัญในศิลปะเท่าที่ควรนั่นเอง

ทำให้คนมีจิตใจที่อ่อนโยนมากขึ้น เป็นสิ่งที่สำคัญและเห็นผลได้อย่างชัดเจนมาก เพราะสามารถสังเกตได้เลยว่าคนที่มีความเข้าใจในศิลปะนั้นมักจะเป็นคนที่มีจิตใจที่อ่อนโยน และการที่จะมีจอตใจที่อ่อนโยนจากศิลปะได้นั้นก็คือเกิดจากการเรียนรู้และเข้าใจ จึงกล่าวได้ว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สามารถขัดเกลาจิตใจของคนเราได้อย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นศิลปะก็เป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างคนและคนและสิ่งต่างๆบนโลกได้ด้วย

รู้จักความเป็นมาและสิ่งต่างๆบนโลก ศิลปะถือเป็นสิ่งที่มาช้านานไม่สามารถระบุอย่างชัดเจนได้ว่ามีการเกิดขึ้นจริงๆนั้นเมื่อไหร่มีเพียงข้อสันนิษฐานและการคาดเดาเพียงเท่านั้นแต่ศิลปะนั้นถือเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้และได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่างๆเพราะในอดีตนั้นก็มีการบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมานั้นโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น การสลักหิน การวาดรูปบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆก็ล้วนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยเกี่ยวกับศิลปะทั้งสิ้น

เข้าใจจิตใจของมนุษย์มากยิ่งขึ้น เมื่อเราได้เรียนรู้และเข้าใจในศิลปะก็จะสามารถเชื่อยมโยงให้เรานั้นสามารถเข้าใจมนุษย์ได้จากการสร้างสรรค์ผลงานเพราะการสร้างสรรคืผลงานต่างๆนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ออกมาจากจิตใจของมนุษย์ทั้งสิ้น ทำให้เราสามารถที่จะเข้าใจได้มากขึ้นด้วย และศิลปะยังเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อมต่อสิ่งต่างได้อีกมากมายอย่างหน้าอัศจรรย์มากถือว่าศิลปะนั้นเป็นสิ่งที่สร้างโลกที่มากกว่าโลกใบเดิมๆนั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  gclub slot ทดลองเล่น

ตำนานผีหอพัก 5

ย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีก่อนที่ฉันอยู่มหาวิทยาลัยตอนนั้นมหาวิทยาลัยจะให้นักศึกษาปีที่ 1 อยู่หอไม่ว่าจะอยู่ต่างจังหวัดก็ตาม แต่พอจะเริ่มเปิดเทอมแล้วฉันก็ไปดูที่หอแต่ทุกหอก็จะเต็มหมดแล้ว หลังจากนั้นแม่ของฉันจึงโทรไปหาเจ้าของหอของหอ 1 หอนั้นมีห้องหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่ ฉันจึงเข้าไปดูกับน้องแม่ห้องของฉันก็ไม่ได้เก่า ตึกก็ไม่ได้เก่าและที่นี่ยังมี 3 อาคารอีกด้วยอาคารแรกมีอยู่ชั้นเดียวไม่สามารถขึ้นไปด้านบนได้ 

และอาคารที่ 2 จะมีอยู่ 2 ชั้น อาคารที่ 3  จะมีบ้านเล็กๆให้เราอยู่คนละหลัง ฉันได้อาคารแรกเลขที่ห้องเป็นเลข  301  ของฉันสีชมพูและเขียวสลับกันไปมาเพิ่งทาเสร็จเมื่อไม่นาน  ห้องน้ำของห้องนี้จะอยู่หลังระเบียงฉันต้องออกระเบียงไปก่อนถึงจะเข้างานได้แต่พอฉันไปดูที่หน้าห้องน้ำ ก็เห็นยันแขวนไว้อยู่ หน้าห้องน้ำ และพอฉันไปถามเจ้าของหอพักเขาก็บอกว่าไม่มีอะไร

หรอกคนที่เคยอยู่ก่อนหน้านี้เขาแปะไว้เล่นเล่น ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจนถึงเดือนที่ 3 ที่ฉันมาอยู่ที่หอนี้และเจ้าของก็เริ่มทำศาลาใกล้หอพักของฉัน แต่แล้วก็เกิดเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับฉันคือ ห้องที่อยู่ตรงข้ามกับฉันมันเปิดไม่ได้ทั้งๆที่เราไม่ได้ล็อก แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันก็คือเวลาที่ฉันเข้าห้องน้ำไฟมันอยู่อยู่ก็ดับเอง

และเปิดเองตลอดเวลาทั้งทั้งที่ฉันไม่ได้ทำ ฉันเช็กดูแล้วแต่มันก็ไม่ได้เป็นอะไรและคืนนี้ยังเกิดเรื่องอีกคือฉันนอนไม่หลับแล้วฉันก็รู้ได้ว่ามีใคร มาทำให้ฉันตกเตียงฉันนึกขึ้นได้ว่าฉันมีพระหนึ่งองค์เป็นองค์ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก มันอยู่หน้าห้องน้ำฉันกลัวมากฉันรีบวิ่งไปเปิดไฟและฉันก็วิ่งไปบอกให้เพื่อนมาอยู่ด้วยจนกว่าฟ้าจะสางฉันจึงไปอยู่ห้องเพื่อน

แต่ฉันจะกลับมาหยิบเสื้อผ้าเดือนนึงผ่านไปก็อยู่ตามปกกติแต่มีอยู่วันนึงฉันลืมไปหยิบเสื้อผ้าตอนเช้าเลยต้องไปหยิบตอนกลางคืนฉันกลัวเลยขอให้เพื่อนไปด้วยแต่มีแค่เพื่อนสองคนของฉันที่ยอมไปด้วยฉันและเพื่อนเพื่อนกำลังช่วยกันเก็บของก็ได้ยินเสียงน้ำไหลฉันและเพื่อนเพื่อนต่างก็รีบวิ่งออกจากห้องและฉันก็ตั้งใจว่าจะไปบอกเจ้าของหอพักและขอให้เปลี่ยนห้องให้และพอฉันบอกเรื่องที่เกิดขึ้นแต่เจ้าของหอพักก็บอกว่า “ไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น”ฉันตกใจมากว่าจะไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

และฉันจึงขอให้เปลี่ยนห้องให้หน่อยเจ้าของห้องก็ตกลงพอฉันกำลังเก็บข้าวของของฉันฉันเห็นว่ารอยรูปดอกไม้ที่ติดอยู่ตรงมันลุดออกมาเหมือนว่ามีใครบ้างคนปีนลงมาจากเพดานเพราะเราเห็นรอยมือสีเทาติดอยู่เต็มห้องห้องน้ำก็ยังมีแต่พอฉันมารู้ว่ามันเป็นการทำศาลาอันใหม่เพราะว่าเขาทุบศาลาจนพังภูตผีวิญญาณจึงเข้ามา

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

ตำนานผีสาวปากฉีก

ตำนานผีสาวปากฉีกนั้นขึ้นในสมัยเฮอันประเทศญี่ปุ่น มีสาวคนนึงซึ่งมีหน้าตาสะสวยมากและเป็นภรรยาของซามูไรหนุ่มที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงโด่งดัง ใครๆต่างก็พากันชื่นชมความงดงามของเธอเป็นอย่างมาก แต่หญิงสาวได้แอบนอกใจสามีของตนเองไปมีความสัมพันธ์กับชายอื่นซึ่งชาวบ้านพากันรู้กันทั่วแล้วอยู่มาวันหนึ่งอยู่ๆสามีของเธอที่เป็นซามูไรก็จับได้ว่าเธอนอกใจเขา

และเมื่อเขาจับได้เขาจึงได้ทำร้ายเธอด้วยการใช้ดาบซามูไรฟันไปที่ปากของเธอกรีดยาวไปถึงใบหูโดยเขาต้องการให้เธอเสียโฉมและอับอายไม่กล้าไปสู้หน้าผู้คน และตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่กล้าเดินออกไปไหนอีกเลยเธอมักจะสอบถามคนที่อยู่ภายในบ้านว่าเธอสวยหรือไม่เนื่องจากว่าเธอเป็นคนที่ลุ่มหลงอยู่ในหน้าตาของตนเอง และแต่ตั้งแต่ที่เธอถูกกรีดปากนั้นเธอก็มักจะสอบถามผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาที่พบเจอกับเธอเสมอว่าเธอสวยหรือไม่ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะตอบกับเธอว่าเธอไม่สวยและหลายคนก็แสดงท่าทางรังเกียจและกลัวเธออย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งจากการที่ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวเธอนั้นทำให้เธอช้ำใจอยู่ไม่นานเธอก็ได้ตามใจตายลงไป และหลังจากที่เธอตายไปแล้วนั้นวิญญาณของเธอก็มีแต่ความอาฆาตแค้นเธอจึงมักออกมาหลอกหลอนผู้คนโดยเธอมักจะเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างงดงามและเมื่อมีคนหลงเสน่ห์ของเธอเธอก็จะกลายร่างเป็นผีสาวปากฉีกพร้อมทั้งถามคนที่เธอหลอกว่าเธอสวยหรือไม่ ซึ่งเธอจะเฝ้าวนเวียนหลอกหลอนผู้คนและสามีของเธอเธอต้องการแก้แค้นทุกคนที่ต่อว่าเธอและกลัวเธอในตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ ผู้คนมักจะเห็นผีสาวปากฉีกในช่วงวันที่มีอากาศเย็นมีหมอกหนาโดยเธอมักจะมาปรากฏตัวหลัง 18:00 นเป็นต้นไป

คนที่พบเห็นต่างก็แล้วกันว่าเธอมักจะมายืนอยู่ตรงริมถนนและมีการปิดบังตนเองด้วยการใส่หน้ากากหรือนำพัดมาปิดตรงที่บริเวณปาก และหากใครเดินผ่านไปเธอก็จะเดินเข้าไปหาแล้วถามว่าเธอสวยหรือไม่ เรื่องนี้มีการร่ำลือกันมาต่อๆกันเรื่อยมาจนถึงปีคริสตศักราช 1979 มีข่าวหรือว่ามีผีสาวปากฉีกเกิดขึ้นที่นางาซากิประเทศญี่ปุ่น ซึ่งข่าวลือดังกล่าวสร้างความหวังกับผู้คนเป็นจำนวนมาก

โดยตำรวจต้องมีการออกมาตรวจตาตามถนนมากขึ้นและเด็กนักเรียนก็จะต้องมีคุณครูเดินทางมาส่งถึงที่บ้าน โดยมีการเล่าต่อๆกันมาว่ามีคนเคยพบเห็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสวยคนหนึ่งมักจะสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอและถ้าหากไปเจอเด็กคนไหนเดินอยู่คนเดียวเธอก็จะเข้าไปถามว่าเขาสวยไหมถ้าหากตอบว่าสวยเธอก็จะถอดหน้ากากอนามัยออกพร้อมกับยิ้มให้แล้วยังถามต่อว่าแล้วแบบนี้ยังสวยอยู่หรือไม่ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆเป็นจำนวนมากแต่ถ้าหากใครก็ตามตอบว่าเธอไม่สวยเธอก็จะนำกรรไกรมาตัดปากหน่อยคนนั้นเรื่องนี้เป็นแค่เพียงเรื่องเล่าขานต่อๆกันมาซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

 

 

สนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์ไม่ต้องโหลด

ดนตรีแนวอินดี้

ดนตรีแนวอินดี้เป็นแนวเพลงที่มีมานานมากแล้วแต่ในยุคก่อนนั้นยังไม่ได้เป็นที่นิยมหรือที่ชื่นชอบของคนฟังเพลงสักเท่าไหร่นัก เพราะก่อนหน้านี้แนวเพลงที่มีบทบาทสำคัญในยุคก่อนๆก็คือแนวเพลงร็อคหรืออัลเทอร์เนทีฟนั่นเอง แต่มาในยุคปัจจุบันเพลงแนวอินดี้นั้นเริ่มมีบทบาทสำคัญของวงการเพลงไทยมากขึ้น

เพราะด้วยการร้องและจังหวะดนตรีที่มีความแตกต่างและเนื้อหาส่วนใหญ่ในเพลงแนวอินดี้นั้นจะเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างมีความหมายลึกซึ้งมากๆแตกต่างจากเนื้อเพลงโดยทั่วไปและด้วยโลกที่มีการเปิดกว้างทั้งการที่โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกคน ทำให้เพลงแนวอินดี้นั้นสามารถลืมตาอ้าปากได้จากโซเชียลต่างๆนั่นเอง

ดนตรีในแนวอินดี้นั้นถือว่าได้รับความนิยมจากผู้ฟังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนบางเพลงที่มีการแต่งและร้องทำดนตรีมาเกือบสิบปีแล้วแต่เพิ่จะมาดังและมีผู้ฟังเป็นจำนวนมากเมื่อไม่นานมานี้ และวงดนตรีส่วนใหญ่ในแนวเพลงอินดี้นั้นพวกเขาบอกเลยว่า การที่พวกเข่สามารถเดินทางมาถึงจุดนี้ได้นั้นก็เพราะการใช้โซเชียลมีเดียในการปรโมทเพลงหรือนำเพลงออกมาสู่ผู้ฟังได้อย่างง่ายและผู้ฟังก็สามารถเข้าถึงดนตรีแนวอินดี้ได้อย่างง่ายด้วย โดยวงอินดี้ส่วนใหญ่นั้นจะมีการเติบโตได้จากการลงเพลงในช่องยูทูปที่ทุกคนรู้จักกันอย่างดี

แต่การที่คนจะสามารถเปิดใจและรับฟังเพลงแนวนี้ได้นั้นส่วนใหญ่จะต้องเป็นคนที่ชอบฟังเพลงและอยากที่จะฟังเพลงในแนวใหม่ๆอยู่เสมอนั่นเอง หรือบางคนก็ได้ฟังดนตรี เพลงแนวอินดี้ได้ก็เพราะการฟังของคนอื่นหรือการไปเห็นคนอื่นโพสท์ลงในโซเชียลนั่นเอง เมื่อมีการฟังต่อๆกันและด้วยดนตรีและคำร้องที่มีความหมายชวนให้หลงไหลจึงทำให้ดนตรีแนวอินดี้นั้นได้รับความนิยมจากผู้ฟังอย่างมาก

ดนตรีแนวอินดี้ยังคงมีการพัฒนาแนวเพลงต่อไปอย่างต่อเนื่องและวงดนตรีแนวอินดี้ที่เมื่อมีชื่อเสียงแล้วนั้นก็มีความตั้งใจและใส่ใจผู้ฟังเพื่อที่จะทำดนตรีในแนวนี้ให้ผู้ฟังได้ไฟต่อไปนั่นเอง ดนตรีแนวอินดี้นั้นจะเป็นดนตรีที่มีจังหวะที่แปลกและแตกต่างไปจากดนตรีแนวอื่น จะเน้นเป็การร้องและเล่นกับเครื่องดนตรีน้อยชิ้น แต่จะเน้นและให้ความสำคัญกับเพลงและการสื่ออารมณ์จากคนร้องสู่ผู้ฟังมากกว่า

และดนตรีแนวอินดี้ที่ได้รับความนิยมและสามารถเติบโตได้ก็คือ บอย อิมเมจิ้นนั่นเอง ซึ่งเพลงของเขานั้นมีการแต่งและร้องเมื่อนานมากแล้วและได้มีการลงในยูทูปซึ่งก่อนหน้านี้ยอดวิวน้อยมากแต่ในปัจจุบันยอดวิวเยอะจนคิดว่าเป็นเพลงฮิตเพลงหนึ่งในปัจจุบันเลยนั่นเองและเพลงที่ว่านั้นก็คือเพลงยินดี บอยอิมเมจิ้น นั่นเอง

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Gclub ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

ถ่ายลองชุดหน้ากระจก

ถ่ายลองชุดหน้ากระจก หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ในการถ่ายภาพเชิงพานิชย์นั้นจะเห็นได้ว่า เราจะเห็นภาพแนวนี้เยอะมากๆ ตากล้องหลายๆคนก็จะให้ภาพแบบนี้เป็นการเล่นเรื่องของสาวๆ หรือว่าเรื่องของชุด หรือว่าเรื่องการการโปรโมทห้องหรือคอนโดก็เป็นได้ แต่มีน้อยรายนะ ที่จะถ่ายภาพแบบนี้เล่นกันเองเพื่อลงโซเชียล แต่ไม่ใช่จะคิดว่า ฉันก็ถ่ายบ่อยนะ ถ่ายหน้ากระจกเองลงเอง ไม่ใช่แบบนั้น เพราะการถ่ายเทคนิคแบบนี้นั้น

จะต้องเป็นคนอื่นถ่าย เหมือนเป็นมุมมองคนที่สองที่มองตัวแบบผ่านกระจก ไม่ใช่การที่ตัวแบบถ่ายเองแบบนั้น ดังนั้นแล้วการถ่ายแนวนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ทำออกมาแล้วจะดูน่ารักสดใสมากๆเลยล่ะ แต่ก็อาจจะดูร่าเริงจนดูหน้าหมั่นไส้ก็ได้นะ เพราะมันดูออกว่าเป็นการจัดฉากนั้นเอง เพราะฉะนั้นแล้วเราก็เลยเห็นการถ่ายภาพแบบนี้บ่อยๆกับการถ่ายงานมากกว่า เพราะมันเกิดการจัดฉากอยู่แล้วนั้นเอง

เทคนิคนี้ไม่ยากในการถ่าย แต่ก็ต้องขอบอกว่าถ้าเป็นการถ่ายในห้องเราเองนั้นยากพอควร เพราะเรื่องของสถานที่ซะมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของการถ่าย เพราะมันจำเป็นจะต้องจัดฉากให้ดูไม่รก ให้ดูสวยในสไตล์ห้องแบบมินิมอล แล้วก็ต้องตั้งกรอบที่เห็นทั้งกำแพง ทั้งพื้น ทั้งตัวกระจกให้เห็นทั้งบานนั้นเอง บ้านของคนที่จะมีมุมที่สะอาดสะอ้านและมีสไตล์แบบนี้ถือว่าหายากเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นกว่าจะได้ถ่าย ก็ต้องมีการจัดฉากกันหน่อยเสียเวลาเป็นวันๆแน่ๆล่ะ ฮ่าๆ ยิ่งห้องผมนะ ขอบอกเลยว่ายากมากๆ ต่อมาก็ต้องหากระจกที่สูง ที่สามารถเห็นได้ทั้งตัว และแถมยังต้องมีขอบที่สวยและมีสไตล์อีกด้วย ไม่งั้นก็ดูเป็นกระจกห่วยๆ เมื่อจัดอะไรเสร็จทั้งหมดแล้ว ต่อมาก็คือแสง ใช้แสงของห้องนั้นไม่เพียงพอให้ภาพนั้นสวยอย่างแน่นอน ต้องใช้แสงจากข้างนอกให้จ้าพอที่ภาพจะดูมีความสดใสนั้นเอง

ห้ามใช้แสงที่ทำให้ห้องดูมืดสลัวเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นจะทำให้ภาพผิดไปจากสิ่งที่เราอยากจะบอกคนเห็น ต่อไปขึ้นตอนสุดท้ายคือการถ่าย ก็ง่ายๆล่ะ เพียงแค่ตากล้องต้องยืนเยื้องๆกับกระจกเงาให้เห็นตัวแบบเต็มตัว รวมทั้งห้ามเห็นตัวเองในกระจกเงาด้วย เพียงแค่นั้นก็ถ่ายได้เลย เหลือเพียงให้แบบแอคท่าน่ารักๆสดใสไปเรื่อยๆเพียงแค่นั้น แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า อย่าร่าเริงจนเกินเหตุล่ะ เดี๋ยวมันจะดูน่ามั่นไส้จนเกินไป ไว้โอกาสเหมาะๆเราก็สามารถถ่ายเทคนิคนี้ได้

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

ข้อห้ามของโบราณ

สิ่งที่ไม่ควรทำตามความเชื่อผู้สูงอายุ

ห้ามเล่าความฝันระหว่างที่กินข้าว สำหรับความเชื่อเรื่องห้ามเล่าความฝันระหว่างกินข้าวนั้นว่ากันว่าถ้าเกิดว่ามีผู้ใดเล่าความฝันที่ตัวเองฝันเมื่อคืนในตอนที่ระหว่างกินข้าวนั้นความฝันนั้นก็จะกลายเป็นจริงซึ่งส่วนใหญ่ฝันที่กลายเป็นจริงจะเป็นฝันร้ายของตัวเองอย่างนั้นคนโบราณจึงห้ามไม่ให้ใครก็ตามเล่าถึงความฝันในระหว่างที่กินข้าว นี่ก็เป็นความเชื่อของผู้สูงอายุแต่บางทีผู้สูงอายุอาจจะเล่าเรื่องนี้แก่เราก็เพราะว่าเวลากินข้าวนั้นเป็นเวลาที่เราควรจะมีความสุขกับคนที่กินด้วยเพราะถ้ามัวแต่เราฝันร้ายอีกฝ่ายก็จะหมดความสุข และนอกจากนั้น บางทีผู้สูงอายุอาจจะเตือนเราไปอย่างนั้นก็เพราะว่าเวลากินข้าวควรจะไม่พูดคุยต้องกินอาหารที่ก่อนถึงจะพูดคุยได้เพราะอาจจะทำให้เราสำลักหรือติดคอได้นั่นเองค่ะ 

 

เวลาทำอาหารห้ามกินอาหารโดยการใช้ทัพพี   ว่ากันว่าเหตุผลที่เวลาทำอาหารห้ามลองชิมอาหารด้วยการใช้วิธีนั้นก็เป็นเพราะว่าเวลาที่เราท้องลูกพอคลอดลูกออกมาลูกจะมีหน้าตาโค้งงอหรือจะพิการเหมือนทัพพีดังนั้นคนโบราณจึงห้ามไม่ให้ผู้หญิงหรือแม้แต่กระทั่งผู้ชายนำทัพผีมาชิมอาหารโดยเด็ดขาด แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงคือเพราะว่าเวลาที่เราใช้ทัพพี ขึ้นมาอาหารที่เราจะขึ้นมาเธอมีส่วนที่เกินมาบ้างและพอเรากินไม่หมดเราก็แค่กลับลงไปในทำให้น่าขยะแขยงโอกาสที่จะทำให้น้ำลายของเราอยู่ในอาหารด้วยดังนั้นคนโบราณบอกไว้ว่าห้ามกินอาหารด้วยทัพพีนั่นเองค่ะ

 

เวลามีคนมาหาที่บ้านห้ามทำแกงหอยขมให้แขกทาน  ว่ากันว่าถ้าเกิดว่ามีคนมาหาที่บ้านก็เราทำแกงหอยที่คนที่มานั้นทานก็จะทำให้มิตรกลายเป็นศัตรูจากความรักที่เคยปรองดองกษัตริย์แตกแยกและคิดจะฆ่ากันเองดังนั้นคนโบราณจึงห้ามเอาไว้ แต่ถ้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงก็เพราะว่าแกงหอยนั้นกินหญ้าโดยเฉพาะหอยขมที่กินไม่เป็นก็อาจจะทำให้สำลักออกมาได้ซึ่งไม่มีใครต้องการที่จะกินต่อหรือบางทีเวลาที่เรากินหอยขมนั้นเราจะต้องใช้ปากดูดในสมัยโบราณดังนั้นคนจึงไม่นิยมที่จะกินหอยขมเนื่องจากเวลากินจะทำให้ดูไม่มีมารยาทดังนั้นคนโบราณจึงสั้นข้อห้ามโบราณนี้เอาไว้เพื่อที่ลูกหลานจะได้ไม่ทำและจะได้ไม่มีใครกล่าวว่าวาดรูปหลานของตนนั้นไม่มีมารยาท ละนี่ก็คือ3ข้อห้ามที่คนโบราณได้คิดเอาไว้ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  แทงบอลออนไลน์

อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา

 อุทยานแห่งชาติประวัติศาสตร์อยุธยาและเป็นอุทยานขึ้นเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยาจัดเป็น สถานที่ท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งในประเทศไทยเพราะสมัยก่อนอยุธยาเป็นเมืองเก่าและมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน อยุธยานั้นเป็นเมืองเก่านานแล้วและเป็นเมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองมีกษัตริย์หลายพระองค์และมีหลายหลายราชวงศ์ ที่ขึ้นครองราชอาณาจักรอยุธยา อยุธยามีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานและหลังๆ การเรียนการสอนก็เน้น ประวัติศาสตร์อย่างมาก จึงทำให้การเรียนการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ลึกซึ้งมากขึ้น จึงทำไห้อยุธยา มีการค้นหามากมาย จึงหาเจอได้ว่า 

อยุธยา คือเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองมาก เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยทองคำ เเละมีความรุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางใหญ่ๆ ของเอเชีย เเละเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ในการขนส่งสินค้า เเละเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก ทางด้านการค้าขาย การขนส่ง การเจริญสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติ การส่งทูตไปยังสถานที่ต่างเเดน เพื่อไปเจริญสัมพันธไมตรีด้วย เพื่อความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจะเห็นได้ว่า อยุธยา รุ่งเรืองทางด้านการค้าขายกับชาวต่างชาติ

เเละมีเครื่องราชบรรณาการจากเมืองอื่นๆ เวลาได้เมืองอื่นเป็นเมืองขึ้น อยุธยา จึงเป็นเมืองใหญ่ เเละร่ำรวยเงินทอง มีหลายๆราชวงศ์สืบต่อกันมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี เเละเจริญรุ่งเรืองในด้านการค้าขายเป็นอย่างมาก เเละในรอบๆพระราชวัง ก็เต็มไปด้วยชุมชนเมืองต่างๆ ที่รายล้อมไปด้วยชาวต่างชาติ เพราะต่างชาติมาค้าขายกัน ในสมุดโบราณของชาวต่างชาติ ได้บันทึกไว้ ตั้งเเต่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรือง จนถึงตอนกรุงเเตก ก็มีบันทึกไว้ด้วยเช่นกัน จึงเป็นประวัติศาสตร์ไห้เราได้ศึกษากันอย่างยาวนาน

จนมาถึงอยุธยา จากที่อยุธยาเจริญรุ่งเรือง จนถึงตอนนี้เหลือเเต่ซากปรักหากพัง ไห้เราได้เห็นกันจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ ก็มีเเต่ซากอิฐ ส่วนที่ยังหลงเหลือเป็นทองอยู่นั้น ก็มีไม่ถึง20% เพราะของเก่าได้ถูกเผาทำลายกันไปเกือบหมดเเล้ว ในปัจจุบัน อยุธยา เปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา เพื่อไห้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ เเละท่องเที่ยว

เเละชาวต่างชาติ ก็มาเที่ยวกันเยอะ ได้รู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพิ่มเติมของอยุธยา เเละเป็นเดนมาร์กของจังหวัดอยุธยาด้วย ในอยุธยา ไม่ใช่มีเเค่อุทยานประวัติศาสตร์เท่านั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกเช่น ตลาดน้ำอโยธยา วัด เเละสถานที่เก่าๆต่างๆที่หลงเหลืออยู่ เเละบูรณะขึ้นมาใหม่ อยุธยา จึงเป็นเมืองที่หลายๆคนอยากมาท่องเที่ยว

 เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ของคนในชาตินั้นๆ ว่าเมื่อสมัยก่อน ใช้ชีวิตเเบบไหน เจริญรุ่งเรืองในด้านไหน เเละทำไห้ได้รู้ว่า เมื่อก่อนอยุธยา มีเมืองที่เต็มไปด้วยทองคำ เเละมีบุคคลที่สำคัญต่างๆที่ทำไห้อยุธยาเจริญรุ่งเรือง อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธา ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก ไห้ขึ้นเป็นมรดกโลกของประเทศไทย เพราะอยุธยา มีอดีตที่สวยงาม เเละหลากหลายเชื้อชาติ เเละเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองในอดีตมาก่อน

เพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าวเป็นเพลงพื้นบ้านของชาวภาคกลาง เพื่อเชื่อมความรัก ความสามัคคีให้แก่แขกที่มาช่วยเกี่ยวข้าว เพลงเกี่ยวข้าว คือเป็นการร้องเพลงจีบสาวในระหว่างเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งจะร้องโต้ตอบกันไปมา ระหว่างหนุ่มสาว และจะใช้เสียงปรบมือเป็นการให้จังหวะในการร้องนั้น เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเมื่อเสร็จจากการเก็บเกี่ยวก็จะมีกาละเล่นเต้นกำรำเคียวประกอบกันไปด้วย การเต้นเพลงนี้จะมีการย้ำเท้าอยู่กับที่มือข้างหนึ่งถือเคียว มืออีกข้างถือข้าวกำไว้

กายแต่งกายในการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว

การแต่งกายของผู้หญิงนั้นจะนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอก มีดอกไม้ทัดที่หูด้วย ส่วนผู้ชายก็ใส่กางเกงขาก๊วย ใส่เสื้อกุยเฮง สวมงอบบนศีรษะ และจะมีผ้าขาวม้าคาดพุงด้วย จะไม่สวมรองเท้าทั้งชายและหญิง ข้อสำคัญคือมือต้องถือเคียวกับรวงข้าวไว้ด้วย

ขั้นตอนการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว

เพลงเกี่ยวข้าวนี้จะเล่นหลังมาการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วโดยจะแบ่งข้างกันเป็นฝ่ายชายหนึ่งฝั่ง ฝ่ายหญิงหนึ่งฝั่ง และจะมีพ่อเพลงขึ้นมาร้องก่อน และแม่เพลงจะเป็นฝ่ายตอบโต้ส่วนลูกคู่ที่มาร่วมในทีมทั้งสองฝ่ายก็จะคอยร้องผสานเสียงกันอย่างสนุกสนาน จะมีการปรบมือให้จังหวะในการร้องด้วย บางทีอาจจะมีพวกกลอง ฉิ่งและในเนื้อหาเพลงที่ร้อง ก็ถามสารทุกข์กัน บางทีก็เป็นการหยอกล้อเกี้ยวพาราสีกัน ระหว่างหนุ่มสาว หรือหยอกล้อกันเล็กๆน้อย ในบางช่วงบางตอนของการร้องยังสะท้อนให้เห็นชีวิตของชาวนาอีกด้วย

เพลงเกี่ยวข้าวจะมีการเล่นได้ก็ต่อเมื่อมีการเก็บเกี่ยวในผืนนานั้นๆ และก่อนที่เจ้าของนาจะเก็บเกี่ยวในสมัยก่อนจะไม่มีการจ้าง จะใช้การขอแรงให้มาทำ และเมื่อถึงการเก็บเกี่ยวของอีกบ้านชาวบ้านก็จะไป ก็จะผลัดกันไปแบบนี้จนครบทั้งหมู่บ้านเรียกว่าการลงแขก เจ้าของนาจะต้องไปขอแรงตามบ้านต่างๆให้มาช่วย และจะต้องกำหนดวันให้แน่นอน และเมื่อใกล้จะถึงวัน จะต้องมีการทำสัญลักษณ์ ให้ชาวบ้านรู้ด้วยว่าถึงวันเก็บเกี่ยวแล้ว และหลังจากนั้นถึงจะมีการเล่นเพลงเกี่ยวข้าวเกิดขึ้น และเจ้าของนาจะทำข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูอย่างดี และถือได้ว่าการเกี่ยวข้าวนี้ ทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่บ้าน มาถึงยุคปัจจุบันเราอาจจะเห็นเพลงเกี่ยวข้าวนี้ได้ใน ทีวีเพราะอาจจะไม่มีใครทำแล้วก็ได้ ฉะนั้นลูกหลานชาวไทยควรอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ หรือมันอาจจะช้าไปแล้วก็ได้ เพราะคนไทยได้ขายที่นาหมดกันไปแล้ว

การบวชพระ

การบวชพระเป็นประเพณีของคนไทยเมื่อลูกชายมีอายุครบ20ปีบริบูรณ์

ก็อยากจะให้บวช ซึ่งสมัยก่อนคิดว่าการบวชของลูกชายเป็นการบวชทดแทนคุณพ่อ แม่ และได้มีนิทานเล่าบอกเอาไว้เรื่องพญานาค ได้มีพญานาคตนนึง ปลอมตัวมาขอพระพุทธเจ้าบวช ท่านจึงบวชให้และได้ถือศีลบำเพ็ญเพียรปละไปนอนรวมกับพระองค์อื่นๆ เมื่อได้หลับสนิทก็กลายร่างกลับไปเป็นร่างเดิมมีพระภิกษุตื่นมาเห็นต่างก็ตกใจกันมาก จึงนำเรื่องไปบอกแก่ท่านพระพุทธเจ้า ท่านจึงเรียกพญานาคตนนั้นมาคุยและได้ขอร้องให้สึกจากพระไป ก่อนที่จะสึกพญานาคได้ขอกับพระพุทธเจ้าว่า คนใดที่จะบวชเป็นพระสงฆ์

ของให้ถือเพศนาคก่อนบวชเพื่อที่จะอุทิศบุญไปยังสัตว์ทั้งหลายอีกด้วยเป็นที่มาของคำว่าพ่อนาค พิธีการบวชนาคนั้นจะมีการโกนหัวที่พ่อ แม่ จะเป็นคนตัดผมก่อนแล้วตามด้วยญาติๆ จากนั้นก็จะให้พระภิกษุเป็นคนปลงผม หรือโกนหัวให้เกลี้ยงต่อไป ก็จะนำเอาขมิ้น น้ำอบถูบนตัวและบนศีรษะของพ่อนาคให้มีสีเหลืองของขมิ้นและมีกลิ่นหอมจากน้ำอบเสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำแต่งตัว ด้วยชุดขาวจากนั้นก็จะมีการทำขวัญนาคในช่วงนี้พ่อ แม่ ญาติจะซึ่งในการทำขวัญจะมีการเล่าประวัติว่าแม่ตั้งท้องยังไง คลอดลูกยังไงแล้วจะร้องเพลงค่าน้ำนมให้พ่อนาคฟัง

เรียกน้ำตาแก่ญาติได้เลยหรือไม่ก็ใช้พระภิกษุมาสอนโดยการเทศ ส่วนในตอนเช้าก็จะนำนาคแห่นาคเข้าโบสถ์ บางทีก็จะมีแตรวงหรือกลองยาว สมัยนี้ก็นิยมเป็นรถแห่ จะเดินแห่อย่างน้อยสามรอบ ในบางทีแห่กัน สามรอบมั่ง ห้ารอบมั่ง เจ็ดรอบจนไปถึงเก้ารอบ พอครบจำนวนจะนำพ่อนาคมาไหว้ที่เสมาทำพิธีอีกหน่อยจากนั้นก็ให้พ่อนาคโปรยทานเมื่อโปรยทานเสร็จก็จะนำพ่อนาคเข้าโบสถ์โดยการต้องช่วยกันส่งให้พ่อนาค ใช้มือแตะที่ขื่อประคูโบสถ์ให้ได้ จากนั้นก็จะมีพระภิกษุมานั่งในโบสถ์และทำพิธี ขั้นตอนทำพิธีนี้ คือก่อนที่จะบวชก็ต้องมีการเข้าวัดฝึกท่องมนต์ ในสมัยนี้จะมีการตรวจโรค

ตรวจสารเสพติดในร่างกาย ต้องให้ตำรวจและกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านเซ็นรับรองเสร็จแล้วต้องนำมาให้เจ้าอาวาสเซ็นอีกรอบแล้วนำเอกสารทั้งหมดไปส่งที่อำเภอ สมัยก่อนไม่ยุ้งยากขนาดนี้ เมื่อพ่อนาคทำพิธีเสร็จแล้วก็จะให้พ่อกับแม่นำดอกไม้ธูปเทียนพร้อมด้วยปัจจัยถวาย ใส่ในย่ามและพวกญาติๆก็ใส่ตาม และมีการทำบุญฉลองพระใหม่เป็นอันเสร็จพิธี